ตอนที่ 36
ทางด้านหมอยูมินั้นหลังจากเธอลงมาชั้นที่ดนัยพักอยู่แต่เมื่อเธอออกจากลิฟท์และหันมาทางห้องของดนัยก็เห็นว่ามีคนนอนอยู่หน้าห้องนั่นและเมื่อมองให้ดีก็เห็นว่าคนที่นอนอยู่นั้นก็คือดนัยนั่นเอง
ตุ่บ !! หมอยูมิทิ้งผักกาดที่พึ่งจะตัดมาในมือลงพื้นก่อนจะรีบวิ่งไปดูอาการของดนัยทันที
“หมอดนัย !!!” หมอยูมิพยายามเรียกดนัยแต่เขาก็ไม่มีการตอบสนองเลย
“ชีพจรต่ำมากความดันน่าจะตก มีแผลที่หัวเลือดไม่หยุดไหล” หมอยูมิดูอาการของดนัยคร่าวๆก่อนจะรีบควานหามือถือของเธอแต่ทว่าเธอนั้นไม่ได้หยิบมันลงมาจากห้อง
“ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ !!!!!” หมอยูมิพยายามตะโกนเรียกคนอื่นๆที่นอนหลับอยู่ในห้องเธอนั่งลงก่อนจะยกหัวดนัยขึ้นมาไว้บนตักของเธอเพื่อให้เลือดไม่ไหลลงมาที่หัวจนมากเกินไป
“ใครก็ได้ช่วยด้วย !!!!!!!!” หมอยูมิพยายามเรียกคนมาช่วยไม่นานก็มีคนเปิดประตูออกมาดู
“อ๊ะหมอยูมิเกิดอะไรขึ้นครับ !!” คนที่ออกมานั้นอยู่ข้างห้องของดนัยเขาเป็นหมอในแผนกผู้ป่วยนอก
“ช่วยตามแพทย์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลให้ทีค่ะ หมอดนัยหมดสติมีแผลที่ศรีษะเลือดไม่หยุดไหลเลยค่ะถ้ายังไงขอผ้าสะอาดๆสักผืนในห้องคุณหน่อยค่ะ” หมอยูมิพูดเธอพยายามใช้มือกดแผลที่หัวของดนัยเอาไว้แต่เลือดก็ยังไม่หยุด
“เข้าใจแล้วครับผมจะรีบโทรแจ้งที่โรงพยาบาลให้” หมอคนนั้นพยักหน้าก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องหยิบมือถือโทรแจ้งแพทย์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลและไม่ลืมหยิบผ้าสะอาดมาให้หมอยูมิใช้มันกดแผลเพื่อห้ามเลือดไม่ถึงสองนาทีหมอจากแผนกฉุกเฉินหลายคนก็วิ่งมาถึงหอพักพร้อมเตียงก่อนจะเอาดนัยขึ้นเตียงและรีบเข็นไปยังห้องฉุกเฉิน
วู่บ !! ร่างของฮิคาริปรากฎขึ้นมาหน้าห้องของดนัยเธอมองดนัยที่นอนอยู่บนเตียงกำลังถูกเข็นไปสีหน้าของฮิคาริตอนนี้นั้นดูสับสน
“หมอดนัยอดทนไว้ก่อนนะคะ” เสียงหมอยูมิพูดเธอนั้นวิ่งตามพวกพยาบาลที่กำลังเข็นดนัยไป
ฮิคาริมองดูดนัยบนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงเข็นเธออยากจะถามเหลือเกินว่านี่มันเรื่องอะไรกันทำไมร่างของเธอถึงไปอยู่ในห้องนอนของหมอยูมิ ทำไมดนัยไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ เธอมั่นใจว่าดนัยจะต้องรู้เรื่องนี้แน่เพราะดนัยกับหมอยูมินั้นค่อนข้างจะสนิทกัน
ติ๊ง !! เสียงลิฟท์ถูกปิดลงแต่ฮิคาริก็ยังไม่ขยับไปไหนเธอค่อยๆหลับตาลงและร่างของเธอก็ค่อยๆเลือนหายไป
หลายชั่วโมงต่อมา
“อืม.....” ดนัยค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะเห็นภาพของผนังสีขาว
นี่เราอยู่ที่ไหนไม่ใช่ห้องเรานี่นา ดนัยคิดในใจก่อนจะมองรอบๆก็เห็นผ้าม่านสีเขียวอันคุ้นเคย
“ห้องฉุกเฉินงั้นเหรอ” สตีฟอุทานเบาๆก่อนจะเห็นใครบางคนหลับอยู่ข้างเตียงของเขา
“หมอยูมิ !!!”
“อืม...อ๊ะหมอดนัยฟื้นแล้วเหรอคะ” หมอยูมิที่ได้ยินเสียงคนเรียกเธอจึงตื่นขึ้นมาก่อนจะเห็นว่าดนัยฟื้นแล้วและกำลังมองเธออยู่
“หมอยูมินี่มันเกิดอะไรขึ้นครับแล้วผม....” ดนัยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเขาถึงมาอยู่ห้องฉุกเฉิน
“ฉันเจอคุณหมดสติอยู่หน้าห้องพักน่ะสิ ดีนะคะที่ฉันลงไปจะเอาของไปให้คุณพอดี” หมอยูมิพูด
“ผมเนี่ยนะครับหมดสติ !!” ดนัยอุทานออกมาพลางพยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเขาถึงหมดสติอยู่หน้าห้องพักเขากันล่ะ
เราจำได้ลางๆว่าตอนนั้นกำลังหยิบกุญแจห้องออกมาจากกระเป๋าแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย ดนัยพยายามนึก
“ใช่ค่ะพวกหมอบอกว่าหมอดนัยพักผ่อนไม่เพียงพอเลยทำให้หน้ามืดและล้มลงแถมยังล้มลงไปโดนลูกบิดประตูจนหัวแตกอีกดีนะคะที่หัวไม่ฟาดพื้นด้วยไม่งั้นอาจจะเป็นหนักถึงขนาดเลือดคลั่งในสมองเลยก็ได้” หมอยูมิพูด
“นี่ผมล้มหัวแตกเหรอเนี่ย !!!” ดนัยพูดก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสที่หัวของเขาก่อนจะเห็นว่ามีผ้ากอซถูกพันเอาไว้
“ใช่ค่ะว่าแต่ไปทำอะไรมาล่ะคะถึงได้เป็นขนาดนี้” หมอยูมิถาม
“คือว่า.....” แต่ก่อนที่ดนัยจะได้พูดอะไรออกมาม่านสีเขียวก็ถูกเปิดออก
ครืด !! เสียงม่านถูกเปิดเผยให้เห็นหน้าของคนที่เปิดมันนั่นก็คือหมอนากิสะนั่นเอง
“จนได้สินะหมอดนัย” หมอนากิสะพูด
“เอ่อ...หมอนากิสะมาทำอะไรที่นี่เหรอครับไม่ใช่ว่ากลับไปแล้วเหรอ” ดนัยถาม
“ก็กลับไปนอนหลับฝันหวานแล้วนั่นแหละค่ะแต่พอดีได้รับโทรศัพท์โทรมาแจ้งว่าลูกน้องในแผนกถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินฉันเลยต้องรีบมาดูอาการเธอตอนตีสองแบบนี้ !!!” หมอนากิสะตอบ
“ขอโทษครับ” ดนัยรีบขอโทษ
“ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วแต่สิ่งที่เธอทำอยู่ตอนนี้น่ะให้หยุดไปซะก่อนฉันไม่รู้หรอกนะเธอกำลังทำอะไรอยู่แต่ถ้าแค่ตัวเองยังดูแลไม่ได้เธอจะดูแลคนอื่นในฐานะหมอได้ยังไงจริงมั้ย” หมอนากิสะสั่งสอน
“เข้าใจแล้วครับเป็นผมเองที่ฝืนเกินไป” ดนัยรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
นั่นสินะในเมื่อตัวเองตัวดูแลไม่ได้แล้วเราจะไปดูแลคนอื่นในฐานะหมอได้ยังไง ดนัยรู้สึกว่าคำพูดของหมอนากิสะนั้นถูกต้องเป็นอย่างมาก
“ไม่ต้องจ้องพี่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้ออย่างนั้นก็ได้ยูมิ” หมอนากิสะปรายตามองไปยังหมอยูมิที่จ้องเธอไม่กระพริบตา
“คุณไม่ใช่พี่ฉันออกไปซะ !!!” หมอยูมิพูด
“ก็ได้ฉันไปก็ได้อ้อ...จริงสิหมอดนัยฉันให้เธอหยุดงานสองวันนะพักผ่อนให้หายดีซะจำเอาไว้สายของเครื่องดนตรีน่ะถ้าตึงเกินไปก็จะขาดแต่ถ้าหย่อนเกินไปเสียงที่ได้ก็จะไม่ดีเธอคงรู้นะฉันหมายความว่าไงเพราะถ้าจำไม่ผิดที่ไทยก็มีคำพูดคล้ายแบบนี้นี่” หมอนากิสะบอก
“ครับผมเข้าใจแล้วขอบคุณหมอนากิสะและก็ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาพักผ่อนของหมอนากิสะนะครับ” ดนัยพยักหน้าพลางนึกถึงคำสอนของศาสนาพุทธที่สอนให้เดินทางสายกลางไม่ตึงหรือไม่หย่อนเกินไปนั่นเอง
“อืม” หมอนากิสะพยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินจากไป
“หึเรื่องใส่หน้ากากนี่เก่งนัก” หมอยูมิพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิดดนัยที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะตอบสนองยังไงเพราะจากที่เขาร่วมงานกับหมอนากิสะมาพักนึงเขาคิดว่าหมอนากิสะก็ไม่ได้นิสัยแย่ขนาดนั้น
“นี่ก็ตีสองแล้วผมว่าหมอยูมิกลับไปพักผ่อนดีกว่านะครับพรุ่งนี้หมอยูมิต้องทำงานอีก” ดนัยพูด
“แต่ว่า...”
“กลับไปพักผ่อนเถอะครับผมไม่เป็นอะไรหรอกอย่าลืมสิผมเองก็เป็นหมอนะให้น้ำเกลือหมดถุงนี่ผมก็กลับไปพักที่ห้องได้แล้วแต่หมอยูมิต่างหากล่ะพรุ่งนี้หมอยูมิต้องทำงานอีกนะถ้าไม่พักผ่อนเสียหน่อยเดี๋ยวจะแย่เอา” ดนัยบอก
“แหมหมอดนัยยังกล้าพูดไล่ให้ฉันไปพักผ่อนอีกนะคะทั้งๆที่ตัวเองพักผ่อนไม่เพียงพอจนเป็นแบบนี้แท้ๆ” หมอยูมิพูดเหน็บ
“อ่านั่นมันก็” ดนัยถึงกับพูดไม่ออกเขานั้นไม่มีหน้าไปเตือนคนอื่นเรื่องพักผ่อนไม่เพียงพอจริงๆนั่นแหละ
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกันต้องไปซักคราบเลือดที่กางเกงฉันอีก” หมอยูมิพูด
“ครับขอบคุณหมอยูมิมากนะครับถ้าไม่ได้หมอยูมิมาเจอผมไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง” ดนัยบอกจากนั้นหมอยูมิก็ขอตัวกลับหอพักปล่อยให้ดนัยอยู่คนเดียว
“เฮ้อ...ฝืนเกินไปสินะเราให้ตายเถอะ” ดนัยถอนหายใจออกมาพลางนอนมองเพดานของห้องฉุกเฉินไปเรื่อยจนกระทั่งมีหมอคนหนึ่งเดินเข้ามาดูอาการของเขา
“อาการเป็นไงบ้างหมอดนัยมีอาการเวียนหัวปวดหัวหรืออยากอาเจียนมั้ย” หมอสุกิยามะเดินเข้ามาถาม
“อ๊ะหมอสุกิยามะนั่นเองอาการพวกนั้นไม่มีหรอกครับจะมีก็แค่มึนหัวน่าจะเพราะเสียเลือดมากไปว่าแต่คุณย้ายมาเวรรอบดึกแล้วเหรอครับ” ดนัยทักทาย
“ครับผมย้ายมาอยู่รอบดึกแล้วพอดีไม่อยากเจอยากุซ่าตอนกลางวันอีก” หมอสุกิยามะพูด
“โธ่หมอสุกิยามะก็พูดไปคุณคงไม่ซวยขนาดนั้นมั้ง” ดนัยพูดหยอกหมอสุกิยามะเล่น
“ฮ่ะๆไม่รู้สิครับเอาล่ะหมอดนัยพักผ่อนเถอะให้น้ำเกลือถุงนี้หมดผมจะอนุญาตให้กลับไปพักที่ห้องได้ส่วนแผลที่หัวถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้มันโดนน้ำแล้วเดี๋ยวผมจะเอายาแก้อักเสบมาให้นะ” อาการของดนัยนั้นไม่ค่อยร้ายแรงเท่าไหร่แค่พักผ่อนให้เต็มที่สักสองหรือสามวันก็หายแล้ว
“ขอบคุณครับ” ดนัยพยักหน้าพลางมองถุงน้ำเกลือที่ยังเหลือมากกว่าค่อนถุง
อีกราวๆแปดชั่วโมงสินะน้ำเกลือถึงจะหมด ดนัยคำนวณคร่าวๆในใจ (น้ำเกลือสำหรับผู้ใหญ่ 1 ถุงนั้นใช้เวลาประมาณ 12 – 24 ชั่วโมงแล้วแต่แพทย์จะตั้งให้ว่าจะให้มันหยดเร็วแค่ไหน)
ดนัยใช้เวลาอยู่ในห้องฉุกเฉินทั้งคืนจนกระทั่งน้ำเกลือหมดถุง
หลายชั่วโมงต่อมา
ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้วดนัยกำลังเดินกลับหอพักหลังจากให้น้ำเกลือเสร็จเมื่อคืนเขาได้หลับเต็มตื่นหลายชั่วโมงในห้องฉุกเฉิน
แกร๊ก !! แอ๊ด !! ดนัยเปิดประตูห้องพักของตัวเองเข้าไปก่อนจะเห็นฮิคารินั่งอยู่ที่โต๊ะ
“อ้าวฮิคาริรอฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ยเมื่อวานขอโทษทีนะพอดีเกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่าง........” ดนัยยังพูดไม่ทันจบฮิคาริก็หันมาและพูดใส่เขา
“เมื่อไหร่ !!” ฮิคาริพูด
“อะไรคือเมื่อไหร่...อ้อหรือจะพูดว่าเมื่อไหร่จะไปทำกับข้าวสินะได้ๆใช้งานคนป่วยจริงเลยเอาเป็นข้าวต้มแล้วกันนะทำง่ายดี” ดนัยพูดก่อนจะเดินไปที่ครัวและหยิบหม้อออกมา
“ไม่ใช่หรอกนะดนัยที่ฉันจะพูดน่ะคือเมื่อไหร่.....เมื่อไหร่นายจะบอกฉัน” ฮิคาริพูด
“บอก...บอกเรื่องอะไร ?” ดนัยหันไปหาเธอพลางสงสัยว่าเขาต้องบอกอะไรเธอ
“ก็บอกเรื่องร่างของฉันที่นอนอยู่ในห้องหมอยูมิยังไงล่ะ !!!!!!” ฮิคาริตะโกนออกมาทำให้ดนัยที่ได้ยินดังนั้นชะงักไปทันทีหม้อที่อยู่มือเขาถึงกับหล่นลงพื้นเสียงดัง
เมื่อคืนนั้นหลังจากดนัยถูกส่งตัวไปห้องฉุกเฉินฮิคาริก็ขึ้นไปนั่งเฝ้าร่างตัวเองในห้องของหมอยูมิอยู่ทั้งคืนเธอไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นสรุปเธอตายไปแล้วหรือยังไม่ตายแล้วร่างที่นอนอยู่ในห้องหมอยูมิที่มีเครื่องมือพยุงชีพมากมายติดตั้งอยู่นั้นเป็นร่างของเธอหรือเป็นแค่คนหน้าเหมือนเธอนั่งอยู่ทั้งคืนเพื่อหาคำตอบแต่ทว่าเธอก็ไม่ได้คำตอบอะไรจากการนั่งจ้องร่างนั้นเลยจนกระทั่งรุ่งเช้าเธอจึงมานั่งรอให้ดนัยกลับมาอยู่ในห้องของเขาเพื่อถามทุกอย่างจากดนัย
จบ...