ฉินฮุ่ยเจียวบุกมาถึงบ้านโดยไม่ได้รับเชิญแถมยังไม่สนใจสายตาของคนอื่นที่มองเธอเหมือนตัวประหลาดอีกเธอตรงดิ่งไปยังโต๊ะอาหารทันที
พอเห็นอาหารมันเยิ้มบนโต๊ะฉินฮุ่ยเจียวก็ถึงกับน้ำลายสอ ท้องไส้ร้องโครกครากออกมาด้วยความหิว
ตั้งแต่ที่เธอถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวไล่ออกจากบ้านไปช่วงนี้เธอแทบไม่ได้กินเนื้อเลยสักคำ วันๆ เธอได้กินแต่หมั่นโถวกับข้าวแข็งๆแล้วก็หัวไชเท้าดองเปรี้ยวๆ แก้ขัดไปวันๆ
แต่กับข้าวบ้านสกุลฉินกลับยังดีเหมือนเดิมถึงจะไม่ใช่เนื้อสัตว์ในทุกมื้อ แต่ก็มีเนื้อให้กินทุกวัน
ข้าวขาวในชามก็เรียงเม็ดสวยแถมผัดกับข้าวแต่ละจานก็ใส่น้ำมันเยอะ
คนในบ้านสกุลฉินแต่ละคนถึงได้ดูมีเลือดฝาดเด็กน้อยทั้งสองคนก็มีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง แก้มยุ้ยๆ แบบนั้นยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู
ฉินฮุ่ยเจียวรู้สึกไม่ยุติธรรมเธอเองก็เป็นคนในบ้านสกุลฉินเหมือนกัน
ทำไมเธอต้องถึงได้กินแต่ของไม่อร่อยในขณะที่บ้านสกุลฉินมีเนื้อให้กินทุกมื้อ
"ไห่หยางไปตักข้าวขาวให้ป้าชามหนึ่งสิ เอาแบบเยอะๆ เลยนะ"
เธอพูดพลางเข้าไปนั่งที่โต๊ะ
ฉินฮุ่ยเจียวลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านสกุลฉินอีกต่อไปแล้ว
ฉินไห่หยางไม่ขยับเขยื้อนก่อนจะถามคำถามแทงใจที่ทำให้คนฟังถึงกับพูดไม่ออก
"ป้าบอกว่าป้าจะไม่กินข้าวกับพวกเราแล้วไม่ใช่เหรอครับ?บอกว่าถึงจะอดตายก็จะไม่กินกับข้าวที่แม่ซื้อมา แล้วทำไม..."
"เด็กๆ อย่างเธอจะไปรู้เรื่องอะไรรีบไปตักข้าวมาให้ป้าเดี๋ยวนี้ เป็นอะไรมากไหมเนี่ย? ป้าเป็นผู้ใหญ่จะต้องให้ป้ามาคอยรับใช้พวกเธอรึไง? ไม่เคยมีใครสอนหรือไงว่าต้องเคารพผู้หลักผู้ใหญ่น่ะ?"
ฉินไห่หยางยังพูดไม่ทันจบฉินฮุ่ยเจียวก็พูดขัดขึ้นมาอย่างหงุดหงิด
เธอไม่เชื่อหรอกว่าน้องชายแท้ๆจะปล่อยให้เธออดตายได้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจ้องมองฉินฮุ่ยเจียวที่ทำตัวตามอำเภอใจด้วยสายตาเย็นชาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
'ปัง!'
เสียงตะเกียบกระทบโต๊ะดังสนั่นทำให้ทั้งโต๊ะสั่นสะเทือน ฉินฮุ่ยเจียวที่กำลังจะคีบหนังวัวถึงกับสะดุ้ง
พอหันไป เธอก็เห็นน้องชายแท้ๆกำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมาที่เธอเขม็งทำให้รู้สึกขนลุกซู่
แต่ยังไงเขาก็เป็นน้องชายแท้ๆมีสายเลือดเดียวกัน ก็คงไม่ทำอะไรพี่สาวคนนี้หรอก
พอคิดได้แบบนั้นฉินฮุ่ยเจียวก็คีบหนังวัวชิ้นหนาด้วยตะเกียบกลาง แล้วยัดเข้าปากอย่างไม่เกรงใจ
หนังวัวเคี้ยวแล้วหนึบหนับแถมยังมีรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย กระตุ้นต่อมรับรสได้ดี ทำให้รู้สึกอร่อยจนหยุดไม่ได้ฉินฮุ่ยเจียวอดใจไม่ได้ที่จะคีบอีกชิ้น ตอนที่กำลังจะเอาเข้าปากข้อมือของเธอกลับถูกใครบางคนจับไว้แน่น
"ฉินซู่ นี่นายจะทำอะไร? ฉันเป็นพี่สาวแท้ๆ ของนายนะ ไม่มีสิทธิ์กินหนังวัวแค่สองชิ้นเลยรึไง?หรือว่ามีใครเป่าหูให้นาย ให้นายตีตัวออกห่างกับพี่สาวแท้ๆ อย่างฉัน?"
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นชัดเจนอย่างที่สุด
คำพูดนั้นพุ่งเป้าไปที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอคิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเป่าหูฉินซู่ ยุแหย่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน้องชาย
"พี่เองก็มีมือมีเท้าฉันกับเมียก็ช่วยให้พี่มีที่อยู่ที่กินแถมยังช่วยให้พี่ได้ทำงานเอาไปแลกแต้มแรงงานอีกต่างหาก ถ้าอยากกินของดี ๆก็ไปหากินเองสิ"
ฉินซู่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเขาไม่รอให้ฉินฮุ่ยเจียวได้ตั้งตัว ก็รีบลุกมาลากเธอออกไปข้างนอกทันทีถึงแม้ขาตัวเองจะยังไม่หายดีก็ตาม
แล้วฉินฮุ่ยเจียวจะยอมง่ายๆ ได้ยังไง?
นานๆ ทีจะได้กินของอร่อยๆ สักหน่อยเธอจะยอมจากไปง่ายๆ ได้ยังไงกัน!
เธอมองไปที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวที่นั่งกินข้าวขาวอยู่บนโต๊ะฉินฮุ่ยเจียวก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ กัดฟันกรอด
"ต่งเสี่ยวเสี่ยว เธอมันตัวซวย!พูดจายุแยงให้น้องชายผิดใจกับฉัน! การที่บ้านสกุลฉินมีสะใภ้อย่างเธอถือว่าซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ!"
พูดจบ เธอก็ถูกลากตัวออกไปข้างนอกทันที
ฉินไห่เยว่ถือชามใบเล็ก ขาเล็กๆของเธอก้าวตามหลังฉินซู่ไป
ยังไงซะฉินฮุ่ยเจียวก็เป็นผู้หญิงจะไปสู้แรงของฉินซู่ที่เป็นผู้ชายและแข็งแรงกว่าได้ยังไงกันไม่ว่าเธอจะดิ้นรนยังไง เขาก็ยังจับข้อมือของเธอเอาไว้แน่น
พอถึงหน้าบ้าน ฉินซู่ถึงปล่อยมือฉินฮุ่ยเจียวที่ตอนแรกดิ้นอย่างแรง ทำให้ทรงตัวไม่อยู่ ล้มหน้าทิ่มดินและยังซวยซ้ำซวยซ้อนปากไปชนเข้ากับขี้ไก่พอดี
พอเห็นฉินฮุ่ยเจียวกินขี้ไก่ฉินไห่เยว่ก็หัวเราะร่วน ข้าวยังคาอยู่ในปาก แต่เด็กน้อยก็หัวเราะออกมาไม่หยุด
"ป้ากินขี้ไก่! ป้ากินขี้ไก่แล้ว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยววางตะเกียบลงรีบเดินเข้าไปอุ้มฉินไห่เยว่ขึ้นมา เธอบีบแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มของเด็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"กลืนข้าวก่อนสิลูก แล้วค่อยหัวเราะเดี๋ยวจะสำลักเอานะ"
ฉินไห่เยว่พยักหน้าเชื่อฟังเธอเคี้ยวข้าวในปาก ดวงตากลมโตมองไปที่ฉินฮุ่ยเจียว
ฉินฮุ่ยเจียวตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นใบหน้าเป็นรอยขีดข่วนจากหิน ปากเลอะขี้ไก่เต็มไปหมดใบหน้าก็เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ดูทุลักทุเลสิ้นดี แถมยังดูตลกมากๆ ด้วย
บ้านสกุลฉินอยู่ค่อนข้างห่างไกลผู้คนโชคดีที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาไม่อย่างนั้นคงมีคนมามุงดูฉินฮุ่ยเจียวในสภาพนี้เยอะแน่ๆ
ฉินฮุ่ยเจียวใช้หลังมือปาดขี้ไก่ออกจากปากเธอมองขี้ไก่ที่ติดอยู่บนข้อมือก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำไปหมด
บนใบหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวมีแต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสะใจและรอยยิ้มนั้นก็ยิ่งกระตุ้นความโกรธของฉินฮุ่ยเจียว
ฉินฮุ่ยเจียวหน้าซีด กัดฟันกรอด ก่อนพูดว่า"ต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอจะทำให้บ้านสกุลฉินร้อนเป็นไฟให้ได้เลยใช่ไหม? ฉันเป็นพี่สาวแท้ๆของฉินซู่ ต่อให้ฉันทำผิดมากแค่ไหนเธอก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้ฉันกับฉินซู่ต้องผิดใจกันคนนอกอย่างเธอจะสู้คนในสายเลือดเดียวกันได้ยังไง!"
ถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวน้องชายที่แสนดีของเธอจะกลายเป็นคนเย็นชาไปได้ยังไงกัน?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยักคิ้วขึ้นก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง "เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันกันคะ?ตัวเองเป็นคนยังไง ตัวเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ที่พี่กลายเป็นแบบนี้เพราะพี่ทำตัวเองทั้งนั้น! สามีฉันไม่ได้ตาบอดสักหน่อย เขารู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิดถึงพี่จะเป็นพี่สาวของเขา แต่ก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจแทนเขาหรอกนะ!"
ถ้าฉินฮุ่ยเจียวอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเธอจะเสียเวลามาทะเลาะด้วยทำไม
ไม่สู้เอาเวลาไปหาเงินเพิ่มดีกว่าเหรอ
อีกอย่างเธอก็ไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนสักหน่อย แต่เป็นเพราะมีคนมักใหญ่ใฝ่สูงพยายามแสดงตนให้โลกรู้ แล้วจะโทษใครได้นอกจากตัวเอง
"ฉันจัดหาบ้านพักในหมู่บ้านนี้ให้พี่แล้วพี่จะเป็นยังไงต่อก็เรื่องของพี่แล้ว ฉันเองก็มีครอบครัวแล้วก็ต้องเอาเมียกับลูกเป็นหลัก" ฉินซู่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
พอสองสามีภรรยาพูดเป็นเสียงเดียวกันแบบนี้แล้วทำให้ฉินฮุ่ยเจียวโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอได้แต่กัดฟันกรอดถึงขั้นอยากฉีกเนื้อต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นชิ้นๆ
แต่ตอนนี้เธอไม่มีความสามารถขนาดนั้นก็ทำได้แค่กล้ำกลืนความโกรธ แล้ววิ่งหนีไปเหมือนหมาจนตรอก
พอเห็นฉินฮุ่ยเจียวกลับไปแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อุ้มฉินไห่เยว่กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้งจากนั้นเธอก็หันไปบีบแก้มฉินไห่หยาง แล้วพูดชม
"วันนี้ไห่หยางทำได้ดีมาก พวกเรามีตามีหู ก็ต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ใช่ว่าเขาเป็นญาติผู้ใหญ่แล้วจะต้องทำตามคำขอที่ไม่มีเหตุผลเสมอไป รู้รึเปล่า?"