ไลท์พาเบเรียลมายังค่ายกลที่เขาสร้างเพื่อใช้ในงานแต่งงานของพวกเขา
เมื่อเบเรียลเข้ามาด้านในค่ายกลชั้นแรกแล้วเธอก็รู้สึกว่านี้คือห้องโถงขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้มากกว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว
ห้องโถงนี้เป็นห้องโถงที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและดูอลังการ ดูราวกับอยู่ในนิยายยังไงอย่างงั้นเลย
เพราะห้องโถงนี้ไลท์ได้รวบรวมศิลปะทั้งสามโลกเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นโลกแฟนตาซี โลกลมปราณและโลกปัจจุบัน ทำให้ห้องโถงนี้ดูงดงามและอลังการเป็นที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางหรือการใช้สีต่างๆก็ดูสวยงามอย่างมาก
“ มันสวยมากเลยไลท์ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับสีหน้าตื่นเต้น จากนั้นเธอก็เดินดูห้องโถงรอบๆด้วยแววตาเปร่งประกาย
“ เธออยากได้อะไรเพิ่มเติมก็สามารถบอกมาได้เลยนะ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับกับเดินตามเบเรียลไปด้วย
เบเรียลส่ายหน้าและพูดว่า “ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอะไรแล้ว แค่นี้มันก็สวยงามมากอยู่และมันก็เหมาะสำหรับเป็นห้องวิวาห์ของพวกเราแล้ว ”
ไลท์ที่ได้ยินเบเรียลพูดก็หัวเราะขึ้นมาและพูดขึ้นว่า “ เปล่าเลยเบเรียล ห้องนี้มีไว้สำหรับเป็นห้องรับแขกเท่านั้น ซึ่งห้องวิวาห์จริงๆนั้นต้องเข้าไปในค่ายกลอีกชั้นหนึ่ง ”
ห้องรับแขก?
เบเรียลเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ นี้คือห้องรับแขกงั้นหรอ ฉันคิดว่าห้องนี้คือห้องสำหรับงานแต่งของเราเสียอีก ” เบเรียลประหลาดใจ
“ นี้เป็นแค่ห้องรับแขกเท่านั้น มาสิเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปดูสถานที่จัดงานแต่งของพวกเรา ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ นำไปเร็วๆเลย ” เบเรียลรีบพูดขึ้นด้วยท่าทีเร่งรีบ
“ เข้าใจแล้วๆ ” ไลท์หัวเราะอย่างมีความสุขก่อนที่จะจับมือเบเรียลเดินไปยังด้านหลังของห้องโถง
ด้านหลังของห้องโถงก็มีพื้นที่กว้างขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในสุดมีทางเข้าไปยังค่ายกลชั้นที่สองตั้งอยู่
แม้ว่าจะเป็นเพียงห้องว่างๆแต่มันก็ยังถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งห้องโถงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออก
“ ไปกันเถอะ ” ไลท์พูดพร้อมกับเดินเข้าไปในค่ายกล เบเรียลเดินตามเข้าไป
เมื่อเบเรียลเดินเข้ามาแล้ว เธอก็ต้องยืนนิ่งอึ้ง เพราะภาพที่เธอเห็นนั้นมันเหมือนกับภาพในภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
ทะเลดอกไม้จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเธอ ดอกไม้หลากสีสันที่ทอดยาวไปจนสุดลูกตาของเธอ มันดูเหมือนกับทะเลดอกไม้เลยทีเดียว
“ ไลท์นี้มันเหมือนกับทะเลดอกไม้เลยนะ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับปิดปากของเธอด้วยความตื่นเต้น
ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกลิ่นก็เหมือนจริงอีกด้วย ราวกับว่าดอกไม้เหล่านี้มีชีวิตจริงๆ
จากนั้เธอก็มองเห็นเกาะลอยฟ้าที่ลอยอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เพียงแค่ประมาณหนึ่งกิโลเมตรจากจุดที่พวกเธอยืนอยู่
“ มาสิเบเรียล ” ไลท์ยิ้มพร้อมกับจับมือของเบเรียลเดินไปยังเกาะลอยฟ้า
เกาะลอยฟ้านี้มันไม่ได้ลอยสูงมากนักเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น
ที่ทางขึ้นมาบันไดถอดยาวลงมาด้านล่าง
บันไดที่ยาวกว่านับหมื่นขั้นดูสูงส่งและสวยงาม
ทั้งสองไม่ได้เดินขึ้นบันได ทั้งสองบินขึ้นมาเลย
เมื่อเบเรียลบินขึ้นมาเธอก็เห็นคฤหาสน์โบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งมันดูอลังการอย่างมาก ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นมาจากหินอ่อนสีขาวนวลผสมกับทองคำดูสวยงาม ส่วนรูปร่างของคฤหาสน์ก็คล้ายกับคฤหาสน์จีนโบราณที่สร้างขึ้นมาเป็นเวลานาน ดูเก่าแก่และโบราณ
“ มันสวยงามมากเลยไลท์ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับมองไปยังคฤหาสน์ด้านล่างด้วยแววตาตื่นเต้นและเต็มด้วยความชื่นชอบ
เธอชอบคฤหาสน์หลังนี้มากจนอยากที่จะนำไปสร้างข้างนอกเลย
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินชมคฤหาสน์
เบเรียลบอกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอะไรใหม่แล้ว รวมไปถึงไม่ต้องลบอะไรด้วย เพราะคฤหาสน์หลังนี้มันสวยงามมากแล้ว
ส่วนห้องที่ใช้สำหรับงานแต่งของทั้งสองมีขนาดใหญ่สามารถจุคนได้นับหมื่นคนเลยทีเดียว ภายในห้องโถงที่ใช้สำหรับงานแต่งหรูหรากว่าห้องโถงที่เอาไว้ใช้รับแขกเสียอีก
“ ให้ตายเถอะไลท์ วันนี้ฉันประหลาดใจไม่รู้กี่รอบแล้วนะ ” เบเรียลยิ้มออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข
หลังจากที่ทั้งสองนั่งเล่นอยู่ในค่ายกลกว่าสองชั่วโมง ทั้งสองก็ออกมาจากค่ายกล
ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังเดินกลับเมืองรุ่งอรุณ จู่ๆเครื่องมือสื่อสารของเบเรียลก็สั่นขึ้น
หลังจากที่เบเรียลวางสาย สีหน้าของเธอก็กลายเป็นจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นมา
“ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอเบเรียล? ” ไลท์ถามขึ้นหลังจากที่เห็นสีหน้าของเบเรียล
“ ทางอาณาจักรแสงจันทร์ได้ส่งคำขอให้พวกเราส่งกองกำลังไปจัดการกับเรื่องๆหนึ่ง ” เบเรียลพูดขึ้น
“ แล้วมันคือเรื่องอะไรทำไมเธอถึงต้องทำหน้าเคร่งเครียดแบบนั้นด้วย? ” ไลท์สงสัย
" มีการตายปริศนาเกิดขึ้นที่เมืองซายู พวกเขาพบศพคนเสียชีวิตโดยที่สภาพศพของพวกเขาเหมือนกับถูกดูดน้ำหรือของเหลวจนหมดตัว พวกเขาตรวจสอบแล้วก็ยังไม่สามารถหาคนร้ายเจอ อีกอย่างตอนนี้ก็มีคนเสียชีวิตแบบเดียวกันมากกว่าหกสิบคนแล้ว
พวกเขาบอกว่านี้อาจจะเป็นทักษะของพวกปีศาจก็ได้หรือไม่ก็อาจจะเป็นโรคประหลาดกก็ได้ทำให้ตอนนี้เมืองซายูถูกสั่งปิดตายและห้ามไม่ให้ผู้คนเข้าออกเมืองซายูโดยเด็ดขาด " เบเรียลพูดขึ้น
ไลท์ที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วขึ้นมา เนื่องจากทักษะแบบนี้ส่วนมากจะเป็นจอมเวทย์ธาตุมืดหรือไม่ก็พวกเผ่าพันธุ์ปีศาจ
“ เอาสิเดี๋ยวฉันจะไปดูด้วยเหมือนกัน ” ไลท์พูดขึ้น เนื่องจากเขาสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อย
“ งั้นนายนำคนไปจัดการเรื่องนี้แล้วกัน ” เบเรียลพูดขึ้น ถ้าหากไลท์ไปจัดการเธอก็จะไว้วางใจมาก
“ ได้ เดี๋ยวฉันจะเรียกพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมไปถึงหน่วยลับเทพยุทธ์เดินทางไปด้วย ” ไลท์พูดขึ้น
หลังจากนั้นไลท์ก็เรียกตัวหน่วยลับเทพยุทธ์สิบคนและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหนึ่งร้อยคนมุ่งหน้าไปยังเมืองซายูทันที โดยที่พวกเขาใช้เรือยนต์ในการเดินทาง
หน่วยลับเทพยุทธ์ทั้งหมดมีความแข็งแกร่งในระดับS ส่วนหัวหน้าของหน่วยลับเทพยุทธ์คืออีกอร์
อีกอร์เป็นหัวกะทิของหน่วยลับเทพยุทธ์ เขาได้รับอันดับที่เก้าในการประลองชิงอันดับรุ่นเยาว์ของห้าตระกูลผู้พิทักษ์
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด พวกเขามีความแข็งแกร่งในระดับA ส่วนผู้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อว่า กัลลาร์ เขาเป็นตัวตนระดับS ของหน่วยงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวทย์ของเขามีความสามารถในการสืบหาผู้ร้าย ทำให้เขารับหน้าที่ในการมาสืบสวนสอบสวนงานนี้
แม้ว่าเรือบินจะเร็วกว่าแต่มันก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการเดินทางแต่ละครั้ง เพราะฉะนั้นไลท์จึงใช้เรือยนต์ในการเดินทาง
แม้ว่าพวกไลท์จะใช้เรือยนต์ในการเดินทางแต่พวกเขาก็ใช้เวลาประมาณสี่วันเท่านั้น เนื่องจากเมืองซายูอยู่ห่างจากเมืองรุ่งอรุณประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยกิโลเมตร
ไลท์ตอนนี้กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่ห้องของตัวเองภายในห้องทำงานในเรือยนต์
ในเอกสารรายงานมาว่า เมื่อประมาณสิบสองวันก่อน เจ้าหน้าที่เมืองซายูพบศพปริศนาของเชอร์ลีน
เชอร์ลีนเป็นหญิงสาวอายุประมาณสามสิบปี เธอทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองซายู มีคนพบศพของเธออยู่ที่ตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง ส่วนที่ทราบว่าเธอชื่อเชอร์ลินก็เพราะชุดที่เธอใส่
หลังจากนั้นทุกๆคืนก็จะมีศพที่เหมือนกับเชอร์ลีนโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั้งภายหลังเพียงแค่คืนเดียวก็มีศพแบบนี้ไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ศพ
ทำให้เมืองซายูประกาศสั่งห้ามไม่ให้ผู้คนออกนอกบ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ใครฝ่าฝืนถูกจับทันที
แน่นอนว่าต่อให้ไม่มีประกาศออกมาชาวเมืองซายูก็ไม่มีทางที่จะออกมานอกบ้านโดยเด็ดขาด
แต่พวกเขาก็คิดผิด เพราะศพต่อมาคือหญิงชราที่อาศัยอยู่บ้านคนเดียว เธอตายทั้งๆที่กำลังนอนหลับอยู่ ซึ่งศพของเธอก็เหมือนกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้
และถ้าหากถามว่าทำไมถึงรู้ว่าหญิงชราที่อาศัยอยู่บ้านคนเดียวคนอื่นๆถึงรู้ว่าเธอเสียชีวิต ก็เพราะในทุกๆวันหญิงชราคนนี้มักจะออกมาเดินเล่นรอบบ้านพร้อมกับรดน้ำต้นไม้ของเธอไปด้วย
ซึ่งเธอเคยบอกกับเพื่อนบ้านข้างๆเอาไว้ว่า ถ้าหากวันไหนไม่เห็นว่าเธอออกมารดน้ำต้นไม้ก็ขอให้เข้ามาดูในบ้านเธอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอไหม
เมื่อเพื่อนบ้านไม่เห็นว่าหญิงชราออกมาเดินเล่นและรดน้ำต้นไม้ เพื่อนบ้านจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปดู และก็พบว่าเธอนอนตายอยู่บนเตียง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวเมืองทั้งหมดพากันหวาดกลัวยิ่งกว่าเก่า เพราะแม้แต่การอยู่ในบ้านก็ไม่สามารถรับประกันชีวิตของพวกเขาได้
ทำให้มีชาวเมืองหลายคนตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่เมืองข้างๆก่อน แต่ไม่นานก็มีคำสั่งจากเจ้าเมืองห้ามไม่ให้มีชาวเมืองย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่นโดยเด็ดขาดเพราะพวกเขากลัวว่าจะเป็นการนำโรคประหลาดนี้ไปติดที่เมืองอื่น พวกเขาจะต้องสืบหาความจริงให้ได้ก่อนจึงจะให้ชาวเมืองย้ายไปเมืองอื่นได้
ตอนนี้รอบๆเมืองซายูมีกองกำลังทหารนับหมื่นล้อมเมืองเอาไว้
สภาพศพทุกศพมีสภาพเหมือนกับคนที่ถูกดูดน้ำออกจนหมดตัว ซึ่งจากการสันนิษฐานคล้ายกับถูกอะไรสักอย่างกัดและดูดน้ำออกไปจนหมดตัว นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ของเมืองซายูยังบอกอีกด้วยว่าคนร้ายไม่ได้เจาะจงเหยื่อเพราะเหยื่อทุกคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และที่สำคัญคือเหยื่อทุกคนต่างก็กระจายกันอยู่ทั่วเมืองซายู
นอกจากนี้ในเอกสารก็มีรูปภาพประกอบมาด้วย
ไลท์ดูรูปภาพภาพแต่ละรูปภาพ ซึ่งทุกรูปภาพมีรอยอะไรบางอย่างกัดอยู่ที่ลำคอของเหยื่อทุกคน
‘ ดูภาพพวกนี้แล้วนึกถึงพวกตำนานผีดูดเลือดเลยแหะ หรือว่าคนที่ทำคือเผ่าปีศาจจำนวนกแวมไพร์? ’ ไลท์ครุ่นคิดเพราะพวกแวมไพร์ส่วนมากจะใช้เลือดในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นเลือดของสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตาม
นอกจากนี้ก็เป็นไปได้ที่จะเป็นพวกจอมเวทย์ธาตุมืดที่ต้องการนำเลือดไปทำพิธีบางอย่างเพื่อบูชาปีศาจก็ได้
ไลท์รู้สึกว่าเรื่องคราวนี้อาจจะวุ่นวายสักเล็กน้อยก็ได้
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสี่วัน
ในสี่วันที่ผ่านมาไลท์ก็ยังได้รับรายงานว่ามีคนเสียชีวิตที่เมืองซายูในทุกๆวัน ทำให้ตอนนี้ชาวเมืองพากันรวมกลุ่มกันไม่กล้าที่จะออกไปไหนมาไหนอีกเลย
ตอนนี้มันรุนแรงถึงกระทั้งมีคนเสียชีวิตในตอนกลางวันด้วย
เรือยนต์เมืองรุ่งอรุณมาถึงเมืองซายู
เมื่อเรือยนต์เมืองรุ่งอรุณมาถึงเมืองซายู พวกเขาก็ถูกหยุดโดยเรือรบของอาณาจักรแสงจันทร์ แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าเป็นเรือยนต์ของเมืองรุ่งอรุณพวกเขาก็นำทางไปยังค่ายบัญชาการทันที
ค่ายบัญชาการทหารถูกดูแลโดยแม่ทัพมาร์อิค
แม่ทัพมาร์อิคเป็นแม่ทัพที่ดูแลพื้นที่แถวนี้ส่วนความแข็งแกร่งของเขาคือระดับA
เมื่อแม่ทัพมาร์อิคได้ข่าวว่าตัวแทนเมืองรุ่งอรุณมาถึงแล้วเขาก็รีบออกมาต้อนรับทันที และเมื่อเขารู้ว่าคนที่เป็นผู้นำในการมาช่วยเหลือพวกเขาก็คือท่านไลท์ มาร์อิคก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
“ ท่านไลท์เชิญทางนี้เลยครับ ” มาร์อิคเชิญไลท์เข้ามาในเต็นท์บัญชาการทันที
มาร์อิครีบสั่งให้ทหารคนอื่นๆไปทำอาหารและน้ำมาให้ท่านไลท์
“ บอกเรื่องเมืองซายูให้ฉันฟังหน่อย ” ไลท์เข้าเรื่องทันที
“ ได้ครับท่านไลท์ ” มาร์อิคพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าจริงจังออกมา
“ จากผลการรายงานที่ผมได้ส่งหน่วยลับเข้าไปในเมืองซายู พวกเขาพบว่าคนร้ายน่าจะเป็นจอมเวทย์ศาสตร์มืดที่สามารถดูดน้ำออกจากร่างกายได้ ทำให้ศพที่พบนั้นแห้งเหี่ยวเหมือนกับพวกคนที่ตายมานานแล้ว ” มาร์อิคพูดขึ้น
“ แล้วพอรู้ไหมว่าเป็นเวทย์แบบไหน? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความสนใจ
“ คล้ายกับว่าเป็นเวทย์ผสานร่างกับค้างคาวครับ ” มาร์อิคพูดขึ้น
ไลท์พยักหน้าพร้อมกับเห็นด้วยกับความเป็นไปได้ข้อนี้
“ แล้วความแข็งแกร่งของมันล่ะ?” ไลท์ถาม
“ คาดว่าน่าจะเป็นตัวตนระดับBครับแต่ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปแฝงตัวอยู่ก็ไม่สามารถตรวจสอบพบเหมือนกันครับ ” มาร์อิคพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาๆพร้อมกับถอนหายใจออกใส
“ เข้าใจแล้วเดี๋ยวฉันจะส่งคนเข้าไปสืบดูก่อน ถ้าหากยังไม่สามารถทำอะไรได้เดี๋ยวฉันจะเป็นคนลงมือเอง ” ไลท์พูดขึ้น
“ รับทราบครับท่านไลท์ ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากเมืองซายูไว้กับท่านไลท์ด้วยนะครับ ถ้าหากท่านไลท์ต้องการอะไรก็สามารถบอกผมได้ทุกอย่างเลยนะครับ ” มาร์อิคพูดด้วยน้ำเสียงเคารพ
ไลท์พยักหน้ารับเบาๆก่อนที่เขาจะเดินไปที่เรือยนต์ของเมืองรุ่งอรุณ
หลังจากนั้นไลท์ก็สั่งให้หน่วยลับเทพยุทธ์ห้าคนนำกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจห้าสิบคนเข้าไปสืบข้อมูลภายในเมืองซายู
เมื่อหน่วยลับเทพยุทธ์และเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งแล้วพวกเขาก็หายตัวไปทันที