บทที่ 31 หนังสดม้วนเดิม
[อาจารย์ นี่มันกลอะไรหรือเปล่า ไฟนั่นลุกแรงมาก แต่ไม่เห็นไหม้แม้แต่ปลายเส้นผมเลยนะ]
[งงไปหมดแล้วเนี่ย สรุปไฟไหม้จริงไหม?]
[จบแค่นี้เลยเหรอ? เริ่มมาอย่างใหญ่ สุดท้ายก็คือจบแบบนี้เลย ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะมาลงโทษคนเลวหรอกเหรอ แม้แต่ปลายผมก็ยังไม่มีรอยไหม้เลย]
[น่าขำดีที่เมื่อกี้มีคนดีหลายคนมาบอกว่าเป็นการลงโทษที่โหดร้ายเกินไป แต่ฉันว่าอาจารย์ใจดีเกินไปมากกว่า โดนแค่นี้จะไปรู้สึกอะไรล่ะ]
ในสายตาของทุกคน ไป๋หลียังดูปกติดีอยู่
แต่ในสายตาของฉินเหยียนจิน ถงโจวโจวและเซียวเข่อนั้น ไป๋หลีดูน่ากลัวยิ่งกว่าสภาพของถงโจวโจวเสียอีก สิ่งที่เซียวเข่อเห็นนั้นชวนขนหัวลุกมาก
ความหวาดกลัวทำให้เธอต้องรีบหลบหลังถงโจวโจวอย่างระแวดระวัง
ก่อนจะเอ่ยถามออกมาเสียงเบามาก “ที่อาจารย์บอกว่าฉันโชคดีคือแบบนี้หรือเปล่า?”
ถงโจวโจวมองไปทางหน้าจอด้วยอาการสงบ แล้วยกมุมปากขึ้นอย่างร้ายกาจ “น่าจะอย่างนั้น”
เซียวเข่อตัวสั่นขึ้นมาทันที ยังดีที่เธอตายอย่างไม่ทรมานไม่เจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
ภายในห้องไลฟ์
ฉินเหยียนจินยิ้มจาง ๆ “เอาละค่ะ ไปที่คนต่อไป เหยาอวี๋จิ่น”
เหยาอวี๋จิ่นใจเต้นแรงเมื่อถูกเอ่ยชื่อ เธอเห็นร่างของไป๋หลีค่อย ๆ กลายเป็นคนแก่กับตาตัวเอง รวมทั้งเปลวไฟที่ลุกไหม้ไปทั่วทั้งร่างกายของเพื่อนก็ชวนให้รู้สึกราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง
นี่มันอะไรกัน?
นักพรตหญิงคนนี้เป็นเทพหรือไง?
หรือว่านี่เป็นเทคนิคพิเศษอะไรบางอย่างที่เป็นการเล่นละครตบตาเท่านั้น?
ยังไม่ทันที่จะได้ข้อสรุป ฉินเหยียนจินก็เริ่มพูดต่อ
“บรรพบุรุษของเหยาอวี๋จิ่นเป็นตระกูลเจ้าของที่ดินใหญ่ แต่ตอนเป็นเด็กคุณมีชีวิตที่ลำบากเพราะมีแม่เป็นภรรยารอง แม้จะถูกส่งกลับเข้าไปอยู่ในตระกูลแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในตระกูลนัก คุณวางแผนให้ตัวเองเข้าไปแทนที่ลูกสาวในสมรสด้วยการร่วมมือกับผู้ชายที่ชอบพอคุณอยู่ ล่อลวงอีกฝ่ายจนทำให้เธอคนนั้นมีปัญหาเกิดภาวะมีบุตรยากไปตลอดชีวิต”
เมื่อเหยาอวี๋จิ่นได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าของเธอก็ซีดเผือด เธอต้องการจะโต้เถียงด้วยความกังวล แต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่จ้องหน้าจออย่างสิ้นหวังเท่านั้น
ถ้าหากว่า
ตระกูลเหยารู้เรื่องสกปรกของเธอเข้า ชีวิตดี ๆ แบบที่ผ่านมาจะต้องจบเห่แน่นอน
เพียงแค่คิดว่าจะไม่มีบ้านหลังใหญ่ให้อยู่อาศัย ไม่มีรถคอยรับส่ง ปราศจากเงินทองให้ใช้ไม่ขาดมือ ไร้เสื้อผ้าสวย ๆ ให้สวมใส่เป็นที่อิจฉาของคนอื่น ๆ
ร่างกายเธอแทบทรุด
แต่เธอลืมไปว่าการฆ่าคนเป็นอาชญากรรม ไม่มีทางที่ตำรวจจะปล่อยไปอย่างแน่นอน
ฉินเหยียนจินพูดต่อไปอีก “สามปีที่แล้ว ป้าสะใภ้ของคุณกำลังจะมีลูก แต่เพื่อจะได้อำนาจในตระกูลมา คุณวางแผนมากมายรวมทั้งติดสินบนหมอเพื่อให้หลอกว่าเธอเป็นหมัน ส่งผลให้ลูกชายของคุณเป็นทายาทคนเดียวของลุงในเวลานี้”
ชาวเน็ตระเบิดทันทีหลังจากได้ยินเรื่องนี้ และคอมเมนต์โจมตีก็ไหลผ่านหน้าจอ
[บ้าไปแล้ววว]
[นี่มันละครน้ำเน่าชิงอำนาจในตระกูลชัด ๆ]
[วันนี้กินเผือกแทนทั้งปีแล้วจ้า]
[โหดร้ายเกินไปแล้ว!]
[ตระกูลเศรษฐีเป็นแบบนี้กันหมดเลยเหรอ เป็นลูกเมียน้อยแต่กลับเนรคุณทำร้ายคนในบ้าน ทำให้ตระกูลเสียหาย]
[คานบนไม่ตรงคานล่างมันก็เอียงแบบนี้แหละ โตมาแบบไหนก็เป็นอย่างนั้น]
ฉินเหยียนจินเอ่ยกับเหยาอวี๋จิ่นด้วยน้ำเสียงเย็นชาเด็ดขาด
“สิบปีที่แล้วคุณรับเงินห้าแสนหยวนจากไป๋หลีเพื่อร่วมมือทำการฆาตกรรมถงโจวโจว หลังจากนั้นคุณไม่เพียงแค่ไม่เคยรู้สึกผิดเท่านั้น ยังสั่งให้คนขับรถไปชนพ่อแม่ของถงโจวโจว ทำให้พ่อของเธอเสียชีวิตไปอีกคน ส่วนผู้เป็นแม่ก็ต้องถูกตัดขากลายเป็นคนพิการ เนื่องจากคุณลอยตัวอยู่อย่างสบายมาหลายปีแล้ว วันนี้ฉันมาจัดการคุณในนามของถงโจวโจว จะริบอายุคุณยี่สิบปี เผาวิญญาณคุณหนึ่งนาที และตัดแขนขาของคุณเป็นการลงโทษ คุณจะยอมรับไหมคะ?”
เหยาอวี๋จิ่นกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ ดวงตาแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เธออยากจะตะโกนออกไปว่าไม่ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว
ชาวเน็ตไม่ได้สนใจอะไรมากนักในตอนแรก แต่เมื่อได้ยินว่าจะมีคนถูกริบอายุขัยอีกก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที
[มาแล้ว ๆ หนังสดม้วนเดิมเด๊ะ!]
[ถึงจะฟังดูโหดร้ายแต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันตื่นเต้นดีจริง ๆ กระตุ้นไปถึงระดับเซลล์เลย]
[เมนต์บนเป็นบ้าอะไรกันเนี่ย วิธีลงโทษของอาจารย์เหมาะสมมาก อย่างน้อยคนพวกนี้ก็สมควรจะได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของเหยื่อ แค่ติดคุกอย่างเดียวมันง่ายเกินไป ถ้าเทียบกับเหยื่อที่ทุกข์ทรมานอย่างหนักก่อนจะตายไป มันเทียบไม่ได้เลยหากจะทำแค่จับเข้าคุกไปเฉย ๆ ทำไมเราต้องสงสารคนพวกนั้นด้วย]
[เห็นด้วย เป็นเรื่องจริงที่ความเจ็บปวดทรมานของเหยื่อไม่มีอะไรมาทดแทนได้เลย พวกเขาต้องเจ็บปวดทั้งกายใจ และความเจ็บป่วยทางใจก็จะกัดกินชีวิตของพวกเขาตลอดไป]
[จริง ติดคุกมันเป็นการชดเชยราคาถูก ต้องให้ลองได้รับรู้ความเจ็บปวดและความสิ้นหวังแบบที่เหยื่อต้องเจอบ้าง]
ระหว่างที่ชาวเน็ตกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด ฉินเหยียนจินก็ริบอายุขัยของเหยาอวี๋จิ่นไปแล้ว
ศาสตร์ในการดึงอายุขัยนั้น เป็นหนึ่งในวิชาที่ได้จากศาสตร์ลับแห่งสวรรค์
แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ถือเป็นการท้าทายอำนาจฟ้าดินอย่างมาก ผู้ที่ใช้จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายข้ออย่างเคร่งครัด
อย่างเช่นหากผู้ใช้วิชานี้เป็นผู้มีพลังแข็งแกร่ง คนที่กระทำผิดจะต้องเต็มไปด้วยพลังของความชั่วร้ายในกลิ่นอายวิญญาณที่มากกว่าผู้ใช้วิชา หน้าที่สำคัญของกฎแห่งสวรรค์คือการควบคุมให้เกิดการใช้ศาสตร์ลับเพื่อความยุติธรรม ไม่เอาพลังยิ่งใหญ่นี้มาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และข้อกำหนดอื่น ๆ อีกมากมาย
เป็นเรื่องบังเอิญที่คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในข้อกำหนดเงื่อนไขที่ว่าทั้งสิ้น
คราวนี้ชาวเน็ตจึงได้เห็นฉากที่น่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เหยาอวี๋จิ่นมีสภาพเดียวกันกับไป๋หลีเมื่อครู่ ร่างกายแก่ชราลงอย่างเห็นได้ชัด
ยี่สิบปีที่ถูกพรากไปฟังดูไม่ได้มากนัก แต่สำหรับผู้หญิงที่รักสวยรักงาม อายุที่เปลี่ยนไปเพียงปีเดียวก็นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายมาก
[เหมือนจริงยิ่งกว่าเอฟเฟ็กต์ในหนัง]
[ใช่ ได้เห็นพลังของอาจารย์ในไลฟ์ทำให้เริ่มคิดแล้วว่าอาจารย์ใช่มนุษย์โลกจริงไหม หรือความจริงแล้วผมไม่ได้รู้จักอะไรในโลกนี้เลย]
[นี่เป็นคนเดียวหรือเปล่าที่คิดว่ามันน่ากลัว คนที่ทำอะไรได้ขนาดนี้จะห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำเรื่องร้าย ๆ ได้จริงงั้นเหรอ?]
[ก็กลัวนะ แต่ก็เห็นว่าอาจารย์ไม่ได้รังแกผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ อีกอย่าง คนแบบนั้นก็สมควรถูกลงโทษแล้ว]
[อย่ามาอ้างความดีแบบไม่สนใจความทรมานของคนอื่นเลย!]
หลังจากที่ฉินเหยียนจินริบอายุไปแล้ว วิญญาณของเธอก็ถูกเผา
การเผาวิญญาณจริง ๆ แล้วเป็นวิชาของสำนัก และเป็นศาสตร์ต้องห้ามระดับสูงตามคติเต๋า ใช้เพื่อจัดการวิญญาณชั่วร้าย หรือผีที่ถูกเลี้ยงไว้และสิ่งชั่วร้ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์
สำหรับการตัดแขนขาของวิญญาณนั้นเมื่อมองดูภาพลักษณ์ภายนอกจะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความจริงแล้วเมื่อวิญญาณถูกตัดแขนขาจะทำให้ไม่สามารถใช้ส่วนที่ถูกตัดได้อีกเพราะสร้างความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสแม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ให้ความรู้สึกคล้ายกับการป่วยเป็นโรคกระดูกและข้อ
แต่เมื่อไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ชาวเน็ตจึงคิดว่าฉินเหยียนจินเพียงแค่อวดอ้าง ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพิมพ์คอมเมนต์ออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป
หลังจากจัดการเหยาอวี๋จิ่นแล้ว หลินชิวซินก็เป็นรายต่อไป
“หลิวชิวซิน คุณเป็นคนทั่วไปที่ไม่เคยทำผิดร้ายแรง แต่สิ่งที่คุณร่วมมือกับเพื่อนกระทำต่อถงโจวโจวก็เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเกินไป”
นักพรตสาวมองทางหลินชิวซินที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ถ้าวันนั้นคุณไม่ได้ล็อกประตูห้อง บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณในวันนี้คงไม่เป็นแบบนี้ การกระทำของคุณเป็นการสะกดวิญญาณของถงโจวโจวให้อยู่ที่นั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ วิญญาณที่สิงอยู่ในห้องนั้นเริ่มสะสมความอาฆาตแค้น เต็มไปด้วยความชั่วร้ายจนก่อปัญหาให้คนอื่น”
“คุณรู้ไหมคะว่าที่ผ่านมาในเมืองนั้นมีคนกี่คนที่ต้องตายเพราะวิญญาณชั่วร้าย ใครก็ตามที่เข้าไปอยู่ในห้องนั้นจะต้องสัมผัสกับความชั่วร้ายจากวิญญาณอาฆาต มันทำให้คนทั่วไปเกิดอาการสับสนคลุ้มคลั่งจนถึงแก่ชีวิต ดังนั้นโทษของคุณคือการริบอายุขัยยี่สิบปี เผาวิญญาณหนึ่งนาที และจองจำวิญญาณอีกสิบปี”
การกักขังวิญญาณเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งเช่นกัน เป็นการทำให้ร่างกายว่างเปล่า วิญญาณถูกจองจำ แต่ยังมีความรู้สึกอยู่
ในสิบปีหลังจากนี้หลินชิวซินจะกลายเป็นคนเสียสติ และสูญเสียความสามารถในการคิดสิ่งต่าง ๆ ไป
ในอนาคตเมื่อผ่านพ้นการจองจำวิญญาณไปแล้ว เธอจะยังคงจดจำความทุกข์ทรมานครั้งนี้เอาไว้ได้ตลอดไป
ฉินเหยียนจินมองไปทางผู้หญิงคนสุดท้าย
“ต่อไป หลี่ชิงจู๋”
“คุณดูเป็นคนดีมากในสายตาคนอื่น อ่อนโยน ใจกว้าง และมีกิริยามารยาทดีกับทุกคน แต่ความจริงคุณเป็นคนขี้หึง ชอบคิดไปเอง และยังเสแสร้งเก่งอีกด้วย”
“ฉันจะเล่าเรื่องน่าสนใจให้คุณฟังแล้วกัน”
ทันใดนั้นก็มองไปทางไป๋หลี หลินชิวซินและเหยาอวี๋จิ่น ก่อนจะยิ้มที่มุมปาก แล้วถามอย่างเล่น ๆ ว่า “ตอนเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน พวกคุณไม่คิดว่าน้ำที่กินมันมีกลิ่นแปลก ๆ บ้างเหรอคะ?”