เมื่อหลงเฉินตกปากรับคำ เถ้าแก่เจาก็หัวเราะร่า
“จะผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีตรงนี้คงไม่สะดวกเท่าไหร่ หลงเฉิน ข้าจะพาเจ้าไปที่เงียบ ๆ หน่อยก็แล้วกัน!”
หลงเฉินพยักหน้า จากนั้นก็ออกไปทางประตูหลังของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งและพบกับสนามกว้าง เถ้าแก่เจาหาห้องขนาดใหญ่และเงียบสงบอย่างน่าเหลือเชื่อให้เขาห้องหนึ่ง
ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลยแม้แต่คนเดียว และหลงเฉินก็ไม่ได้วิตกกังวลว่าเถ้าแก่เจาจะพยายามทำร้ายเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นเพียงคนจน ๆ ที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วย และหลิงซีก็ดูดกลืนผลฟื้นฟูวิญญาณไปแล้วถึงสองผล และยังมีอีกสองผลที่กำลังจะได้มา เมื่อหลิงซีสามารถใช้พลังของนางได้เต็มที่ก็คงมีโอกาสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอันตรายถึงชีวิต
“ข้าจะนำผลึกแก้วเพลิงอัสนี 5 ชิ้นมาไว้ที่นี่ หวังว่าเจ้าจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าเจ้าสามารถผสานกับมันได้กี่ชิ้น และหากเจ้าทนต่อไปไม่ไหวก็อย่าฝืนตัวเองล่ะ เข้าใจไหม?”
เถ้าแก่เจาเอ่ยขึ้นและนำผลึกแก้วเพลิงอัสนี 5 ชิ้นออกมาจากถุงมิติ จากนั้นก็วางมันไว้บนพื้นห้อง
เมื่อเห็นผลึกแก้วที่สวยงามทั้งห้าชิ้นซึ่งมีสายฟ้าและเปลวไฟปะทุออกมา หลงเฉินก็พยักหน้า
“เถ้าแก่เจาไม่ต้องวิตก ข้าไม่ใช่คนโง่เง่าเบาปัญญาที่โลภมากเสียจนเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงโดยไม่มีเหตุผลหรอก”
เถ้าแก่เจามองหลงเฉินด้วยความชื่นชม
“เช่นนั้นข้าก็ไม่กวนเจ้าตอนกำลังผสานกับผลึกแก้วก็แล้วกัน ข้าจะรออยู่ในสนามข้างนอก หากเกิดอะไรขึ้น ก็ตะโกนเรียกข้าได้เลย!”
เมื่อเถ้าแก่เจาจากไป หลงเฉินก็อดรนทนไม่ไหวและรีบถามหลิงซี
“เสี่ยวซี ในเมื่อเจ้าอยากให้ข้าผสานกับผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนี้ แสดงว่ามันต้องเป็นของที่วิเศษมากสินะ?”
หลิงซีจำต้องนิ่งเงียบมานาน และตอนนี้นางก็สามารถพูดได้แล้ว นางเอ่ยออกมาด้วยอารมณ์อันท่วมท้น
“ก็ต้องวิเศษมากอยู่แล้วสิ! ยิ่งกว่ามหัศจรรย์เสียอีก! หลงเฉิน เจ้าเป็นนักรบมังกรและร่างกายของเจ้าก็ทนทานกว่าคนทั่วไป ข้าคิดว่าเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และหลังจากที่เจ้าผสานกับผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนี้ เจ้าก็จะได้รู้ขีดจำกัดของตัวเองด้วย”
หลงไม่ได้พยายามผสานผลึกแก้วเหล่านั้นในทันที หากแต่หยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ลำแสงของสายฟ้าขนาดเล็กและเปลวไฟทำให้เขารู้สึกชาเมื่อมันสัมผัสโดนผิวของเขา
“ข้อดีของผลึกแก้วเพลิงอัสนีก็คือยิ่งเจ้ามีพลังมากเท่าใด ร่างกายของเจ้าก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น และผสานผลึกแก้วได้มากขึ้น ไม่มีการจำกัดจำนวนผลึกแก้วที่เจ้าสามารถผสานไว้ในร่างกาย และมันทำให้ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าการใช้ทักษะบ่มเพาะร่างกายทั่วไปเสียอีก!”
ทุกสิ่งทุกอย่างที่หลิงซีพูดทำให้หลงเฉินรู้สึกสนอกสนใจอย่างมาก หากแต่เขาไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น เขาคิดไตร่ตรองอย่างละเอียดและเอ่ยถาม
“เสี่ยวซี ข้าไม่ได้มีพันธะผูกพันใด ๆ กับเถ้าแก่เจา แต่เขากลับให้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนี้มาก เจ้าคิดว่าเขาพยายามจะทดสอบความสามารถของข้าจริง ๆ หรือไม่? หากข้าผสานผลึกแก้วได้มาก เขาจะต้องพยายามโน้มน้าวให้ข้าเข้าร่วมกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งแน่ ๆ และบางทีเขาอาจจะถึงกับใช้อิทธิพลที่มีมาชักนำข้า หากข้าปฏิเสธไปอาจจะถูกพวกนั้นฆ่าก็เป็นได้...”
“เช่นนั้นหรอกหรือ?”
หลิงซีผงะไปและเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่นางจะตบเบา ๆ ที่อกของนางและเอ่ยขึ้น
“เจ้าเป็นนักรบมังกร ธรรมชาติของร่างกายเจ้าสามารถกำราบผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้อยู่แล้ว จำนวนผลึกแก้วที่เจ้าผสานได้อย่างปลอดภัยจะต้องมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่เจ้าพูดก็อาจจะเกิดขึ้นได้”
สิ่งของเบื้องหน้าเขาล้วนแล้วแต่เป็นของมีค่า แต่หลงเฉินไม่กล้าที่จะผสานพวกมันทั้งหมด ความคิดที่เย้ายวนแต่ทว่าน่าสะพรึงกลัวในคราเดียวกันนี้ทำให้หลงเฉินอยากจะกระอักเลือดออกมา
“แต่ว่านะ!” จู่ ๆ หลิงซีก็มีอาการตื่นเต้น
“เจ้าเห็นหรือเปล่า? เขาหยิบผลึกแก้วเพลิงอัสนีออกมาจากถุงมิติห้าชิ้นโดยที่ไม่ชำเลืองมองพวกมันด้วยซ้ำ และมอบให้เพียงเพื่อต้องการทดสอบเจ้า นั่นก็หมายความว่ามีของพวกนี้อยู่มากมายในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง และพวกเขาอาจมีแหล่งที่ใช้ขุดหาผลึกพวกนี้ด้วย! เจ้าผสานไปแค่ชิ้นสองชิ้นก็พอ และหลังจากที่เจ้ากลับไปแล้ว ข้าค่อยกลับมาและขโมยถุงมิติของเขาก็ได้!”
หลงเฉินตกใจกับความคิดที่บ้าระห่ำของหลิงซี เขารีบตอบอย่างรวดเร็ว
“อย่าทำอย่างนั้นเชียวนะ ข้าอุตส่าห์หาผลฟื้นฟูวิญญาณมาได้ตั้งสี่ผลและดูแลเจ้าอย่างดี หากเจ้าร่อแร่กลับมาละก็ ข้าจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร?”
หลิงซีโวยวาย
“เจ้าบ้า ในใจของเจ้าคิดว่าข้าไร้ประโยชน์มากสินะ? ข้าได้พลังจากผลฟื้นฟูวิญญาณพวกนั้นแล้ว แค่ขโมยถุงมิติของคนที่บรรลุระดับแก่นปฐพีขั้นต้น สำหรับข้าแล้วง่ายเหมือนปอกกล้วยด้วยซ้ำ”
หลิงซีที่มักจะขี้กลัวอยู่เสมอ หากแต่ตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เมื่อคิดว่าผลึกแก้วเพลิงอัสนีจะสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมาก หลงเฉินก็เริ่มลังเลและถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“เสี่ยวซี เจ้าสามารถขโมยถุงมิติโดยที่ไม่มีใครสังเกตได้จริง ๆ หรือ?”
หลิงซีมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ก็ใช่นะสิ! ถึงข้าจะไม่เคยฝึกฝนจริงจังมาก่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องเช่นนี้ละก็ ข้าไม่แพ้ใครหรอกจะบอกให้! ขนาดท่านพ่อยังชมข้าไม่หยุดปาก แล้วคนปัญญาอ่อนอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูถูกข้า!”
จากคำพูดของหลิงซี หลงเฉินรู้สึกเบาใจขึ้นมาก เมื่อไม่มีอุปสรรคใด ๆ แล้ว เขาก็ก้มลงมองผลึกแก้วเพลิงอัสนีที่วางอยู่บนพื้นและเอ่ยขึ้น
“เวลาเหลือไม่มากแล้ว ข้าจะลองพยายามผสานผลึกแก้วพวกนี้ก่อนและดูว่ามันมีอะไรพิเศษนัก!”
ผลึกแก้วทั้งห้าชิ้นกระจายอยู่บนพื้น หลงเฉินหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งและวางมันลงบนฝ่ามือ จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และจ้องมองไปที่ผลึกแก้ว
“เถ้าแก่เจาบอกว่าตราบใดที่ข้าโคจรพลังปราณแท้จริงและนำพาผลึกแก้วเพลิงอัสนีเข้าสู่ร่างกาย ข้าก็จะสามารถผสานมันได้”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แสงสีแดงจาง ๆ ของปราณแท้จริงก็แผ่ออกมาจากฝ่ามือของหลงเฉินและโอบล้อมผลึกแก้วเพลิงอัสนีเอาไว้ ผลึกแก้วซึ่งวางอยู่นิ่ง ๆ ในเวลานี้ดูราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสายฟ้า มันเริ่มแทรกซึมเข้าไปในร่างกายผ่านฝ่ามือของหลงเฉิน
‘ผลึกแก้วเพลิงอัสนีนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ!’
เปลวไฟสายฟ้าซึมซาบเข้าไปในร่างกายของหลงเฉินและแผ่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายอย่างรวดเร็ว ร่างกายของหลงเฉินถูกชโลมไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่ลุกเป็นไฟ ขณะที่กระแสพลังสีฟ้าไหลเวียนไปทั่วร่าง หลงเฉินก็เริ่มรู้สึกชาไปทุกส่วนของร่างกาย
ความรู้สึกชาจู่โจมหลงเฉินเป็นระลอก ต่อมาก็คือความเจ็บปวดที่รัวเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ พลันปรากฏเป็นความเจ็บปวดเฉียบพลันในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเลือด อวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ กระดูก หรือแม้แต่ผิวหนังของเขาก็รู้สึกราวกับถูกไฟคลอกและถูกฉีกทึ้งจากด้านในด้วยสายฟ้าและเปลวเพลิง
ความรู้สึกเช่นนี้จะไม่ทำให้คนรู้สึกเหมือนชีวิตแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ได้อย่างไร?
กระแสพลังสายฟ้าและเปลวไฟสีฟ้านั้นปกคลุมไปทั่วร่างกายของหลงเฉินอย่างรวดเร็ว ในดวงตาสีแดงของเขามีเปลวไฟและสายฟ้าฉายวาบอยู่ และทันใดนั้นเอง กระแสไฟฟ้าก็ปะทุออกมา!
‘ภายใต้การบ่มเพาะสายฟ้าและเปลวไฟที่แผดเผา ร่างกายของข้าก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นแม้จะรู้สึกเจ็บปวดจนเกินทน นี่มันน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่ข้าพยายามฝึกวิชาเกราะดาราจรัสแสงเสียอีก!’
‘ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยวซีบอกให้ข้าผสานมันให้ได้ ดูเหมือนว่าผลึกแก้วเพลิงอัสนีจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ!’
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ผลกระทบจากผลึกแก้วเพลิงอัสนีก็ผ่านไปในที่สุด หลงเฉินถอนหายใจพลางยืดเหยียดร่างกายก่อนจะพบว่าความแข็งแกร่งทนทานของร่างกายนั้นเพิ่มขึ้นแล้ว ภายในปราณแท้จริงของเขามีพลังสีฟ้าแฝงเร้นอยู่ ด้วยสายฟ้าและเปลวไฟ พลังสีฟ้านี้จึงมีพลังแข็งแกร่งอย่างมาก!
“เถ้าแก่เจาบอกว่าหลังจากที่ข้าผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีเข้าไปแล้ว พลังเปลวไฟและสายฟ้าในปราณแท้จริงของข้าจะมีความแตกต่างไปตามธรรมชาติของมัน เขาไม่ได้โกหกจริง ๆ ด้วย!”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปราณแท้จริงสีแดง พลังสีฟ้านี้ยังมีน้อยเกินไปและยังไม่บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ มันจึงสามารถอยู่ในกลุ่มหมอกสีโลหิตของระดับแก่นมนุษย์ได้เท่านั้น
‘อย่างที่หลิงซีบอก ผลึกแก้วเพลิงอัสนีเพียงชิ้นเดียวยังไม่ใช่ขีดจำกัดของข้า!’
แม้ว่าความรู้สึกเมื่อครู่ช่างน่าสะพรึงกลัว เขายังต้องพบเจอกับความเจ็บปวดอีกมากมายและต้องยอมทนกับมันหากเขาต้องการจะแข็งแกร่งขึ้น หลงเฉินเข้าใจในความจริงข้อนี้มานานแล้ว
“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
หลังจากที่หลงเฉินผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นแรกเข้าไป หลิงซีก็ถามด้วยความกังวล หลงเฉินยิ้มกริ่ม
“เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย เสี่ยวซี เมื่อข้ากลับไป ข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงามเลย เจ้านี่น่าทึ่งจริง ๆ!”
เขาหันไปมองผลึกแก้วที่เหลือและหัวเราะ
“ข้าจะทิ้งผลึกแก้วสี่ชิ้นไว้ที่นี่แหละ เสี่ยวซี ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าก็แล้วกัน จำไว้ล่ะ ผลึกแก้วพวกนี้ไม่ได้สำคัญไปกว่าความปลอดภัยของเจ้า อย่าฝืนตัวเองมากเกินไป!”
เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินเป็นห่วงเป็นใยนางมากถึงเพียงนี้ หลิงซีรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจ แต่แล้วคำพูดต่อมาของเขาก็ทำให้นางมีสีหน้าขุ่นเคือง
“เพราะหากเจ้าทำไม่สำเร็จ ข้าคงต้องรับมือกับเรื่องวุ่น ๆ และคงเหนื่อยน่าดู เจ้าอย่าปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเชียว”
“เจ้าคนบ้า! บ้าที่สุดเลย!”
เมื่อนึกถึงสีหน้าน่ารังเกียจของหลงเฉิน หลิวซีก็กัดฟันแน่น ขณะที่หลงเฉินตัดสินใจที่จะออกจากห้องเพื่อไปหาเถ้าแก่เจา
เมื่อเปิดประตูออกมาเขาก็เห็นเถ้าแก่เจาอยู่ในศาลาที่ห่างออกไป หลงเฉินรีบเดินไปหา พอดีกับที่เถ้าแก่เจาเห็นเขาเข้าพอดี เมื่อเห็นว่าเขาออกมาโดยใช้เวลาไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เถ้าแก่เจาจึงรู้สึกไม่ดีนัก
“เป็นอย่างไรบ้าง หลงเฉิน? เจ้าผสานไปได้กี่ชิ้น?”
หลงเฉินตอบกลับด้วยสีหน้าอับจนหนทาง
“ต้องขอโทษด้วยที่ข้านั้นไร้ประโยชน์ ข้าผสานมันไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น”
“ชิ้นเดียวเองรึ?”
เถ้าแก่เจาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขารู้ว่าร่างกายของหลงเฉินนั้นแข็งแกร่งมาก และจากการคาดการณ์ของเขา เป็นไปได้ว่าหลงเฉินจะสามารถผสานได้ถึงสองหรือสามชิ้น แต่แล้วหลงเฉินกลับผสานไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ทำให้เถ้าแก่เจารู้สึกผิดหวัง
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าหลงเฉินเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง และหากเขาขโมยตัวหลงเฉินมาจากตระกูลหลิงอู่ได้และให้เขาพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต เขาก็จะได้ผลประโยชน์ไปด้วย ทว่าดูเหมือนว่าเขาทุ่มลงแรงไปโดยไม่ได้อะไรกลับมาสักอย่าง เถ้าแก่เจารู้สึกหมดหวังขณะที่โบกมือและพูดกับหลงเฉินอย่างหมดความอดทน
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปได้แล้ว”
จากความกระตือรือร้นในตอนต้น จนถึงความเย็นชาหลังจากที่เขาต้องพบกับความผิดหวัง หลงเฉินรู้สึกชื่นชมในความสามารถของเถ้าแก่เจาที่สามารถเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วเหลือเกิน
นี่เป็นปฏิกิริยาที่ไม่เลวร้ายเท่าไรนัก ในใจเขารู้สึกผิดอยู่บ้างเรื่องการขโมยผลึกแก้วเพลิงอัสนีจากเถ้าแก่เจา นั่นก็เพราะคนผู้นี้ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีและมีความชื่นชมในตัวเขาอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้อีกแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัว!”
หลงเฉินยิ้มอย่างพออกพอใจและจากไปเงียบ ๆ
‘ในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งน่าจะมีผลึกแก้วเพลิงอัสนีอยู่มากโข ข้าคงไม่ใจร้ายเกินไปหรอกหากจะให้หลิงซีขโมยมาสักชิ้นสองชิ้น...’
*********************