จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 26 ดักชิงทรัพย์

            “ท่านปู่ท่านตื่นแล้ว” เย่เฉินหันกลับและเก็บหมัดของตนเองลงจึงได้เห็นใบหน้าที่ตื่นตกใจเป็นอย่างมากของจางเฟิงเหนียน

            “เจ้า...”จางเฟิงเหนียนอ้าปาก แต่กลับไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา

            เขาเป็นผู้อาวุโสของสำนักเหิงเยว่จึงรู้ดีว่าแส้อัคนีนั้นมีความร้ายกาจเพียงใด แม้ว่าจะได้รับการรักษาจากโอสถวิญญาณแต่อย่างน้อยมันก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือน

            เมื่อวานนี้ตอนที่เขาแบกเย่เฉินกลับมา ทั่วทั้งตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยบาดแผลร่างเปียกโชกไปด้วยเลือด เพียงผ่านไปแค่หนึ่งคืนเท่านั้นบาดแผลทั่วทั้งร่างของเย่เฉินตอนนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกทั้งยังคล่องแคล่วเหมือนคนที่ไม่ได้ประสบเหตุใดๆ

            ตอนนี้หากใครได้เห็น ก็ต้องตกใจกันทั้งสิ้น

            เมื่อเห็นอาการตกใจของจางเฟิงเหนียนแล้วเย่เฉินกลับยิ้มเบาๆ “ท่านปู่ ท่านช่วยข้าอีกครั้งแล้วนะ”

            “อาการบาดเจ็บของเจ้า...”

            “ดีขึ้นแล้วข้าบอกแล้วว่าข้านะหนังเหนียว”

            “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วๆ”จางเฟิงเหนียนมีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเห็นเย่เฉินเป็นเหมือนญาติสนิทเมื่อพบว่าเย่เฉินปกติดี เขาก็พลอยโล่งใจเหมือนเขาได้ยกภูเขาออกจากอก

            “มานี่ๆข้ามีของจะให้เจ้า” หลังจากหายตื่นเต้น ฝ่ามือของชายชราก็ยื่นออกมาและส่งถุงผ้าขนาดเท่าฝ่ามือที่กำลังสั่น ให้กับเย่เฉิน

            เย่เฉินรู้สึกงุนงงทำอะไรไม่ถูกแต่เขาก็รับถุงผ้านั้นเอาไว้

            จนกระทั่งเปิดถุงผ้าออกดูเขาจึงพบว่าในถุงผ้ามีเพียงยันต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ใบหนึ่งบนยันต์ศักดิ์สิทธิ์มีอักขระยันต์เขียนอยู่อย่างหนาแน่น มีอักขระสองตัวที่เขียนไว้ใหญ่โตอย่างเห็นได้ชัดคือวิญญาณสวรรค์

            “คาถาวิญญาณสวรรค์หรือ?” เย่เฉินหันไปมองจางเฟิงเหนียนในทันที

            จางเฟิงเหนียนยิ้มพลางพยักหน้าเขาเห็นว่าช่วงนี้เย่เฉินได้ไปก่อเรื่องกับผู้คนไว้มากมายเขาจึงต้องการมอบคาถาวิญญาณสวรรค์ให้กับเย่เฉินด้วยหวังว่าหากถึงยามคับขันคาถาวิญญาณสวรรค์จะช่วยให้เขารอดพ้นจากความยากลำบากได้

            “ท่านปู่ของขวัญชิ้นมีค่ามากเกินไป ข้าไม่อาจรับไว้ได้”เย่เฉินตระหนักรู้ถึงความล้ำค่าของคาถาวิญญาณสวรรค์ดี เขาจึงได้ยื่นถุงผ้ากลับไปแต่จางเฟิงเหนียนกลับส่งคืนให้เขา

            “คาถาวิญญาณสวรรค์จะต้องใช้พลังปราณแท้ในการใช้งานหากมันอยู่กับข้าก็ไร้ประโยชน์เสียเปล่า” จางเฟิงเหนียนถอนหายใจ

            เย่เฉินนิ่งเงียบกระแสความอบอุ่นได้แผ่ซ่านอยู่ภายในใจ

            คาถาวิญญาณสวรรค์เป็นหนึ่งในสามยอดคาถาของสำนักเหิงเยว่ซึ่งสามารถใช้ในการกักความสามารถทางพลังปราณของผู้ฝึกตนได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งมันช่างมีค่ามากเหลือเกิน จางเฟิงเหนียนได้เก็บรักษามันมาเป็นเวลานานเขาต้องแบกรับการดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างไรก็ไม่เคยนำมันออกมา แต่ทว่าวันนี้กลับส่งมอบมันให้กับเขา

            “ขอบคุณท่านปู่สำหรับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้”

            “คนหนุ่มสาวทำทุกอย่างให้เต็มที่ก็พอ” จางเฟิงเหนียนตบบ่าของเย่เฉินพร้อมรอยยิ้มแล้วเดินจากไป

            หลังจากจางเฟิงเหนียนเดินจากไปเย่เฉินก็หยิบคาถาวิญญาณสวรรค์แผ่นนั้นขึ้นมา

            คาถาวิญญาณสวรรค์เป็นแผ่นยันต์สีเหลืองที่ทำมาจากกระดาษแผ่นหนึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความสำคัญลำดับสองสิ่งสำคัญที่สุดคืออักขระยันต์ที่เขียนไว้บนกระดาษยันต์สีเหลืองแผ่นนี้ ซึ่งดูยุ่งเหยิงผิดปกติทั้งยังมีพลังงานที่แปลกประหลาดอยู่

            “สามารถกักพลังปราณของคนได้ชั่วคราวช่างเป็นของที่ดีจริงๆ” เย่เฉินเก็บคาถาวิญญาณสวรรค์กลับเข้าไปในถุงผ้า

            เย่เฉินรับประทานอาหารเช้าอย่างเรียบง่ายจากนั้นจึงทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด แล้วแบกกระบี่เทียนเชวียอันหนักอึ้งไว้บนหลัง

            “เจ้าหนุ่มเจ้า...” จางเฟิงเหนียนกำลังจะพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไว้เมื่อรู้ว่าเย่เฉินกำลังจะขึ้นเขาเพื่อไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้นภายใต้ดวงตาอันขุ่นมัวก็เต็มไปด้วยความกังวล

            “พี่ใหญ่ท่าน..อย่าขึ้นไปอีกเลย” แม้แต่หู่หวาเองก็มองออกว่าเขาต้องการทำอะไรเด็กน้อยได้แต่ก้มหน้า บิดเสื้อผ้าด้วยสองมือน้อยๆเพราะรู้ดีว่าหากเย่เฉินจากไปในครั้งนี้ อาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลยก็เป็นได้

            “วางใจเถอะข้าไม่เป็นไรหรอก” เย่เฉินยิ้มอย่างเมินเฉย

            เมื่อออกมาจากสวนแห่งวิญญาณเย่เฉินก็คลุมร่างด้วยชุดคลุมสีดำ ภายใต้ชุดคลุมสีดำนี้ทำให้ผู้คนไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของเขาได้

            เพียงชั่วอึดใจเย่เฉินก็ปีนขึ้นมาถึงภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่จากนั้นจึงเดินตรงไปยังภูเขาด้านหลัง

            เย่เฉินมุ่งไปหาสถานที่ลับตาแล้วนำกระบี่เทียนเชวียเก็บไว้ในถุงเก็บของ จากนั้นก็นำโคลนบนพื้นมาละเลงบนใบหน้าทำผมเผ้าให้ดูยุ่งเหยิง แม้แต่เสื้อผ้าก็ถูกทำให้ขาดออกจากกัน

            หากมองดูสารรูปของเขาในตอนนี้ต่างคงคิดว่าเขาเป็นพวกยาจกขอทาน คงไม่มีใครเดาออกว่านี้คือเย่เฉิน

            หลังจากแต่งตัวทุกอย่างเสร็จสิ้นเย่เฉินก็ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าที่ขึ้นอยู่หนาแน่น หายใจเบาลงเนื่องจากในป่าแห่งนี้ค่อยข้างจะเงียบสงัด และเขาจึงต้องหายใจให้เบาลงไปอีกเมื่อพบว่ามีศิษย์จำนวนมากกำลังหาสมุนไพรวิญญาณอยู่ที่ภูเขาด้านหลังทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขารู้ตัวว่ามีคนแอบซ่อนอยู่ที่นี่

            "ในเมื่อพวกเจ้าเล่นสกปรก ข้าก็จะเล่นสกปรกกลับ” เย่เฉินพูดอย่างเย็นชาอยู่กลางพงหญ้า

            พูดจบเย่เฉินก็หยิบแท่งวัตถุแท่งหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ

            ชัดเจนแล้วว่าที่เขามาอยู่ที่นี่นั้นก็เหมือนการที่มาเฝ้าต้นไม้เพื่อรอกระต่ายแต่เขานั้นรอให้ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางปรากฏตัวจากนั้นจึงออกมาดักชิงทรัพย์โดยไม่ทันให้พวกเขาได้ตั้งตัว

            ในไม่ช้าเป้าหมายแรกของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น

            เป้าหมายแรกของเขานั้นเป็นศิษย์ยอดเขาตี้หยางที่ใส่ชุดสีขาวคนผู้นี้ระดับการฝึกตนน่าจะอยู่ประมาณขั้นรวมพลังชั้นที่ห้าแต่กลับชอบวางอำนาจบาตรใหญ่

            “เจ้าแล้วก็พวกเจ้า ไปตรงอื่น สมุนไพรวิญญาณพวกนี้ เป็นของยอดเขาตี้หยาง”เมื่อมาถึงเขาก็ตวาดใส่ศิษย์ผู้มีการฝึกตนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าทันที

            “ยังจะมองอีกอยากตายหรือไง?”

            “รีบไสหัวไปสิ!”

            ศิษย์นอกสำนักเหิงเยว่ไม่ใช่ว่าทั้งหมดจะเป็นศิษย์ของสามยอดเขาหลักยังมีพวกศิษย์ที่ถูกเขี่ยทิ้งไปเพราะการฝึกตนอยู่ในระดับที่อ่อนแอมากและนี้เป็นเหตุให้คนส่วนมากโกรธยอดเขาตี้หยาง แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออก

            ในไม่ช้าบรรดาศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นก็ถูกขับไล่ไปจนหมด ศิษย์ชุดขาวของยอดเขาตี้หยางคนนั้นต้องการครอบครองที่นี่ไว้เองอย่างไม่ต้องสงสัย

            ในเวลานี้เย่เฉินรีบพุ่งออกไป เหลืออีกเพียงสองสามก้าวก็จะถึงด้านหลังของศิษย์ชุดขาวคนนั้น

            เมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่อยู่ด้านหลังศิษย์คนนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที

            “ใคร?” เขารีบหันหลังกลับไปตามสัญชาตญาณ เพียงแต่ ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปจนสุดนั้นแท่งเหล็กสีดำแท่งหนึ่งก็พุ่งตกลงมาจากท้องฟ้า กระแทกลงบนท้ายทอยของเขาอย่างแรง

            ศิษย์ชุดขาวคนนั้นถูกทุบไปตรงจุดพอดีร่างอันใหญ่โตนั้นก็นอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้นในทันทีทำให้ไม่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นหัวขโมย

            “รายที่หนึ่ง”เย่เฉินสะบัดมือหยิบเอาถุงเก็บของของศิษย์ชุดขาวคนนั้นไปจากนั้นก็ทำการสำรวจไปทั่วร่าง เพื่อหาของที่มีมูลค่าบนตัวของศิษย์ชุดขาวและในตอนนี้สิ่งของทั้งหมดก็ถูกเขาเอาไปอย่างหน้าตาเฉย

            เมื่อการปล้นเสร็จสิ้นลงเย่เฉินก็เตะศิษย์ชุดขาวเข้าไปในพงหญ้าและรีบออกจากตรงนั้นเพื่อมองหาเป้าหมายต่อไป

            โอ๊ย...!

            หลังจากนั้นไม่นานที่มุมหนึ่งของภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ปรากฏเสียงกรีดร้องเหมือนหมูถูกฆ่าขึ้นมา

            ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางล้มลงกับพื้นไปอีกหนึ่งคนเมื่อมีคนได้ยินเสียงและรีบตรงมาที่เกิดเหตุ มุมปากของพวกเขาก็เหมือนถูกตะคริวกินเมื่อพบว่าศิษย์ของยอดเขาตี้หยางคนนั้นถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเหลือไว้แต่เพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้น

            “ใครกัน! นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว!”

            “เห็นได้ชัดเลยว่าถูกปล้นไปหมดไม่เหลืออะไรเลย!”

            “สมน้ำหน้าปล่อยให้ยอดเขาตี้หยางถูกรังแกต่อไปเถอะ”

            โอ๊ย...!

            ไม่นานที่บริเวณส่วนลึกของภูเขาด้านหลัง ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งและนั้นก็กระตุ้นความสนใจของเหล่าศิษย์มากยิ่งขึ้น

            ในวันนี้ภูเขาด้านหลังสำนักเหิงเยว่ไม่สงบเอาเสียเลยเสียงกรีดร้องดังอย่างต่อเนื่องกันเป็นระลอกเมื่อศิษย์ที่กำลังรวบรวมสมุนไพรวิญญาณมาถึงก็จะเห็นฉากที่คล้ายกันปรากฏขึ้นตรงหน้า คนที่ถูกทุบตีต่างถูกปล้นของมีค่าไปจนหมด

            ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่ถูกดักชิงทรัพย์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นศิษย์ของยอดเขาตี้หยางทั้งสิ้น

            จนกระทั่งเวลากลางคืนบรรดาศิษย์ที่เก็บรวบรวมสมุนไพรวิญญาณกำลังเดินทางออกจากภูเขาด้านหลัง ต่างก็สนทนากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่บริเวณภูเขาด้านหลัง

            “เป็นศิษย์ของยอดเขาตี้หยางทั้งนั้นเลยเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

            “คงจะไม่ใช่ฝีมือของอีกสองยอดเขาหรอกนะ!”

            “ใครจะไปรู้เล่า”

            “แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเย่เฉินเพราะเมื่อวานเขาถูกทุบตีจนแทบจะพิการยังไม่รู้เลยว่าจะลุกขึ้นมาพูดอะไรได้หรือเปล่า?”

    นิยายแนะนำ