[7 กรกฎาคม | 01:27 น.]
อคินเดินออกจากรอยแยกมิติ แสงสว่างจางๆ ของดวงจันทร์ทาบทับลงบนร่างของเขา
ทว่าเขากลับไม่รู้สึกถึงความเย็นของลมกรรโชกที่พัดผ่านยอดเขา
สายตาของเขาจับจ้องไปยังนาฬิการะบบที่กำลังนับถอยหลังอย่างไม่หยุดยั้ง
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:32:15]
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:32:14]
‘อีกไม่กี่นาทีก็จะหมดเวลาแล้วสินะ’
อคินคิดพลางตรวจสอบวัตถุดิบในกระเป๋า
‘ไปหาลุงเกริกตอนนี้ก็คงจะรบกวนเกินไป ไว้พรุ่งนี้ตอนฉันตื่นขึ้นมาค่อยไปหาดีกว่า’
อคินเดินนำหน้าเพื่อนสี่ขาของเขาพลางโยนเหรียญทองเล่นในมือด้วยความสบายใจ
“ลงดันเจี้ยนเกาะแก้วคราวนี้คุ้มค่าชะมัด”
เขาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบของป่ารัตติกาล
“ถ้าลุงเกริกเห็นของพวกนี้ แกคงตาโตแน่ๆ ฉันคิดไว้แล้วล่ะว่าอยากได้ชุดเกราะใหม่ที่มัน... ‘เบา’ กว่านี้หน่อย ชุดที่ใส่อยู่นี่มันเทอะทะไปนิด เวลาฉันใช้สกิลก้าวพริบตา มันรู้สึกเหมือนมีโซ่ตรวนถ่วงไว้ที่ข้อเท้าตลอดเลย”
เขาหยุดกะทันหันพลางวาดลวดลายดาบกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว
“และที่สำคัญที่สุด... ฉันต้องการอาวุธใหม่ที่ทนมือทนเท้ากว่าเดิม ไอ้ขวานกับดาบมือสองที่ซื้อมาจากตลาดนัดวันก่อน แค่ฟันเกล็ดม้านิลมังกรไม่กี่ทีก็บิ่นจนแทบจะกลายเป็นสันโต๊ะอยู่แล้ว!”
บัวลอย แมวสาวในชุดคลุมเก่าๆ กระโดดขึ้นไปนั่งบนตอไม้ใกล้ๆ
แววตาของเธอที่จ้องมองอคินนั้นเต็มไปด้วยความลึกซึ้งที่เกินกว่าสัตว์ทั่วไปจะแสดงออกได้
“ถ้าเป็นเรื่องความคล่องตัว... ฉันเห็นด้วยกับอคินนะ”
บัวลอยเอ่ยขึ้น
“สำหรับฉัน ฉันอยากได้ ‘ผ้าคลุม’ ที่ทอจากเส้นใยไหมเวท มันจะช่วยให้ข้าสนับสนุนพวกท่านจากเงามืดได้ดีขึ้นค่ะ”
“โฮ่ง!”
โบ้เห่าขัดจังหวะ แววตาของหมาไทยหลังอานเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
(แต่โบ้ไม่เห็นด้วย! โบ้อยากได้เกราะเหล็กเต็มยศ! เอาแบบที่หนาจนเล็บของพวกอสูรเงาฉีกไม่เข้า โบ้อยากเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดให้เจ้านาย!)
อคินหัวเราะร่าพลางลูบหัวโบ้
“นายนี่มันสายถึกจริงๆ นะโบ้ เอาเถอะ ถ้าได้วัสดุจากม้านิลมังกรมา ลุงเกริกน่าจะจัดชุดหนักให้พวกเราได้ครบทุกคน”
“อคิน...”
บัวลอยเอ่ยขัดขึ้น แววตาของเธอสั่นไหววูบหนึ่งขณะมองไปยังกระเป๋ามิติของเขา
“ในบรรดาของที่ได้มา... ข้าขอ ‘น้ำตานางเงือก’ กับพวกสมุนไพรแปลกๆ จากป่าหิมพานต์จำลองได้ไหม? ข้าอยากลองผสมสูตรยาใหม่ๆ ดู เผื่อว่ามันจะช่วย ‘รักษา’ หรือ ‘เสริมพลัง’ ให้พวกเราได้ดีกว่าเดิม”
อคินไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขายื่นถุงมิติให้บัวลอยด้วยรอยยิ้มกว้าง
“เอาไปสิบัวลอย... พวกเราเป็นทีมเดียวกันนะ ของของฉันก็เหมือนของของพวกนายนั่นแหละ ฉันเชื่อใจเธอที่สุดอยู่แล้ว”
บัวลอยรับถุงมิติมา แววตาของเธอหม่นลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย
เธอรู้ดีว่า ‘ยา’ ที่เธอกำลังจะปรุงนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาแผลภายนอก
แต่มันคือส่วนประกอบสำคัญที่ ‘ระบบ’ สั่งให้เธอจัดเตรียม เพื่อยื้อวิญญาณของคนสำคัญ
“ขอบคุณนะอคิน...”
บัวลอยพึมพำแผ่วเบาจนเกือบไม่ได้ยิน
“ฉันสัญญา... ฉันจะเสริมแกร่งให้อาวุธและชุดเกราะของนายให้ดีที่สุด เท่าที่ข้าจะทำเพื่อ... ‘นาย’ ได้”
อคินไม่ได้เอะใจกับคำพูดของบัวลอย
เขาเพียงแค่มองตรงไปยังแสงไฟของโรงเตี๊ยมเหรียญทองที่อยู่ไม่ไกล
หัวใจของเขาพองโตด้วยความภาคภูมิใจในฐานะอัศวิน
โดยหารู้ไม่ว่าเงาของเขาที่ทอดยาวไปบนพื้นดินนั้น... ช่างดูบางเบาและพร่าเลือนจนแทบจะมองไม่เห็นอีกต่อไป
[7 กรกฎาคม | 11:30 น.]
ความมืดมิดอันแสนสงบที่อคินโหยหาถูกฉีกกระชากออกอย่างป่าเถื่อน
เสียงสังเคราะห์ที่เย็นเยียบและแหลมสูงกรีดผ่านโสตประสาทของเขาเหมือนปลายเข็มที่ลากไปบนแผ่นกระจก
ติ๊ง!
[คำเตือน: ตรวจพบสภาวะวิกฤตของสมาชิกปาร์ตี้...]
[ระยะเวลาเชื่อมต่อฉุกเฉิน: 01:59:58]
"เฮือก!"
อคินสะดุ้งสุดตัว ร่างของเขาดีดขึ้นจากความว่างเปล่าราวกับถูกกระชากด้วยเส้นลวดที่มองไม่เห็น
ปอดของเขาสูบเอาอากาศที่ร้อนระอุและแห้งผากเข้าไปจนแสบไปถึงขั้วปอด
มันไม่ใช่กลิ่นอายของโรงเตี๊ยมกิเลนเหินที่เขาควรจะพักผ่อนจนถึงหัวค่ำ
แต่มันคือกลิ่นของฝุ่นที่คละคลุ้งและไอร้อนของคอนกรีตที่ถูกแผดเผา
แสงแดดจ้าแผดเผาลงมาบนผิวหนังจนเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง
ร่างกายของเขาสั่นระริกวูบวาบ พร่าเลือนเป็นพักๆ ราวกับสัญญาณภาพที่กำลังถูกรบกวนอย่างรุนแรง
"แดด... ทำไมแดดถึง..."
เขาพยายามจะเปล่งเสียง แต่ความร้อนที่รุมเร้าทำให้น้ำลายในคอแห้งผืด
ม่านตาที่ยังปรับสภาพไม่ได้พร่าเลือนจนมองเห็นเพียงสีขาวโพลน
ทว่า กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นฉุนกึกของสารเคมีบางอย่างที่ลอยมาแตะจมูกกลับกระชากสติของเขาให้ตื่นเต็มตา
ภาพตรงหน้าที่ปรากฏขึ้นทำให้หัวใจที่เขาเชื่อว่ายังมีชีวิตแทบหยุดเต้น
ในตรอกแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยซากตึกเก่าหลังตลาดร้างที่พังทลาย
ร่างของโบ้ หมาหลังอานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขานอนตะแคงอยู่บนพื้นฝุ่นที่ร้อนระอุ
ขนสีน้ำตาลแดงปนเทาของมันบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยลิ่มเลือดสีเข้มข้น
และมีไอระเหยสีม่วงจางๆ ซึมออกมาจากแผลเหวอะหวะที่สีข้าง
ถัดไปไม่ไกล มามาเลดในชุดเกราะสีทองที่บัดนี้หมองคล้ำและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
กำลังพยายามใช้ดาบยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ขาของมันกลับสั่นเทาก่อนจะล้มฟุบลงไปอีกครั้ง
ส่วนบัวลอย... ร่างของเธอถูกกระแทกจนติดกำแพงด้านหลัง
"โบ้! มามาเลด! บัวลอย!"
อคินตะโกนก้อง เสียงของเขาทั้งแหบพร่าและก้องกังวานอย่างผิดปกติ
ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งเหมือนแบกหินพันชั่ง
ทุกขุมขนสั่นระริกวูบวาบประหนึ่งโลกใบนี้กำลังพยายามจะผลักไสเขาให้กลับไปสู่ความมืดมิดที่เขาเพิ่งจากมา
"หึ... ตื่นมาดูวาระสุดท้ายของเพื่อนแกพอดีเลยนะ อัศวินชุดขาว"
เสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายดังก้องมาจากปากตรอก
อคินเงยหน้าขึ้น แสงแดดที่ส่องย้อนลงมาทำให้เขามองเห็นเพียงร่างตะคุ่มในชุดคลุมสีดำเจ็ดร่างที่ล้อมรอบเขาไว้
พวกมันพกพาอาวุธที่ฉาบไปด้วยพิษร้ายสีเขียวคล้ำ
แววตาที่จ้องมองมานั้นอาฆาตแค้นและเต็มไปด้วยไอสังหารที่เลือดเย็นเกินกว่าจะเป็นเพียงมอนสเตอร์ไร้สติ
"พวกแก... แคลนมืออสรพิษ..."
อคินกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นรูป ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอกจนมันบดบังความเจ็บปวดจากการถูกแดดเผาไปชั่วขณะ
"พวกแก... บังอาจนัก!"
เขาสะบัดมือเรียกอาวุธคู่ใจออกมาทันที 'ดาบแสงพฤกษา' ปรากฏขึ้นในมือ แผ่รัศมีสีเขียวอ่อนออกมาเพื่อปลอบประโลมจิตใจ
ทว่าทันทีที่ใบดาบปะทะกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
แสงสีเขียวนั้นกลับหม่นแสงลงและสั่นกระตุกเหมือนหลอดไฟที่กำลังจะขาด
อคินพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูที่ใกล้ที่สุดด้วยสัญชาตญาณอัศวิน
แต่ในวินาทีนั้นเอง เขากลับรู้สึกว่าความเร็วของตนเองลดลงอย่างน่าใจหาย
ร่างกายของเขามันแปลกไป... มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกล้ามเนื้อ
แต่มันคือความรู้สึกเหมือนเขากำลังวิ่งอยู่ใต้น้ำที่หนืดข้นและเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่ไหลรั่ว
ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินต้องแลกมาด้วยพลังเวทที่รั่วไหลออกจากร่างอย่างควบคุมไม่ได้
ติ๊ง!
[แจ้งเตือน: ความเข้มแสงอยู่ในระดับวิกฤต วิญญาณสูญเสียความเสถียร 15%...]
หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเตือนข้างสายตา แต่อคินไม่มีเวลาแม้แต่จะอ่านข้อความนั้น
ดาบพฤกษาของเขาถูกต้านไว้ด้วยมีดคู่ของนักฆ่าร่างผอมเพรียว แรงปะทะทำให้แขนของอคินสั่นสะท้าน
'ทำไม... ทำไมมันหนักแบบนี้'
เขาคิดในใจพลางอาศัยจังหวะที่แรงปะทะเกิดขึ้น สลับอาวุธในพริบตาจากดาบเล่มยาวเป็นหอกคู่ที่ถนัดมือกว่า
พุ่งแทงทะลุไหล่ของศัตรูจนเลือดสาดกระจาย
ทว่า นักฆ่ากลุ่มนี้ไม่ได้มาเพื่อประลองฝีมือ พวกมันมาเพื่อ 'สังหาร' อย่างเป็นระบบ
"ตอนนี้แหละ! โปรยผงเขี้ยวอสรพิษ!"
สิ้นคำสั่ง ละอองผงสีม่วงเข้มถูกสัดเข้ามาจากรอบทิศทาง อคินที่กำลังติดพันกับการรับมือคมดาบจากด้านหลังไม่มีโล่ป้องกัน
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสูดดมละอองเหล่านั้นเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ
และทันใดนั้น คมมีดที่อาบด้วยพิษชนิดเดียวกันก็กรีดเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเขาอย่างจัง
"อึก... ร่างกายมัน..."
อคินทรุดเข่าลงกับพื้นดินที่ร้อนระอุ ทัศนียภาพรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและซ้อนทับกันอย่างน่ากลัว
พิษนี้ไม่ได้โจมตีแค่ระบบเลือด แต่มันกำลังทำลาย 'รหัส' บางอย่างในตัวเขา
เขาเห็นเส้นเลือดในมือตัวเองเปลี่ยนเป็นรอยแยกสีดำสนิท
และมันกำลังลามขึ้นมาถึงหน้าอกราวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ที่กำลังกัดกินข้อมูล
ในมุมมืดของเงาอาคารที่เริ่มพร่ามัว
เสียงระบบที่ปกติจะเย็นชาและไร้อารมณ์ กลับสั่นพร่าและแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
[อคิน! อย่า... อย่าเพิ่งสลายไปตอนนี้! ได้โปรด... ฉันยังไม่ยอมให้มันจบแบบนี้!]
ติ๊ง!
[เปิดใช้งานสกิลลับ: ผสานวิญญาณ]
[เงื่อนไขครบถ้วน: สกิล 'เข้าทรง' ทำงานประสานกับ 'หยิบยืมพลัง']
[กำลังทำการอัญเชิญ: จิตวิญญาณแห่งท้าวเวสสุวรรณ (ระดับ: เสี้ยวพลังอำนาจ) ]
" [เข้าทรง] ! [หยิบยืมพลัง] !"
อคินตะโกนก้องออกมาพร้อมกับเสียงระบบที่แผดร้องในหัว
วูบ!
ท้องฟ้าเหนือเมืองปราจีนบุรีที่เคยแจ่มใสพลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน
เมฆหมอกสีเทาดำหมุนวนเป็นเกลียวน้ำวนขนาดใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ที่เคยทำร้ายเขา
ร่างเงาสีเขียวและทองขนาดยักษ์ของ 'ท้าวเวสสุวรรณ' จุติลงมาสวมทับร่างของอคิน
แสงศักดิ์สิทธิ์สีทองอำพันระเบิดออกจากร่างของเขา
แสงนั้นขับไล่เงามืดและความชั่วร้ายในตรอกจนสว่างไสวราวกับเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์กลางซากปรักหักพัง
อคินรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง มันร้อนแรงยิ่งกว่าแสงอาทิตย์แต่กลับไม่เจ็บปวด
ความรู้สึกหนืดข้นหายไปสิ้น เขาควงกระบองยักษ์ที่จำลองมาจากพลังเวทบริสุทธิ์ฟาดลงบนพื้นเพียงครั้งเดียว
คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ซัดนักฆ่าทั้งเจ็ดจนกระเด็นไปคนละทิศทาง
ทว่า พลังนั้นคงอยู่ได้เพียงสามนาทีสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นักฆ่าทั้งเจ็กพ่ายแพ้
พวกมันกระเสือกกระสนหนีไปในเงามืดด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจเทพที่เหนือชั้น
ในขณะที่พลังเวทอันศักดิ์สิทธิ์กำลังมอดดับลง
อคินที่หอบหายใจรัวพยายามจะคลานร่างที่สั่นเทาไปหาโบ้
สายตาที่พร่ามัวของเขาเหลือบไปเห็นเศษกระจกบานใหญ่ที่พังยับเยินพิงอยู่กับกำแพงตึก
ภาพสะท้อนที่เห็นทำให้หัวใจของเขาเย็นเฉียบจนแทบหยุดเต้น...
เขามองเห็นร่างของชายหนุ่มในชุดนักรบสีขาวที่เปรอะเปื้อนเลือด
แต่สิ่งที่ผิดปกติคือบนศีรษะของเขามี 'หูแมวสีส้ม' ที่สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด
และที่เบื้องหลัง... มี 'หางแมว' ยาวฟูสีเดียวกันสะบัดวูบวาบไปมาอย่างอ่อนแรง
เพียงเสี้ยววินาทีที่พลังเทพหมดลง หูและหางนั้นก็สลายกลายเป็นละอองแสงหายไปต่อหน้าต่อตา
อคินทรุดตัวลง มือที่สั่นเทาลูบไปบนหัวของตัวเองที่ตอนนี้มีเพียงเส้นผมเปียกชุ่มเหงื่อ
"หู... หาง... นั่นมันของแต้มนี่..."
ความทรงจำในวันที่โลกพังทลายไหลย้อนกลับมา การหายตัวไปของแต้มในกองเพลิง
พลังประหลาดที่มักจะช่วยเขาไว้ และภาพสะท้อนเมื่อครู่...
ทุกอย่างถูกปรุงแต่งด้วยความเข้าใจผิดที่บิดเบี้ยวในจิตใจที่บอบช้ำของเขา
"แต้ม... นาย... นายตายไปในวันนั้นจริงๆ สินะ..."
อคินสะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดเสียง ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจพลังเวทนระเบิดออก
"นายกลายเป็นวิญญาณ... แล้วมาสิงอยู่ในร่างฉันเพื่อปกป้องฉันมาตลอด... แม้แต่ตายไปแล้วนายก็ยังไม่ทิ้งฉัน..."
เขากอดตัวเองท่ามกลางกองซากปรักหักพัง
เขาไม่ได้สังเกตเห็นข้อความระบบที่เด้งขึ้นมาด้วยความถี่ที่ผิดปกติเหมือนมันกำลังพยายามจะบอกอะไรบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น
[สกิล 'ผสานวิญญาณ' สิ้นสุดลง]
[เข้าสู่สภาวะ: อ่อนล้าขั้นสูงสุด]
[ค่าความเสถียรของวิญญาณต่ำกว่า 5% - คำเตือน: ร่างกายกำลังจะสลายตัว]
อคินไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจต่อ ขณะที่ความอ่อนล้ากำลังกัดกินสติ
เขาเห็นร่างของสหายที่บาดเจ็บสาหัส พิษร้ายกำลังกัดกินพวกเขาลงไปทุกวินาที
"ฉันต้องพาพวกนายกลับ..."
เขากัดฟันรวบรวมเศษเสี้ยวของพลังเวทที่เหลืออยู่ใช้สกิล [ชำระล้าง]
แสงสีส้มนวลอาบลงบนร่างของโบ้ บัวลอย และมามาเลด แต่มันช่างอ่อนแรงเหลือเกิน
ขณะเดียวกันพิษในร่างของเขาเองก็กำลังกัดกิน 'แกนวิญญาณ' จนร่างกายเริ่มสลายตัวเป็นละอองแสงวูบวาบควบคุมไม่ได้
เขาลนลานพันผ้าพันแผลให้ทุกคน
จาดนั้นเขาอุ้มมามาเลดและบัวลอยใส่ไว้ในอกเสื้อ และใช้เชือกมัดร่างของโบ้เข้ากับหลังของเขา
ทุกย่างก้าวที่เขามุ่งหน้ากลับไปทางโรงเตี๊ยมกิเลนเหินคือความทรมานที่เกินจะพรรณนา
ขาของเขาไร้ความรู้สึกไปแล้ว ร่างกายของเขากลายเป็นก้อนละอองแสงที่ดูไม่เป็นมนุษย์มากขึ้นทุกที
ติ๊ง!
[ระยะเวลาเชื่อมต่อฉุกเฉิน: เหลือ 00:10:00]
"อีกนิดเดียว... ป้าเม้ย... ช่วยด้วย..."
สติของอคินดับวูบลงกลางตรอกมืดหน้าโรงเตี๊ยม ร่างอัศวินขาวล้มฟุบลงพร้อมกับสหาย
โดยที่เขาไม่ทันได้ยินเสียงเปิดประตูของใครบางคนที่วิ่งออกมาด้วยความตื่นตระหนก