ภาวิดากำลังขับรถของเธอไปเชียงใหม่ด้วยความสบายอารมณ์เธอบอกกับแม่ของเธอว่าอยากจะไปเที่ยวพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มฝึกงานในเดือนพฤศจิกายนซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงออกเดินทางมาก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาในการไปฝึกงาน และมีที่แห่งหนึ่งที่เธอยากจะไปมากนั่นก็คือหมู่บ้านข้าวหลามเพราะเธอมีความทรงจำบางอย่างที่ทำให้เธออยากกลับไปที่นั่น
ภาวิดาเดินทางมาถึงเชียงใหม่ประมาณบ่ายสามโมงเธอเข้าไปเช็คอินกับโรงแรมที่เธอได้ทำการจองเอาไว้ล่วงหน้าหลังจากนั้นเธอก็ขึ้นไปบนห้องและจัดแจงวางของที่เธอเตรียมเอามาด้วยอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเธอรู้สึกเหนื่อยและเพลียเอามากๆจากการเดินทางไกลเธอจึงไปอาบน้ำและกลับมานอนงีบซักครู่
ภาวิดาสะดุ้งตื่นมาอีกทีตอนหกโมงเย็นเธอรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าและแต่งตัวเพื่อไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆของเมืองเชียงใหม่ เธอขับรถตระเวนไปตามที่ต่างๆที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองของเชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็ถนนคนเดิน คูเมือง ซอยนิมมานฯ และดอยสุเทพ
ภาวิดาเป็คนกินเก่งไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็ซื้อของกินเต็มไม้เต็มมือไปหมดเธอเห็นว่าของที่ซื้อมานี้คงกินไม่หมดอย่างแน่นอน เธอเริ่มคิดถึงเพื่อนสนิทของเธอทั้งสองคน
“ไม่มีคนช่วยกินเลยแหะ” เธอบ่นพึมพำอยู่คนเดียว
เมื่อกินและเที่ยวจนหนำใจแล้วภาวิดาจึงขับรถกลับไปยังที่พักของเธอ ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปที่ห้องเธอเห็นเอกสารแนะนำที่ท่องเที่ยวมากมายวางโชว์อยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ของโรงแรมเธอจึงหยิบพวกมันขึ้นมาด้วย
พอภาวิดากลับเข้ามาในห้อง เธอวางเอกสารเ่าั้ไว้บนที่นอนและเดินไปอาบน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอได้หยิบเอาแล็ปท็อปมาเปิดดูบนที่นอนและเข้าเว็บไซต์เพื่อค้นหาข้อมูลของที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเชียงใหม่โดยเฉพาะที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้านข้าวหลามในอำเภอแม่แตง
ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีโรงแรมและที่พักมากมายรวมถึงร้านกาแฟต่างๆและจุดเด่นของหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือจุดชมวิวที่สวยมากซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทั้งเมืองได้ เธอค้นหาที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้านแห่งนี้ต่ออีกสักพักจนกระทั่งเธอไปสะดุดตากับร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณของโรงแรมที่มีชื่อว่า“์บนดิน”
ร้านกาแฟแห่งนี้ถูกตกแต่งและออกแบบอย่างประณีตด้วยสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ริมหน้าผาของดอยแห่งหนึ่งในอำเภอแม่แตง เธอรู้สึกถูกใจร้านนี้และอยากไปเที่ยวที่นั่นอย่างมากเธอนอนดูอะไรเพลินๆไปเรื่อยๆจนกระทั่งเผลอหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณตีห้า ภาวิดาอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเธอใส่กางเกงยีนสีขาวขาสั้นแบบรัดรูปกับเสื้อยืดธรรมดาสีดำและรวบผมหางม้า พร้อมกับรองเท้าผ้าใบสีขาวและเธอก็ไม่ลืมที่จะเตรียมเอาผ้าเช็ดหน้าผืนโปรดของเธอไปด้วย จากนั้นเธอจัดแจงโทรสั่งอาหารเช้ามาทาน
หลังจากทานอาหารเสร็จ ตอนประมาณหกโมงเช้าภาวิดาก็ออกเดินทางไปที่ร้านกาแฟแห่งนั้นทันทีเธอไม่ได้เตรียมเอาอะไรไปด้วยเพราะเธอคิดแค่ว่าจะไปทานกาแฟและถ่ายรูปเฉยๆ พอทานเสร็จก็คงแวะเที่ยวแถวนั้นซักพักแล้วค่อยกลับมานอนที่โรงแรมเหมือนเดิม
ระยะทางจากโรงแรมไปที่ร้านกาแฟใช้เวลาประมาณเกือบๆสองชั่วโมงได้ภาวิดาขับรถของเธอไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดถึงแต่ร้านกาแฟแห่งนั้นแต่ในระหว่างที่กำลังเดินทาง เธอก็มักจะแวะจอดถ่ายรูปในสถานที่ที่เธอเห็นว่าสวยไปเรื่อยๆเธออยากใช้เวลาของเธอในการมาเที่ยวครั้งนี้ให้คุ้มค่ามากที่สุด
จนในที่สุดภาวิดาก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านป่าข้าวหลามซึ่งเป็สถานที่ที่ร้านกาแฟตั้งอยู่ซึ่งในหมู่บ้านตอนนี้มีหมอกลงเยอะมาก เธอตัดสินใจที่จะยังไม่เข้าไปที่ร้านกาแฟเธอขับรถมุ่งหน้าตรงขึ้นไปยังจุดชมวิวของหมู่บ้านก่อน พอมาถึงเธอก็จอดรถตรงจุดพักและเดินไปถ่ายรูปเล่นที่จุดชมวิว
“ที่นี่เปลี่ยนไปมากเลยนะแต่ก็ยังสวยเหมือนเดิม” ภาวิดาพูดกับตัวเอง
แต่ฝนก็เริ่มตกลงมาเล็กน้อยภาวิดาเห็นดังนั้น เธอจึงกลับขึ้นรถและขับออกไปที่ร้านกาแฟในระหว่างที่กำลังขับไปยังร้านกาแฟ ท่ามกลางหมอกที่หนาเธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งขี่ม้าสวนขึ้นไปที่จุดชมวิวเธอมองตามผู้ชายคนนั้นและพูดออกมาด้วยความอิจฉา “ม้าอย่างสวยเลย อยากขี่บ้างจัง!”
ภาวิดาขับรถต่อไปเรื่อยๆ ฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างไม่ขาดสายแต่เื่ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของเธอเกิดดับขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอพยายามสตาร์ทรถอยู่หลายครั้งแต่มันก็ไม่ติดเธอจึงลงรถเพื่อไปดูว่ามันเป็อะไรทั้งๆที่เธอก็ซ่อมรถเองไม่เป็เธอพยายามโทรขอความช่วยเหลือ แต่บริเวณนี้ก็ไม่มีสัญญาณ
ถนนเส้นนี้ค่อนข้างเปลี่ยวมีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนี้ ตัวเธอเริ่มจะเปียกมากขึ้นเพราะเธอไม่มีร่มเธอกลัวว่าถ้านั่งรออยู่ในรถจะไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ เธออยากจะเดินต่อไปข้างหน้าแต่ก็เป็ห่วงรถเธอจึงยืนรอข้างนอกรถเพื่อมองหาความช่วยเหลืออยู่นานจนตัวเธอเปียกไปหมด แต่ก็ไม่มีใครผ่านมาสักทีจนในตอนนี้ทั้งกระเป๋าและมือถือของเธอก็เปียกน้ำไปด้วย
ถึงตอนนี้ฝนนั้นตกลงมาหนักมากภาวิดาเริ่มทนไม่ไหวเธอจึงตัดสินใจเดินไปยังร้านกาแฟที่เธอตั้งใจจะไปั้แ่แรกเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือจากที่นั่น
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มและอากาศก็เริ่มหนาวลงเรื่อยๆภาวิดาหนาวสั่นไปทั้งตัว ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก็ทำให้ถนนนั้นลื่นเธอเดินต่อไปเรื่อยๆท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมา จนในที่สุดเธอก็สะดุดกับก้อนหินและล้มลงการล้มครั้งนี้ทำให้เธอมีแผลถลอกตรงฝ่ามือและหัวเข่าข้างขวา
ภาวิดาพยายามลุกขึ้นแล้วเดินไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างถนนฝนยังคงตกหนักเหมือนเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ แถมฟ้าก็ร้องอยู่เรื่อยๆ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังก้มดูแผลของเธออยู่นั้นก็ได้มีคนขี่ม้าผ่านเธอไปด้วยความเร็วเธอเห็นดังนั้นจึงรีบลุกออกไปเพื่อะโเรียกให้เขาหยุด แต่ในขณะที่เธอะโนั้นฟ้าก็ได้ร้องพอดีและมันทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงเรียกขอความช่วยเหลือจากเธอ
ภาวิดารีบวิ่งตามไปทั้งๆที่เธอเจ็บแผลมากแต่สุดท้ายเธอก็วิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว ในตอนนี้เธอทั้งเหนื่อยและท้อ แถมเธอก็ยังเจ็บแผลอีกด้วยเธอล้มลงนั่งที่ข้างถนน น้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมาหญิงสาวที่เคยมีคนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาต้องมาเจออะไรแบบนี้ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องมีสั่นไหวกันบ้าง
ภาวิดาเริ่มคิดถึงคนที่บ้านและเพื่อนๆของเธอ เธอติดต่อใครไม่ได้ เธอไม่เคยคิดว่าชีวิตต้องมาเจออะไรที่ลำบากแบบนี้และเหตุการณ์ในครั้งนี้มันทำให้เธอนึกถึงตอนที่เธอมาเที่ยวที่นี่ตอนเธอเป็เด็กในวันนั้นเธอก็หกล้มและได้รับาเ็ แต่ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยเธอเอาไว้และเธอนึกถึงคำพูดที่เด็กคนนั้นพูดไว้กับเธอ
“อย่าร้องไห้เลยเธอกำลังทำให้คนอื่นเห็นว่าเธออ่อนแออยู่นะ”
คำพูดนั้นมันทำให้เธอหยุดร้องและพยายามลุกขึ้นเพื่อเดินต่อไปและในขณะที่เธอกำลังเดินต่อไปเรื่อยๆท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและหมอกที่หนาก็มีผู้ชายขี่ม้าสีดำตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเธอ!!