หลี่เซียงเหลียนจ้องมองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพและยกย่องอย่างถึงที่สุด แววตาคมกล้าของเทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งทิศอุดรในยามนี้ไม่มีความแข็งกร้าว มีเพียงความศรัทธาต่อบุคคลซึ่งอยู่เหนือกว่าตำแหน่งและลำดับขั้นทั้งปวง
แม้ก่อนหน้านี้จะเอ่ยวาจาอย่างสุขุม แต่กิริยาท่าทางยังคงสำรวมและให้เกียรติอย่างเต็มเปี่ยม ฝ่ามือยกแนบอก ศีรษะก้มลงเล็กน้อยในท่าที่ไม่ใช่เพียงพิธีการ หากเป็นการแสดงออกจากใจจริงของผู้บัญชาการ ต่อผู้ที่ตนเองเชื่อมั่นว่าแข็งแกร่งเหนือคำบรรยาย
หย่าอี้หานสูบซิการ์ที่คาบอยู่ในปากช้าๆ ควันสีเทาลอยคลุ้งบดบังครึ่งหนึ่งของใบหน้า
ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวกลับทอประกายเย็นชาและลุ่มลึกจนยากหยั่งถึง ก่อนที่มุมปากของเขาจะแสยะยิ้มขึ้น
“ทุกคนแตกตื่นยังงั้นเหรอ?”
“แบบนี้น่ะเหรอที่พวกเจ้าทั้งหมดทุกคนเรียกว่าเกิดการแตกตื่นน่ะ?”
“ไอ้การแตกตื่นที่แท้จริง..”
“มันจะต้องทำแบบนี้ต่างหาก!”
สิ้นคำพูด บรรยากาศโดยรอบก็เหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วพลังวิญญาณสีแดงฉานก็ปะทุขึ้นทั่วทั้งร่างของหย่าอี้หาน เป็นเปลวเพลิงที่ลุกโชนโดยไร้เปลวไฟ ก่อเกิดแรงอำนาจที่แผ่กระจายออกไปในเสี้ยวพริบตา สั่นสะเทือนพื้นลานเหล็กและอาคารรอบด้านจนเกิดเสียงดังลั่น
อากาศในรัศมีทั้งหมดสั่นไหวเป็นระลอก ราวกับผิวน้ำถูกกระแทกด้วยก้อนหินมหึมา
คลื่นพลังรวมตัวกันเป็นสายธารหมุนวน ก่อตัวเป็นภาพลวงตาประหนึ่งสายน้ำตกสีหม่นที่ไหลหลั่งลงมาจากท้องฟ้า
แรงกดดันมหาศาลทับถมลงบนทุกชีวิตในสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดร
“.............!!”
เทพสงครามกว่าสามสิบคนที่ยืนแถวหน้า ราชันย์สงคราม นักบุญสงคราม หรือกระทั่งห้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังหย่าอี้หานเอง ทั้งหมดต่างรู้สึกได้ถึงภาระหนักหน่วงที่กดทับลงบนบ่าของตน ใบหน้าหลายคนซีดเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายบนหน้าผากแม้ท่ามกลางลมหนาว
ร่างกายสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม พลังวิญญาณภายในกายราวกับถูกบางสิ่งตรึงไว้ ไม่ตอบสนองต่อคำสั่งของเจ้าของ
บางคนพยายามยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีของนักล่ามังกรระดับสูง แต่หัวเข่ากลับสั่นจนแทบทรุด เพราะมันไม่ใช่เพียงการกดข่มด้วยระดับพลัง หากเป็นความต่างชั้นที่ลึกซึ้งจนยากจะอธิบาย ประหนึ่งพวกเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าตัวตนที่สูงส่งเกินขอบเขตของมนุษย์
ในใจของเทพสงครามหลายคนกรีดร้องโดยไร้เสียง
“บะ.. บ้าไปแล้ว นี่น่ะเหรอมังกรเพลิงทรราช ท่านหย่าอี้หาน พลังของเขาสูงส่งจนยากจะหยั่งถึงจริงๆ!”
“ข้าเป็นนักล่ามังกรระดับสิบขั้นกลางแท้ๆ แต่เหตุใดระดับของข้าจึงไม่อาจยืนอยู่ต่อหน้าพลังวิญญาณของเขาได้!”
“สัตว์ประหลาดตนนี้เป็นเทพสงครามเช่นเดียวกับข้าจริงหรือ?!”
เสียงหัวใจเต้นรัวดังชัดในอกของแต่ละคน
“นะ.. นั่นมัน…”
สายตาหลายคู่เหลือบไปยังหลี่เซียงเหลียน แม้แต่เทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งทิศอุดร ผู้เป็นนักล่ามังกรระดับสิบขั้นสูงสุดก็ยังต้องกัดฟันแน่น เหงื่อไหลรินตามกราม แขนที่ยกแนบอกเริ่มสั่นไหว ก่อนที่แรงกดดันจะเพิ่มพูนขึ้นอีกระดับไปอย่างฉับพลัน
ในที่สุดหัวเข่าของเขาก็แตะพื้นลานอย่างไม่อาจต้านทานได้
ภาพนั้นทำให้หลายคนเบิกตากว้าง
“หรือว่ามังกรเพลิงทรราชได้ทะลวงผ่านไปยังระดับที่ไม่เคยมีผู้ใดไปถึงมาก่อน?!”
คำถามนี้แล่นผ่านจิตใจของผู้คนพร้อมกัน
ไม่ว่าจะเป็นเทพสงคราม ราชันย์สงคราม นักบุญสงคราม หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง ต่างตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
หย่าอี้หานยืนอยู่ท่ามกลางสายธารพลังสีแดงฉาน ร่างของเขาเปรียบดังศูนย์กลางของจักรวาล พลังวิญญาณรอบกายแปรเปลี่ยนไปตามเจตจำนง ราวกับทุกสรรพสิ่งจำต้องโอนอ่อนตามความคิดของเขา
ในสายตาของผู้คน เขาถือเป็นตัวแทนของอำนาจสูงสุดแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ และต่อหน้าตัวตนเช่นนี้ ทุกชีวิตล้วนต้องหมอบกราบ
ในตอนนั้นเอง หลี่เซียงเหลียนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกัดฟันแน่น ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ
“ข.. เข้าใจแล้วท่านหย่าอี้หาน!”
“พวกเราเข้าใจทั้งหมดแล้ว..”
“รีบเก็บพลังท่านไปเถอะขอรับ!”
ลมหายใจของเขาหนักหน่วง และรีบก้มศีรษะลงให้ต่ำมากกว่าเดิม
“ไม่งั้นไอ้พวกนี้คงได้ตายเพราะแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของท่านแน่ๆ!”
เทพสงครามหลายคนที่คุกเข่าอยู่พยายามหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด พลังสีแดงฉานยังคงลุกโชนรอบกายหย่าอี้หาน ดวงตาข้างเดียวของเขากวาดมองทั่วลานช้าๆ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นอีกครั้ง
จนกระทั่งในที่สุด หย่าอี้หานก็ยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า ฝ่ามือสะบัดออกไปเพียงครั้งเดียวโดยไม่ใส่แรงมากนัก
พลังวิญญาณสีแดงฉานที่ลุกโชนอยู่ทั่วร่างสลายหายไปราวกับสายหมอกยามเช้า แรงกดดันมหาศาลซึ่งถาโถมลงมาจนแทบทำให้ทุกชีวิตแตกสลายพลันเลือนหายไปประหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ความเงียบงันปกคลุมทั่วลานบัญชาการ จากนั้นเสียงหอบหายใจหนักหน่วงก็ดังขึ้นพร้อมกันแทบจะในเวลาเดียวกัน
เทพสงครามหลายคนโน้มตัวไปข้างหน้า ฝ่ามือยันพื้นไว้เพื่อพยุงกาย
บางคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง บางคนยกมือเช็ดเหงื่อที่ไหลรินตามขมับอย่างไม่รู้ตัว ราชันย์สงครามและนักบุญสงครามจำนวนไม่น้อยยังคงร่างกายสั่นสะท้าน ราวกับเพิ่งรอดชีวิตจากพายุโหมกระหน่ำ แข้งขาไร้เรี่ยวแรงจนแทบยืนไม่อยู่
เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายพันคนซึ่งยืนเรียงแนวอยู่ก่อนหน้า ต่างกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตายังฉายความพรั่นพรึงไม่จาง
แม้แรงกดดันจะสลายไปแล้ว แต่ความรู้สึกว่าตนเพิ่งยืนอยู่ต่อหน้าตัวตนซึ่งสูงส่งเหนือมนุษย์ยังคงติดค้างอยู่ในหัวใจของทุกคน
หลี่เซียงเหลียนค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากท่าคุกเข่า สูดลมหายใจลึกหลายครั้งก่อนจะสามารถยืนได้มั่นคงอีกครั้ง
สีหน้าของเขาแม้กลับคืนสู่ความสุขุม หากแววตากลับฉายความเคารพมากยิ่งกว่าเดิม
ในขณะนั้นเอง หนึ่งในห้าคนที่มากับหย่าอี้หานก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย เขาปาดเหงื่อจากหน้าผากด้วยหลังมือก่อนจะหัวเราะขึ้น
“สะ.. สมกับที่เป็นท่านอาจารย์!”
“นานแล้วสินะที่ท่านไม่ได้ปลดปล่อยพลังระดับนี้ออกมา!”
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างกัน รูปลักษณ์งดงามและสง่างามราวภาพวาด เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถูกต้อง! แสดงให้เห็นเลยว่าสิ่งที่พวกเราคาดการณ์และสันนิษฐานไว้ย่อมเป็นความจริง”
“ไม่แน่ว่าท่านอาจารย์อาจจะทะลวงผ่านขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อยู่เหนือยิ่งกว่านักล่ามังกรระดับสิบขั้นสูงสุดไปแล้วก็ได้!”
นางหรี่ตามองแผ่นหลังของหย่าอี้หานด้วยความเลื่อมใส ทำให้อีกคนหนึ่งรีบพยักหน้ารับทันที
“ใช่เลย ศิษย์น้องเห็นพลังวิญญาณของท่านอาจารย์ใช่ไหม? แรงกดดันที่แผ่กระจายออกมาถึงกับทำให้ห้วงอากาศอันว่างเปล่าเกิดความบิดเบี้ยว ก่อร่างเป็นภาพลวงตาที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นจริง! นั่นมันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจชัดๆ”
ทั้งห้าคนสนทนากันด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ดวงตาทุกคู่จับจ้องแผ่นหลังของชายหนุ่ม เฝ้ามองสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจที่ไร้คู่เปรียบ
หย่าอี้หานยังคงยืนถือซิกก้าในปาก ควันสีเทาลอยขึ้นช้าๆ ท่าทางของเขาผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ก่อนที่ตัวของหลี่เซียงเหลียนจะถอนหายใจยาว พลางยกมือแนบอกอีกครั้งและโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
“ท่านมายังสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรต้องการอะไรกันแน่?”
“คงไม่ใช่ว่าแค่จะมาโชว์พลังอำนาจของตนเพียงเพื่อทำให้พวกเราหวาดกลัวหรอกนะขอรับ?”
คำถามนั้นเป็นคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน ณ ที่แห่งนี้
ซึ่งตัวของหย่าอี้หานก็ยกมือขึ้นและเขี่ยปลายซิกก้าเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มแฉ่งที่ดูคล้ายล้อเล่นปรากฏ
“พอดีลูกสาวสุดที่รักคนนึงของข้าเป็นคนไหว้วาน.. ไม่ใช่สิ สั่งเรื่องนี้มาให้กับข้าโดยตรงน่ะ”
คำพูดนั้นทำให้เทพสงครามหลายคนแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างเงียบงัน
“นำทางข้าไปยังคุกมังกรโลหิตหน่อยซิ.. เพราะข้าต้องการที่จะนำตัวไอ้เด็กน้อยที่มีนามว่าหวงเยี่ยซื่อจื่อออกมาจากกรงขังน่ะ”
ทันทีที่ชื่อดังกล่าวถูกเอ่ยขึ้น สีหน้าของหลายคนเปลี่ยนไปโดยพร้อมเพรียง ทำให้ลมหนาวพัดผ่านลานบัญชาการอีกครั้ง