อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 42 เจ้าสัตว์ยักษ์บัดซบ

    กร้วม!

    ฟันของเจ้าสัตว์ยักษ์ขย้ำลงมาอีกครั้ง เฟรีสรีบสั่งให้หุ่นอเนกประสงค์รีบกางบาเรียใหม่ทันที

    ในตอนนี้วงแหวนแพลเนทเกทพังไปแล้ว และโดมบาเรียก็แคบลงเรื่อยๆ เขาต้องรีบหาวิธีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

    เจ้าแบล็คสติงเองก็ใช้พลังงานเลยเกณฑ์ที่กำหนด แต่นับว่ายังดีที่เกินมาแค่เสี้ยวเดียว

    "บ้าเอ๊ย" เฟรีสสบถ ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ เจ้าสัตว์ยักษ์ได้คลุมโดมทั้งหมดไว้ด้วยร่างอันมหึมาของมัน

    ทางรอดเดียวคือต้องเจาะทะลุลำตัวออกไป แต่ด้วยพลังฟื้นฟูอันน่าสะพรึงกลัวและพลังงานที่จำกัดของแบล็คสติง ทำให้เฟรีสต้องคิดหนัก

    ถ้าเจ้ากระเบนพลังงานเต็มก็ว่าไปอย่าง ก็แค่ยิงซ้ำๆ จนทะลุแล้วพุ่งออกไป แต่สำหรับตอนนี้ ถ้ายิงก็หมดหวังทะยานสู่ชั้นบรรยากาศได้

    "ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพันปีจะเจอมันสักครั้ง ทำไมถึงซวยอย่างนี้วะ" เฟรีสสบถ ขณะสมองหมุนติ้วเพื่อหาทางรอด

    “เดี๋ยวนะ… มันมาที่นี่เพราะความร้อนจากแร่ไลโนเมียม แปลว่ามันแพ้ความเย็น!”

    "แบล็คสติง! สั่งหุ่นที่เหลือขนสารหล่อเย็นทั้งหมดลงมาเดี๋ยวนี้...ไม่สิ...เหลือไว้ 1 ส่วน "

    สารหล่อเย็นคือไนโตรเจนเหลวผสมกับก๊าซอีกหลายสิบชนิด ซึ่งตัวยานกระเบนจะมีท่อให้มันไหลผ่านได้แทบทุกส่วน

    มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะบนอวกาศมีบางพื้นที่ที่ร้อนเสียจนสามารถทำให้ยานละลายได้เพียงเวลาไม่ถึงนาที

    สิบวินาทีต่อมา หุ่นอเนกประสงค์ก็ลำเลียงถังสารหล่อเย็นสิบสองถังลงมาวางเรียบร้อย

    สถานการณ์ในปัจจุบันย่ำแย่ลงอย่างมาก หลังจากถูกเจ้าสัตว์ยักษ์โจมตีอย่างต่อเนื่อง บาเรียก็ได้แคบเข้ามาเรื่อยๆ

    กร้วม!

    เจ้าจานยักษ์ขย้ำลงมาไม่หยุด ยังดีที่ความถี่ในการกัดแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่อย่างนั้นเฟรีสก็คงได้นอนคุยกับกับรากมะม่วงไปแล้ว 

    “แบล็คสติง วาร์ปฉันเข้าไป!” พริบตา ร่างของเฟรีสก็ปรากฏขึ้นในห้องควบคุม เขารีบพุ่งตรงไปยังที่นั่งนักบิน

    "ปล่อยแขนกล" เฟรีสสั่งด้วยน้ำเสียงเครียด คิ้วเรียวยาวขมวดแน่นเป็นปม

    แกร่ก แกร่ก ช่องข้างลำตัวซ้ายขวาและส่วนบนล่างของยานเปิดออก แขนกลยาวยืดสองคู่พร้อมเครื่องมือยื่นโผล่พ้นตัวยานออกมา

    "ใช้รูปแบบมือมนุษย์ คุ้ยทรายด้านล่างให้ฟุ้งกระจาย" 

    ควั่บ ควั่บ

    แขนกลแปลงเป็นมือมนุษย์และขุดทรายด้วยความเร็วสูง น้ำใสในโดมกลายเป็นขุ่นคลั่กไปด้วยฝุ่นทราย

    เจ้าสัตว์ยักษ์ดูงุนงงเล็กน้อยเมื่อมองไม่เห็นเป้าหมาย แต่มันก็ไม่คิดอะไรมากเพราะได้ครอบทุกส่วนของบาเรียไว้หมดแล้ว ยังไงเหยื่อก็ไม่มีทางหลุดรอดออกไปได้

    “หุ่น A01 ถึง A10 กลับเข้ามา!” เฟรีสรีบออกคำสั่งขณะที่ฝุ่นทรายยังคงฟุ้งอยู่

    “แบล็คสติง เตรียมเครื่องตัด”

    พริบตานั้นมือที่กำลังคุ้ยทรายอยู่ก็แปลสภาพเป็นใบเลื่อยพลังงานทรงกลม

    “ถึงจะเสียดาย แต่คงต้องสละหุ่นที่เหลือ” เฟรีสพึมพำด้วยความเจ็บใจ หุ่นพวกนี้เขาเสียเวลาดัดแปลงเองกับมือ มันดีกว่ารุ่นผลิตจำนวนมากที่โรงงานใต้สมุทรอย่างเทียบกันไม่ติด แน่นอน….แพงกว่าด้วย

    กร้วม

    เจ้ายักษ์ขย้ำลงมาอีก มันไม่สนว่าจะเห็นเป้าหมายหรือไม่ แค่เขมือบทุกอย่างลงท้องก็พอ

    เคร๊ง!

    โดมพลังงานแตกกระจายเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ครั้งนี้บาเรียไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ เจ้าจานยักษ์เห็นดังนั้นก็เตรียมกัดอีกครั้ง

    "ตอนนี้แหละ!"

    ในจังหวะที่ปากของมันอ้ากว้างที่สุด เฟรีสรีบสั่งให้พวกหุ่นเปิดบาเรียครอบถังสารหล่อเย็นไว้และบินเข้าไปทันที 

    เขาไม่ต้องการให้สัตว์บัดซบนี้ขย้อนถังออกมา จึงได้สั่งพวกหุ่นให้นำไปไว้ลึกๆ ถ้าถึงกระเพาะเลยก็ยิ่งดี บาเรียแม้จะเปราะต่อแรงกระเเทกแรงๆ แต่มันกลับทนต่อแรงบีบอัดและพวกสารกัดกร่อนเช่นน้ำย่อยได้ดีระดับหนึ่ง 

    “แบล็คสติง! โอนเกราะพลังงานจากใต้ลำไปด้านบนแทน เตรียมเร่งความเร็วสูงสุด” เฟรีสสั่งรวดเดียวเมื่อเห็นปากยักษ์กำลังเตรียมขย้ำลงมา เขาต้องหลบปากนั่นให้ได้

    ตอนนี้พวกหุ่นยังเข้าไปได้ไม่ลึกพอ ระหว่างนี้เขาต้องหาทางเอาตัวรอดไปก่อน และยังต้องประหยัดพลังงานให้มากที่สุดอีกด้วย

    "ยังก่อน ยังก่อน" เฟรีสพึมพำพร้อมกับตั้งสมาธิเต็มที่

    กร้วม!! ทันทีที่อ้าออกเต็มที่ ปากยักษ์ก็ขย้ำลงอย่างรวดเร็ว

    "ไปเลย!!" เฟรีสตะโกนใส่เจ้ายานกระเบน

    วู้มมม ยานแบล็คสติงก็เร่งความสูงสุดหลบจากปากยักษ์แต่ก็สุดท้ายก็ไปติดตรงที่ขอบลำตัวของมันอยู่ดี แต่ทั้งหมดก็ยังอยู่ในการคำนวณของเฟรีส

    ฟู่ๆๆ แรงมหาศาลกดทับจากด้านบนลงมา เมือกของมันกัดกร่อนเกราะส่วนบนของยานอย่างรุนแรง

    “เปิดเครื่องตัด!”

    วิ๊งงง ใบเลื่อยพลังงานจากมือทั้งสี่ข้าง (2 คู่ ด้านข้างและบนล่าง) กรีดเฉือนเนื้อเจ้าสัตว์ยักษ์จนเป็นรูโหว่ เลือดสีม่วงและฟองสีเหลืองกระจายฟุ้งไปทั่ว อย่างที่คาดไว้ แผลของมันฟื้นฟูแทบจะทันที ดวงตาแดงก่ำนับพันหรี่ลงราวกับกำลังเยาะเย้ย

    ฟู่ๆๆ

    เกราะของยานกระเบนค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ ถ้าปล่อยไว้อีกไม่ถึงนาทีทั้งยานก็คงถูกเนื้อเยื่อของเจ้ายักษ์กลืนลงไปแน่นอน แต่แล้วขณะความหวังเริ่มลิบหลี่ลง หุ่นอเนกประสงค์ตัวหนึ่งก็ติดต่อเข้ามา

    [จะ..เจ้านาย...ถึง...แล้ว] พลังงานของมันดูเหมือนใกล้หมดเต็มที

    "เริ่มเปิดสวิทซ์ได้ ขอบใจและลาก่อนนะ...เจ้าหุ่น"

    เปรี๊ยะ!

    ถังสารหล่อเย็นทั้งสิบสองระเบิดออกพร้อมกัน กระเพาะของเจ้าสัตว์ยักษ์ถูกแช่แข็งในพริบตา มันสะดุ้งพร้อมกับคำรามลั่นแต่เสียงก็ค่อยๆ จางลง

    คลื่นความเย็นได้แพร่กระจายไปทั่วท้องน้ำ ไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างมหึมาก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ แรงกดบนแบล็คสติงค่อยๆ คลายลง

    “เจาะออกไป!” เฟรีสสั่งยานกระเบน

    วิ๊ง! แสงสีฟ้าจากใบเลื่อยพลังงานทั้งสี่ตัดผ่านเนื้อเยื่อแข็งที่ตรึงยานไว้จนแตกละเอียด

    "เชิดหัว 60 องศา เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง"

    วู้มมม เครื่องยนต์คำรามลั่น น้ำรอบยานถูกผลักเป็นเกลียวคลื่น แบล็คสติงทะยานออกจากความมืดมิดสู่แสงสว่างด้านบน ทิ้งซากแข็งๆ ของอสูรกายยักษ์ไว้เบื้องหลัง

    [นายท่าน ตรวจพบชั้นน้ำแข็งหนา 50 เมตรข้างหน้า] 

    "ลดความเร็วลง แล้วเปิดโหมดขุดเจาะ" เฟรีสสั่ง

    เพราะปัญหาเรื่องพลังงาน เขาจึงเลือกใช้วิธีเจาะออกไปแทนที่จะยิงให้มันทะลุดังเช่นตอนลงมา

    กึ่ก! แขนกลทั้งสองคู่ยื่นออกมาด้านหน้าจนพ้นส่วนหัวของยาน จากนั้นมันก็ผสานกันจนกลายเป็นหัวสว่านดอกใหญ่ ปีกที่เคยกางออกถูกพับเก็บไว้ข้างลำ ทำให้เจ้ากระเบนดูราวกับกลายเป็นดินสอแท่งหนึ่ง

    ชั้นน้ำแข็งหนาค่อยๆ ถูกเจาะออกเป็นรูโหว่ ตอนนี้เหลือระยะทางอีกไม่มากนักก็จะทะลุผิวน้ำขึ้นไปได้ 

    แต่แล้ว...ตื้ด ตื้ด จู่ๆสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น 

    [ตรวจพบ EU01 (Enemy unknow) ห่างออกไป 100 เมตร!] 

    "ทำไมมันทนทายาทอย่างนี้ฟะ" เฟรีสสบถ ภายในจอภาพปรากฎเป็นเจ้าสัตว์ยักษ์ที่ฟื้นตัวแล้ว มันกำลังบีบร่างตัวเองราวกับไร้กระดูกผ่านรูน้ำแข็งที่เจาะไว้เข้ามา

    "รักษาความเร็วไว้" เฟรีสสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับเดินไปยังท้ายยาน

    "เปิดแอร์ล็อก" สิ้นเสียงประตูก็เลื่อนขึ้น เฟรีสสูดหายใจเข้าลึกและก้าวเท้าเข้าไปด้านใน

    ห้องแอร์ล็อกถือเป็นด่านแรกในการป้องสิ่งแปลกปลอมทั้งหมด มันมีทั้งระบบฆ่าเชื้อ ปรับความดัน หรือทำความสะอาด ปลายทางของห้องเชื่อมต่อไปยังประตูทางออกหลักของยาน

    "สูท เปิดอุปกรณ์ยึดติด" 

    กึ่ก! รองเท้าของชุดสูทยึดพื้นยานแน่นราวกับถูกแม่เหล็กดูดติดไว้

    "เปิดประตูหลัก"

    ซ่าาา ทันทีที่ประตูเลื่อนขึ้น มวลน้ำมหาศาลก็พุ่งเข้ามากระแทกเข้ากับเฟรีส แต่เพราะได้ยึดพื้นไว้อย่างมั่นคงแล้วมันจึงไม่สร้างปัญหา

    "ไอ้สัตว์บัดซบ สูท! โอนพลังงานสองในสี่ไปที่ปืน"

    กริ๊ก ปืนพลังงานสีน้ำเงินเข้มเด้งออกจากแขนทั้งสองข้าง 

    "ปรับขนาดลำแสงให้เท่ากับโพรง อย่าให้มีช่องว่างเด็ดขาด"

    ฟุ่บ ฟุบ ฟุบ สิ้นเสียง โดรนทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็กสามตัวก็พุ่งออกมาจากแบ็คแพ็คของชุดสูท พวกมันบินตรงไปยังโพรงน้ำแข็ง และปล่อยเซ็นเซอร์สีแดงกวาดสแกนขนาดและโครงสร้างของโพรง 

    [สแกนเสร็จสมบูรณ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 13.27 เมตร ความคลาดเคลื่อน 0.01%] 

    แกร่ก แกร่ก ปืนที่แขนของเฟรีสยืดยาวออกจนพ้นปลายนิ้วมือ ปลายกระบอกของมันบานออกเป็นแฉก

    “สุดท้าย แกมันก็แค่สัตว์โง่ๆ” เฟรีสแสยะยิ้ม ขณะที่อสูรกายยักษ์เองก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

    เขารอจนมันอยู่ในระยะ 3 เมตร จากนั้นก็เหนี่ยวไก 

    ซูมมม ลำแสงสีแดงขนาดพอดีกับโพรงกลืนร่างเจ้าจานยักษ์ไปทีละน้อย แต่เพราะร่างที่บีบตัวอยู่ในโพรงแคบได้ทำให้มวลของมันแน่นขึ้น ลำแสงจึงทำลายได้เพียงแค่สองในสี่เท่านั้น

    “ตายยากชะมัด! เพิ่มพลังงานอีกหนึ่งส่วน”

    ซูมมม ลำแสงสีแดงถูกเพิ่มกำลังขึ้นจนเข้มราวกับสีของโลหิต ร่างของเจ้าสัตว์ร้ายเริ่มถูกเผามากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มันอยู่ในโพรงแคบๆ จึงไม่สามารถหลบเลี่ยงไปทางอื่นได้

    คร่อกกก ทันใดนั้น เสียงเหมือนคนสำลักน้ำก็ดังขึ้น ร่างกายของอสุรกายยักษ์เริ่มผุดฟองสีเหลืองจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา บาดแผลของมันเริ่มสมานตัวอีกครั้งเพื่อสู้กับลำแสงแผดเผา

    "เพิ่มพลังงานเข้าไปอีกครึ่งส่วน" เฟรีสสั่ง พร้อมกับกัดฟันแน่น ตอนนี้สูทของเขาเหลือพลังงานอีกเพียงแค่ครึ่งส่วน หากหมดระบบพยุงชีพก็จะหยุดทำงาน หลังจากนั้นคงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นยังไงต่อ

    ฟู่ๆๆๆ คราวนี้ดูเหมือนได้ผล ในที่สุดเขาก็เอาชนะพลังฟื้นฟูขี้โกงได้ ร่างของอสุรกายยักษ์ถูกลำแสงกลืนจนหายไปทั้งหมด

    หากย้อนเวลาได้ เจ้าจานยักษ์คงไม่คิดตามเข้ามาในโพรงแคบๆ นี้แน่นอน เนื่องจากลำแสงที่ถูกยิงออกมาพอดีกับขนาดโพรง ร่างของมันจึงถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว ทำให้หมดโอกาสฟื้นฟูกลับมาได้โดยสิ้นเชิง

    "เฮ้อ...จบสักที" เฟรีสถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า

    5 นาทีต่อมา ยานกระเบนดำก็เจาะน้ำแข็งขึ้นมาบนบกได้สำเร็จ

    แต่ยังไม่ทันโล่งใจ สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น

    "บัดซบ" เฟรีสสบถ....ครั้งที่เท่าไรของวันแล้วก็ไม่อาจทราบได้