กร้วม!
ฟันของเจ้าสัตว์ยักษ์ขย้ำลงมาอีกครั้ง เฟรีสรีบสั่งให้หุ่นอเนกประสงค์รีบกางบาเรียใหม่ทันที
ในตอนนี้วงแหวนแพลเนทเกทพังไปแล้ว และโดมบาเรียก็แคบลงเรื่อยๆ เขาต้องรีบหาวิธีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เจ้าแบล็คสติงเองก็ใช้พลังงานเลยเกณฑ์ที่กำหนด แต่นับว่ายังดีที่เกินมาแค่เสี้ยวเดียว
"บ้าเอ๊ย" เฟรีสสบถ ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ เจ้าสัตว์ยักษ์ได้คลุมโดมทั้งหมดไว้ด้วยร่างอันมหึมาของมัน
ทางรอดเดียวคือต้องเจาะทะลุลำตัวออกไป แต่ด้วยพลังฟื้นฟูอันน่าสะพรึงกลัวและพลังงานที่จำกัดของแบล็คสติง ทำให้เฟรีสต้องคิดหนัก
ถ้าเจ้ากระเบนพลังงานเต็มก็ว่าไปอย่าง ก็แค่ยิงซ้ำๆ จนทะลุแล้วพุ่งออกไป แต่สำหรับตอนนี้ ถ้ายิงก็หมดหวังทะยานสู่ชั้นบรรยากาศได้
"ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพันปีจะเจอมันสักครั้ง ทำไมถึงซวยอย่างนี้วะ" เฟรีสสบถ ขณะสมองหมุนติ้วเพื่อหาทางรอด
“เดี๋ยวนะ… มันมาที่นี่เพราะความร้อนจากแร่ไลโนเมียม แปลว่ามันแพ้ความเย็น!”
"แบล็คสติง! สั่งหุ่นที่เหลือขนสารหล่อเย็นทั้งหมดลงมาเดี๋ยวนี้...ไม่สิ...เหลือไว้ 1 ส่วน "
สารหล่อเย็นคือไนโตรเจนเหลวผสมกับก๊าซอีกหลายสิบชนิด ซึ่งตัวยานกระเบนจะมีท่อให้มันไหลผ่านได้แทบทุกส่วน
มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะบนอวกาศมีบางพื้นที่ที่ร้อนเสียจนสามารถทำให้ยานละลายได้เพียงเวลาไม่ถึงนาที
สิบวินาทีต่อมา หุ่นอเนกประสงค์ก็ลำเลียงถังสารหล่อเย็นสิบสองถังลงมาวางเรียบร้อย
สถานการณ์ในปัจจุบันย่ำแย่ลงอย่างมาก หลังจากถูกเจ้าสัตว์ยักษ์โจมตีอย่างต่อเนื่อง บาเรียก็ได้แคบเข้ามาเรื่อยๆ
กร้วม!
เจ้าจานยักษ์ขย้ำลงมาไม่หยุด ยังดีที่ความถี่ในการกัดแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่อย่างนั้นเฟรีสก็คงได้นอนคุยกับกับรากมะม่วงไปแล้ว
“แบล็คสติง วาร์ปฉันเข้าไป!” พริบตา ร่างของเฟรีสก็ปรากฏขึ้นในห้องควบคุม เขารีบพุ่งตรงไปยังที่นั่งนักบิน
"ปล่อยแขนกล" เฟรีสสั่งด้วยน้ำเสียงเครียด คิ้วเรียวยาวขมวดแน่นเป็นปม
แกร่ก แกร่ก ช่องข้างลำตัวซ้ายขวาและส่วนบนล่างของยานเปิดออก แขนกลยาวยืดสองคู่พร้อมเครื่องมือยื่นโผล่พ้นตัวยานออกมา
"ใช้รูปแบบมือมนุษย์ คุ้ยทรายด้านล่างให้ฟุ้งกระจาย"
ควั่บ ควั่บ
แขนกลแปลงเป็นมือมนุษย์และขุดทรายด้วยความเร็วสูง น้ำใสในโดมกลายเป็นขุ่นคลั่กไปด้วยฝุ่นทราย
เจ้าสัตว์ยักษ์ดูงุนงงเล็กน้อยเมื่อมองไม่เห็นเป้าหมาย แต่มันก็ไม่คิดอะไรมากเพราะได้ครอบทุกส่วนของบาเรียไว้หมดแล้ว ยังไงเหยื่อก็ไม่มีทางหลุดรอดออกไปได้
“หุ่น A01 ถึง A10 กลับเข้ามา!” เฟรีสรีบออกคำสั่งขณะที่ฝุ่นทรายยังคงฟุ้งอยู่
“แบล็คสติง เตรียมเครื่องตัด”
พริบตานั้นมือที่กำลังคุ้ยทรายอยู่ก็แปลสภาพเป็นใบเลื่อยพลังงานทรงกลม
“ถึงจะเสียดาย แต่คงต้องสละหุ่นที่เหลือ” เฟรีสพึมพำด้วยความเจ็บใจ หุ่นพวกนี้เขาเสียเวลาดัดแปลงเองกับมือ มันดีกว่ารุ่นผลิตจำนวนมากที่โรงงานใต้สมุทรอย่างเทียบกันไม่ติด แน่นอน….แพงกว่าด้วย
กร้วม
เจ้ายักษ์ขย้ำลงมาอีก มันไม่สนว่าจะเห็นเป้าหมายหรือไม่ แค่เขมือบทุกอย่างลงท้องก็พอ
เคร๊ง!
โดมพลังงานแตกกระจายเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ครั้งนี้บาเรียไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ เจ้าจานยักษ์เห็นดังนั้นก็เตรียมกัดอีกครั้ง
"ตอนนี้แหละ!"
ในจังหวะที่ปากของมันอ้ากว้างที่สุด เฟรีสรีบสั่งให้พวกหุ่นเปิดบาเรียครอบถังสารหล่อเย็นไว้และบินเข้าไปทันที
เขาไม่ต้องการให้สัตว์บัดซบนี้ขย้อนถังออกมา จึงได้สั่งพวกหุ่นให้นำไปไว้ลึกๆ ถ้าถึงกระเพาะเลยก็ยิ่งดี บาเรียแม้จะเปราะต่อแรงกระเเทกแรงๆ แต่มันกลับทนต่อแรงบีบอัดและพวกสารกัดกร่อนเช่นน้ำย่อยได้ดีระดับหนึ่ง
“แบล็คสติง! โอนเกราะพลังงานจากใต้ลำไปด้านบนแทน เตรียมเร่งความเร็วสูงสุด” เฟรีสสั่งรวดเดียวเมื่อเห็นปากยักษ์กำลังเตรียมขย้ำลงมา เขาต้องหลบปากนั่นให้ได้
ตอนนี้พวกหุ่นยังเข้าไปได้ไม่ลึกพอ ระหว่างนี้เขาต้องหาทางเอาตัวรอดไปก่อน และยังต้องประหยัดพลังงานให้มากที่สุดอีกด้วย
"ยังก่อน ยังก่อน" เฟรีสพึมพำพร้อมกับตั้งสมาธิเต็มที่
กร้วม!! ทันทีที่อ้าออกเต็มที่ ปากยักษ์ก็ขย้ำลงอย่างรวดเร็ว
"ไปเลย!!" เฟรีสตะโกนใส่เจ้ายานกระเบน
วู้มมม ยานแบล็คสติงก็เร่งความสูงสุดหลบจากปากยักษ์แต่ก็สุดท้ายก็ไปติดตรงที่ขอบลำตัวของมันอยู่ดี แต่ทั้งหมดก็ยังอยู่ในการคำนวณของเฟรีส
ฟู่ๆๆ แรงมหาศาลกดทับจากด้านบนลงมา เมือกของมันกัดกร่อนเกราะส่วนบนของยานอย่างรุนแรง
“เปิดเครื่องตัด!”
วิ๊งงง ใบเลื่อยพลังงานจากมือทั้งสี่ข้าง (2 คู่ ด้านข้างและบนล่าง) กรีดเฉือนเนื้อเจ้าสัตว์ยักษ์จนเป็นรูโหว่ เลือดสีม่วงและฟองสีเหลืองกระจายฟุ้งไปทั่ว อย่างที่คาดไว้ แผลของมันฟื้นฟูแทบจะทันที ดวงตาแดงก่ำนับพันหรี่ลงราวกับกำลังเยาะเย้ย
ฟู่ๆๆ
เกราะของยานกระเบนค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ ถ้าปล่อยไว้อีกไม่ถึงนาทีทั้งยานก็คงถูกเนื้อเยื่อของเจ้ายักษ์กลืนลงไปแน่นอน แต่แล้วขณะความหวังเริ่มลิบหลี่ลง หุ่นอเนกประสงค์ตัวหนึ่งก็ติดต่อเข้ามา
[จะ..เจ้านาย...ถึง...แล้ว] พลังงานของมันดูเหมือนใกล้หมดเต็มที
"เริ่มเปิดสวิทซ์ได้ ขอบใจและลาก่อนนะ...เจ้าหุ่น"
เปรี๊ยะ!
ถังสารหล่อเย็นทั้งสิบสองระเบิดออกพร้อมกัน กระเพาะของเจ้าสัตว์ยักษ์ถูกแช่แข็งในพริบตา มันสะดุ้งพร้อมกับคำรามลั่นแต่เสียงก็ค่อยๆ จางลง
คลื่นความเย็นได้แพร่กระจายไปทั่วท้องน้ำ ไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างมหึมาก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ แรงกดบนแบล็คสติงค่อยๆ คลายลง
“เจาะออกไป!” เฟรีสสั่งยานกระเบน
วิ๊ง! แสงสีฟ้าจากใบเลื่อยพลังงานทั้งสี่ตัดผ่านเนื้อเยื่อแข็งที่ตรึงยานไว้จนแตกละเอียด
"เชิดหัว 60 องศา เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง"
วู้มมม เครื่องยนต์คำรามลั่น น้ำรอบยานถูกผลักเป็นเกลียวคลื่น แบล็คสติงทะยานออกจากความมืดมิดสู่แสงสว่างด้านบน ทิ้งซากแข็งๆ ของอสูรกายยักษ์ไว้เบื้องหลัง
[นายท่าน ตรวจพบชั้นน้ำแข็งหนา 50 เมตรข้างหน้า]
"ลดความเร็วลง แล้วเปิดโหมดขุดเจาะ" เฟรีสสั่ง
เพราะปัญหาเรื่องพลังงาน เขาจึงเลือกใช้วิธีเจาะออกไปแทนที่จะยิงให้มันทะลุดังเช่นตอนลงมา
กึ่ก! แขนกลทั้งสองคู่ยื่นออกมาด้านหน้าจนพ้นส่วนหัวของยาน จากนั้นมันก็ผสานกันจนกลายเป็นหัวสว่านดอกใหญ่ ปีกที่เคยกางออกถูกพับเก็บไว้ข้างลำ ทำให้เจ้ากระเบนดูราวกับกลายเป็นดินสอแท่งหนึ่ง
ชั้นน้ำแข็งหนาค่อยๆ ถูกเจาะออกเป็นรูโหว่ ตอนนี้เหลือระยะทางอีกไม่มากนักก็จะทะลุผิวน้ำขึ้นไปได้
แต่แล้ว...ตื้ด ตื้ด จู่ๆสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น
[ตรวจพบ EU01 (Enemy unknow) ห่างออกไป 100 เมตร!]
"ทำไมมันทนทายาทอย่างนี้ฟะ" เฟรีสสบถ ภายในจอภาพปรากฎเป็นเจ้าสัตว์ยักษ์ที่ฟื้นตัวแล้ว มันกำลังบีบร่างตัวเองราวกับไร้กระดูกผ่านรูน้ำแข็งที่เจาะไว้เข้ามา
"รักษาความเร็วไว้" เฟรีสสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับเดินไปยังท้ายยาน
"เปิดแอร์ล็อก" สิ้นเสียงประตูก็เลื่อนขึ้น เฟรีสสูดหายใจเข้าลึกและก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
ห้องแอร์ล็อกถือเป็นด่านแรกในการป้องสิ่งแปลกปลอมทั้งหมด มันมีทั้งระบบฆ่าเชื้อ ปรับความดัน หรือทำความสะอาด ปลายทางของห้องเชื่อมต่อไปยังประตูทางออกหลักของยาน
"สูท เปิดอุปกรณ์ยึดติด"
กึ่ก! รองเท้าของชุดสูทยึดพื้นยานแน่นราวกับถูกแม่เหล็กดูดติดไว้
"เปิดประตูหลัก"
ซ่าาา ทันทีที่ประตูเลื่อนขึ้น มวลน้ำมหาศาลก็พุ่งเข้ามากระแทกเข้ากับเฟรีส แต่เพราะได้ยึดพื้นไว้อย่างมั่นคงแล้วมันจึงไม่สร้างปัญหา
"ไอ้สัตว์บัดซบ สูท! โอนพลังงานสองในสี่ไปที่ปืน"
กริ๊ก ปืนพลังงานสีน้ำเงินเข้มเด้งออกจากแขนทั้งสองข้าง
"ปรับขนาดลำแสงให้เท่ากับโพรง อย่าให้มีช่องว่างเด็ดขาด"
ฟุ่บ ฟุบ ฟุบ สิ้นเสียง โดรนทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็กสามตัวก็พุ่งออกมาจากแบ็คแพ็คของชุดสูท พวกมันบินตรงไปยังโพรงน้ำแข็ง และปล่อยเซ็นเซอร์สีแดงกวาดสแกนขนาดและโครงสร้างของโพรง
[สแกนเสร็จสมบูรณ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 13.27 เมตร ความคลาดเคลื่อน 0.01%]
แกร่ก แกร่ก ปืนที่แขนของเฟรีสยืดยาวออกจนพ้นปลายนิ้วมือ ปลายกระบอกของมันบานออกเป็นแฉก
“สุดท้าย แกมันก็แค่สัตว์โง่ๆ” เฟรีสแสยะยิ้ม ขณะที่อสูรกายยักษ์เองก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เขารอจนมันอยู่ในระยะ 3 เมตร จากนั้นก็เหนี่ยวไก
ซูมมม ลำแสงสีแดงขนาดพอดีกับโพรงกลืนร่างเจ้าจานยักษ์ไปทีละน้อย แต่เพราะร่างที่บีบตัวอยู่ในโพรงแคบได้ทำให้มวลของมันแน่นขึ้น ลำแสงจึงทำลายได้เพียงแค่สองในสี่เท่านั้น
“ตายยากชะมัด! เพิ่มพลังงานอีกหนึ่งส่วน”
ซูมมม ลำแสงสีแดงถูกเพิ่มกำลังขึ้นจนเข้มราวกับสีของโลหิต ร่างของเจ้าสัตว์ร้ายเริ่มถูกเผามากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มันอยู่ในโพรงแคบๆ จึงไม่สามารถหลบเลี่ยงไปทางอื่นได้
คร่อกกก ทันใดนั้น เสียงเหมือนคนสำลักน้ำก็ดังขึ้น ร่างกายของอสุรกายยักษ์เริ่มผุดฟองสีเหลืองจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา บาดแผลของมันเริ่มสมานตัวอีกครั้งเพื่อสู้กับลำแสงแผดเผา
"เพิ่มพลังงานเข้าไปอีกครึ่งส่วน" เฟรีสสั่ง พร้อมกับกัดฟันแน่น ตอนนี้สูทของเขาเหลือพลังงานอีกเพียงแค่ครึ่งส่วน หากหมดระบบพยุงชีพก็จะหยุดทำงาน หลังจากนั้นคงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นยังไงต่อ
ฟู่ๆๆๆ คราวนี้ดูเหมือนได้ผล ในที่สุดเขาก็เอาชนะพลังฟื้นฟูขี้โกงได้ ร่างของอสุรกายยักษ์ถูกลำแสงกลืนจนหายไปทั้งหมด
หากย้อนเวลาได้ เจ้าจานยักษ์คงไม่คิดตามเข้ามาในโพรงแคบๆ นี้แน่นอน เนื่องจากลำแสงที่ถูกยิงออกมาพอดีกับขนาดโพรง ร่างของมันจึงถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว ทำให้หมดโอกาสฟื้นฟูกลับมาได้โดยสิ้นเชิง
"เฮ้อ...จบสักที" เฟรีสถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
5 นาทีต่อมา ยานกระเบนดำก็เจาะน้ำแข็งขึ้นมาบนบกได้สำเร็จ
แต่ยังไม่ทันโล่งใจ สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น
"บัดซบ" เฟรีสสบถ....ครั้งที่เท่าไรของวันแล้วก็ไม่อาจทราบได้