ตอนที่ 150
บนแดนเซียนมีเพียงไม่กี่สิ่งที่ทำให้ชิงเทียนรู้สึกหวาดกลัว หากเขายังอยู่ในร่างเดิม มังกรเพลิงตนนี้คงกลายเป็นหมอกเลือดเพียงการโบกมือเพียงครั้งเดียว ทว่าตอนนี้สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ แม้แต่มังกรวารีที่เป็นสายพันธ์ระดับต่ำ ยังมีทักษะจำแลงกาย รวมถึงสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาเป็นของตนเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีผู้บ่มเพาะสติดีคนไหน กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกมัน
‘หรือว่ามันคิดจะโจมตีเรา' นัยน์ตาของชิงเทียนเริ่มฉายแววตื่นตระหนก เขาไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมังกรมากนัก หรือบางทีมันอาจจะแค่กำลังหิวโซจากการเดินทางข้ามทวีป
เปลวเพลิงขนาดมหึมา พุ่งเข้าหากลุ่มของชายหนุ่ม ทว่า เหล่ยหยี่ร์กลับใช้ปีกเพื่อป้องกันการโจมตี อย่างไรก็ตาม มังกรตัวดังกล่าวเป็นถึงขอบเขตเซียนชั้นฟ้า เหลยหยี่ร์จึงไม่อาจต้านทานได้แม้แต่อึดใจเดียว
ร่างของหนุ่มสาวทั้งห้าคน ร่วงหล่นโดยไร้ที่ยึดเหนี่ยว มังกรเพลิงบินโฉบมาทางพวกเขาด้วยแววตากระหายเลือด ในช่วงเวลาที่ความหวังแสนริบหรี่เช่นนี้ ชิงเทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากงัดเอาไพ่ตายสุดท้ายออกมาใช้ พิษของเผ่ามารที่เหลือทั้งหมด ถูกบรรจุลงในปลอกแขนไร้ลักษณ์ ก่อนที่กลไกจะเริ่มทำงาน
‘ฉึก!!' แม้จะเป็นเสียงที่เบาราวกับก้อนหินกระทบภูเขา ทว่า สีหน้าของมังกรเพลิงก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกที่ราวกับเหล็กร้อนกระหน่ำแทงจากภายใน ทำให้มันสูญเสียการทรงตัวไปชั่วขณะ
ชิงเทียนใช้โอกาสนี้ เรียกเพลิงอมตะออกมาฟื้นฟูบาดแผลเหลยหยี่ร์ แล้วนำร่างของเธอเก็บเข้าไปในตราอสูร ดาบชิงหลงในมือของชายหนุ่ม สามารถควบคุมสายลมเพื่อลดแรงกระแทกก่อนที่จะร่วงหล่นถึงพื้น ส่งผลให้ไม่มีใครได้รับอันตราย
ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น มังกรเพลิงที่บินอยู่บนท้องฟ้า แผดเสียงคำรามไปทั่วบริเวณ จนอสูรเซียนโดยรอบต้องหลีกหนีด้วยความหวาดกลัว พิษของเผ่ามารตงมีปริมาณน้อยจนเกินไป ทำให้มันแสดงผลได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น โดยทั่วไปแล้วมังกรนั้นต้านทานพิษเกือบทุกชนิด ชิงเทียนจึงทำได้แค่ซื้อเวลา และทำให้มันเดือดดาลยิ่งขึ้นเท่านั้น
“หากไม่อยากเป็นอาหารของมังกร ห้ามออกห่างจากข้าโดยเด็ดขาด" ชิงเทียนทำมือมุทราด้วยความเร็วที่ยากจะมองทัน แม้กระทั่งซินเมิ่งหยูที่เป็นผู้ใช้รูปแบบระดับกลาง ยังไม่เคยเห็นรูปแบบที่ซับซ้อนเช่นนี้มาก่อน
‘ขอบเขตลวงตา'
ม่านพลังเริ่มก่อตัวล้อมรอบหนุ่มสาวทั้งห้าคน ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งลมปราณภายในร่างยังถูกปิดผนึก ทำให้ยากต่อการตรวจจับ
มังกรเพลิงตัวดังกล่าว ร่อนลงพื้นด้วยร่างมนุษย์วัยกลางคน นัยน์ตาสีแดงที่หดลีบราวกับอสรพิษ แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความโกรธแค้น ไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ มันยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมนุษย์ และพลังปราณได้อย่างชัดเจน ทว่าบัดนี้ ทุกอย่างกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“คิดว่ากลลวงแค่นี้จะหลอกข้าได้รึไงกัน"
เดิมทีมังกรเพลิงแค่ต้องการล่าอสูรเซียนระดับสูงเพื่อฟื้นฟูพลัง มันจึงเห็นมนุษย์ทั้งห้าคน เป็นเพียงมดปลวกที่ไม่มีค่าพอให้ใส่ใจ ไม่คิดเลยว่าหนึ่งในนั้นจะครอบครองพิษที่ร้ายแรง จนถึงขั้นทำให้มันสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตที่ตนเองเคยมองว่าเป็นหนอนแมลง สามารถหาทางตอบโต้กลับมาได้เช่นนี้ ค่อนข้างทำให้มันรู้สึกเดือดดาลพอสมควร
เปลิวเพลิงที่ร้อนแรง จนถึงขนาดที่ทำให้พลังของกูไท่หยาง กลายเป็นเพียงแสงไฟในตะเกียง ก่อตัวขึ้นเหนือฝ่ามือของมังกร เพียงการสะบัดมือแค่ครั้งเดียว อาณาเขตหลายสิบลี้ที่เคยปกคลุมไปด้วยผืนป่า ถูกเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงในชั่วพริบตา
มังกรเพลิงเผยยิ้มออกมา ความโกรธแค้นทั้งหมดถูกชำระล้างไปกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ แน่นอนอยู่แล้วว่าด้วยพลังทำลายที่มหาศาลเช่นนี้ มนุษย์กลุ่มนั้นคงไม่เหลือแม้แต่ฝุ่น
**********************
หลังจากที่มังกรเพลิงจากไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ม่านพลังก็เริ่มเกิดการสั่นไหว ท่ามกลางกองเถ้าถ่านที่กำลังมอดดับ กลับมีวัตถุคล้ายกะทะขนาดยักษ์คว่ำอยู่บนพื้น โดยที่พื้นผิวไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเสียหาย
“สิ่งนั้นคืออะไร" เยี่ยกวานจงมองดูกระดองสีดำทมิฬ กลายเป็นเส้นแสงพุ่งกลับเข้าไปในแผ่นหลังของชิงเทียน แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่เสี้ยวเดียว แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่ชวนน่าขนหัวลุก ยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับมังกรเพลิงนับหมื่นตัว
ชิงเทียนไม่ชอบรูปลักษณ์ของโล่เท่าไหร่นัก เนื่องจากเขาไม่อยากถูกมองว่าเป็นเต่าที่หดหัวอยู่แต่ในกระดอง อย่างไรก็ตามหากมันสามารถทำให้เขารอดชีวิตได้ ชายหนุ่มก็ไม่ลังเลที่นำมันออกมาใช้
“อย่าพึ่งสนใจเรื่องนั้นเลย ตอนนี้เหลยหยี่ร์อาจต้องพักฟื้นไปอีกหลายอาทิตย์ ถึงข้าจะมีความรู้ด้านวิชาแพทย์อยู่บ้าง แต่เพลิงของมังกรมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้ไม่อาจรักษาให้หายสนิท" จากที่ชิงเทียนคำนวนเอาไว้ เขาน่าจะอยู่ห่างจุดหมายเพียงแค่ไม่กี่พันลี้เท่านั้น ซึ่งน่าจะมีเวลาพอให้เดินทางกลับได้อย่างฉิวเฉียด
“รีบไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ" เกาเสี่ยวหรงเสนอความคิดเห็น ถึงจะถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ เธอก็ไม่ขอเผชิญหน้ากับมังกรอีกเด็ดขาด
แม้ชิงเทียนจะไม่ชอบนิสัยเกาเสี่ยวหรงสักเท่าไหร่ แต่เขาก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของหญิงสาว เนื่องจากโล่เสวียนอู่ต้องใช้พลังมหาศาลในการควบคุม หากมังกรเพลิงหวนกลับมาอีกครั้ง นั่นคงถือเป็นหายนะอย่างแท้จริง
***********************
ในแดนเซียน แหล่งชุมชนใช่ว่าจะมีแต่ภายในเมืองเพียงอย่างเดียว ผู้คนยากจนส่วนใหญ่ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะจ่ายค่าเข้าเมืองเลยด้วยซ้ำ จึงมักจะลงเอยด้วยการลงหลักปักฐาน ในเขตที่จะไม่ถูกรบกวนโดยสัตว์อสูร
“ท่านพี่ ข้าว่าเราเข้ามาลึกเกินไปรึเปล่า"
“หญ้าหนวดเสือต้องอยู่ข้างหน้านี้แน่ หากนำไปขายให้ผู้ใหญ่บ้าน เราจะมีศิลาปราณพอซื้ออาหารไปทั้งอาทิตย์เชียวนะ" ไป๋อวี่กวาดตามองหาสมุนไพรที่มีราคาสูง หากไม่ใช่ว่ากำลังจะอดตาย พวกเขาคงไม่เสี่ยงขีวิตเข้ามาป่าลึกเช่นนี้
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินที่พวกเขายืนอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือน พร้อมกับคลื่นความร้อนมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา โชคยังดีที่ไป๋อวี่ยังมีสติพอที่จะดึงมือน้องชาย เข้าไปหลบหลังเนินหินขนาดใหญ่ ผิวหนังของพวกเขาจึงมีรอยไหม้แค่เพียงไม่กี่แห่ง
หลังจากที่ทุกอย่างสงบลง ไป๋อวี่ค่อยๆชะโงกหน้าออกไปดูสถานการณ์ ก่อนจะพบว่าป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ก่อนหน้านี้ ถูกเปลี่ยนเป็นผืนดินที่แห้งแล้งภายในไม่กี่อึดใจ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่" ไป๋อวี่มองดูทะเลเพลิงที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้ ทว่า ก่อนที่เขาจะเข้าไปสำรวจ ไป๋ชุนก็ตะโกนห้ามเขาเอาไว้เสียก่อน
“ท่านพี่ นั่นท่านคิดจะทำอะไร"
ไป๋อวี่ชะงักฝีเท้ากระทันหัน ความอยากรู้อยากเห็น เกือบทำให้เขาลืมไปว่าตนเองอ่อนแอแค่ไหน กระทั่งไอร้อนยังสามารถพรากชีวิตของเขาได้ เปลวเพลิงเบื้องหน้าก็คงเป็นสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามหากมีภัยพิบัติเช่นนี้เกิดขึ้น เขาก็จำเป็นจะต้องแจ้งให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้
“ไป๋ชุน รีบไปตามผู้ใหญ่บ้านมาซะ เดี๋ยวข้าจะคอยดูสถานการณ์อยู่ที่นี่เอง"
ไป๋ชุนพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก พี่ชายของเขาเป็นคนที่มักลงมือทำ โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองถึงผลที่ตามมา จนทำให้เขาต้องเป็นห่วงอยู่เสมอ
“ท่านเองก็อย่าพึ่งทำอะไรบุ่มบ่ามล่ะ"
ไป๋อวี่เฝ้ามองน้องชายที่กำลังวิ่งกลับไปทางหมู่บ้าน เนื่องจากเขตนี้ยังอยู่ในบริเวณที่สัตว์อสูรค่อนข้างอ่อนแอ เขาจึงวางใจที่จะให้น้องชายกลับไปเพียงคนเดียว
ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงชายชราอีกหลายคน เดินทางมาถึงในช่วงที่เปลวเพลิงกำลังสงบ ทิวทัศน์เบื้องหน้าทำให้พวกเขาถึงกับต้องหลั่งเหงื่อเย็นออกมา เนื่องจากผืนป่าในอาณาเขตหลายสิบลี้ กลับกลายเป็นเพียงแค่เศษกองขี้เถ้า ที่ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิต
“นี่มันภัยพิบัติอะไรกัน…" ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด หากต้องเผชิญกับพลังทำลายระดับนี้ เขาและคนในหมู่บ้านคงไม่มีแม้แต่โอกาสรอดชีวิต
-------------------------------
ไรท์ไม่มีเวลาเขียนทั้งวัน อาจช้าหน่อยนะครับ ตั้งแต่ตอนหน้าจะงดลงตอนฟรี ถ้าอ่านแล้วชอบอย่าลืมสนับสนุนกันด้วยนะครับ ^^ //Master_Ye