ตอนที่ 44
ข้าได้เนื้อ เจ้าได้หนัง 2
“ที่นี่มันที่ใดกัน”หยางอี้เอ่ยอย่างงุนงง ด้วยเมื่อครู่ จดจำออกเพียง ปรากฏแสงสว่างจากจุดแต้มกลางหน้าผากของเป่าซิงกระจายปกคลุมทั่วร่างตน เกิดขึ้นพอดีจังหวะเดียวกับที่เสียงกัมปนาทจากเบื้องสูง เคลื่อนใกล้หยางอี้เกิดความคิด ว่าตนเองต้องตายแน่แล้วแต่สุดท้ายกลับมาปรากฏตัวยังสถานที่ผีสางเวิ้งว้างแห่งนี้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”เป่าซิงตอบ พลางใช้จุดแต้มบนหน้าผาก ส่องสว่างต่างคบไฟ หันหน้าสำรวจสถานที่มืดมิดซ้ายทีขวาที
“เจ้าไม่รู้แล้วเจ้าพาข้า ทะลุมิติมาที่นี่ได้อย่างไรกัน”หยางอี้แม้ไม่พอใจต่อคำตอบของเป่าซิง แต่ยังชื่นชม ที่เป่าซิง สามารถพาตนเอง รอดออกมาจากปากเหวแห่งความตาย...ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
“ใครว่าข้าพาเจ้าทะลุมิติมา”
“ถ้าไม่ทะลุมิติแล้วเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่ตระกูลหยาง หรือเจ้าจะบอกข้าว่าเจ้ามีวิชาตัวเบาที่กระโจนเพียงครั้ง ก็ทะลุผ่านมายังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ได้อย่างนั้นหรือ”
“นั่นก็ไม่ใช่อีกเพราะสถานที่นี้ ก็คือภายในตระกูลหยางนั่นละ”
“เจ้าสับสนไปใหญ่แล้วข้าเติบโตมาจากสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่เกิด มีหรือที่จะไม่รู้ว่า ภายในตระกูลหยางไม่เคยมีสถานที่ แปลกประหลาด แถมยังอบอวลไปด้วยไอลมปราณหนาแน่นเช่นนี้เป็นแน่”
“ใช่ทุกสิ่งเป็นดังเช่นที่เจ้าเอ่ย เพียงแต่สถานที่แห่งนี้ แม้ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับตระกูลหยางแต่มันไม่ใช่ของตระกูลหยาง” หยางอี้นิ่ง รอคอยคำตอบของเป่าซิงที่ยังคงสำรวจรอบต่อไปโดยไม่สนใจหยางอี้แม้แต่น้อย “สถานที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่ลึกลับ ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่สมัยของทวยเทพบรรพกาล”
“ทวยเทพบรรพกาล”หยางอี้เหม่อมองเป่าซิง พลางฉีกยิ้มกว้าง “เช่นนั้น ก็น่าจะต้องมีสมบัติวิเศษซุกซ่อนอยู่”
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
“ถ้าไม่แน่ใจแล้วทำไม...”
“เจ้าเงียบก่อนมิได้หรือไรข้ากำลังหาวิธีอยู่นี่ละ ว่าเหตุใด ข้าจึงรู้สึกถึงพลังที่เชื่อมโยงถึงตัวข้าโดยตรงจากสถานที่แห่งนี้ เพราะนายท่านสร้างข้าด้วยจิตดั้งเดิมทำให้ข้าไร้ซึ่งความทรงจำเก่าก่อน กลายมาเป็นสมบัติวิเศษส่วนตัวของนายท่าน ซึ่งตลอดมาข้าจะรับรู้ได้เพียงสิ่งที่เชื่อมโยงกับสายเลือดของนายท่านเท่านั้น”ครานี้เป่าซิงหันกลับมามองหยางอี้ “แล้วเหตุใดข้าถึงสัมผัสรู้ถึงสถานที่เร้นลับแห่งนี้ได้ทั้งที่ข้าไม่ได้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงไปถึงนายท่านของข้า”
“คำเชื่อมโยงของเจ้าหมายถึงอันใดกันเล่า”
“คำเชื่อมโยงก็เป็นเช่นเดียวกับผืนหนังเก้านิรนาม ซึ่งนายท่านเป็นผู้สร้างขึ้นหากข้าอยู่ในรัศมีไม่เกินหนึ่งหลี่ จากสมบัติวิเศษที่เชื่อมโยงข้าก็จะสัมผัสถึงมันได้ แถมยังสามารถใช้วิธีการพิเศษบางอย่าง เพื่อเข้าถึงสถานที่นั้นได้อย่างไม่ยากเย็นเพียงแต่...” เป่าซิงหยุดคำ ครุ่นคิด
“เพียงแต่อันใด”หยางอี้ จึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นแทน ด้วยความอยากรู้
“เพียงแต่สถานที่แห่งนี้มิได้ถูกฝังอยู่ข้างใต้สกุลหยางเพียงหนึ่งหลี่แต่มันลึกลงมาจากพื้นดินด้านบนนับร้อยหลี่ แถมยังถูกปกป้องไว้ด้วยอาคมบรรพกาลบางอย่างแล้วเหตุใดสถานที่แห่งนี้ถึงได้เชื่อมต่อกับข้า จนสามารถนำเจ้าติดตามลงมาด้วยได้”
“หรือที่เจ้าครุ่นคิดเชื่องช้าที่เบื้องบนเป็นเพราะเจ้าสัมผัสถึงสถานที่แห่งนี้”
“ใช่เพราะแต่แรกข้าไม่แน่ใจว่าสถานที่แห่งนี้มีจริงหรือไม่ จนเมื่อแน่ใจว่ามีจริง แถมมันยังเชื่อมโยงกับตัวข้า”เป่าซิงหยุดคำ ก่อนจะเคลื่อนที่ไปใกล้ ๆ กับหยางอี้ “ข้าเป็นเพียงวิญญาณของสมบัติวิเศษลำพังคงไม่อาจหาคำตอบได้เอง แถมเวลาหนึ่งเค่อของข้าก็น้อยนิดเสียเหลือเกินเช่นนั้นเจ้าคงต้องช่วยข้าสำรวจสถานที่แห่งนี้ หากเจอสิ่งใดน่าสนใจจึงค่อยใช้หินวิเศษนั้น เรียกข้าออกมาอีกสักครั้ง”
“ตกลง”
“เช่นนั้นข้าจะวนเวียนไปสำรวจรอบ ๆ ให้เจ้าก่อน ว่าสถานที่แห่งนี้อันตรายหรือไม่เมื่อใกล้ครบกำหนดเวลา แล้วข้าจะกลับมา”
“อืมงั้นเจ้าก็รีบไปเถอะ” หยางอี้รู้ดี ว่าเวลานี้ตนเองอ่อนด้อยเพียงใดจึงไม่คิดสุ่มเสี่ยงเดินทะเลอทะล่าออกไปในสถานที่ลี้ลับเช่นนี้ในใจก็ได้แต่หวังว่า เป่าซิงจะกลับมาพร้อม คำยืนยัน ว่าสถานที่แห่งนี้ปลอดภัยเมื่อนั้น ตนเองจะได้ออกสำรวจรอบต่อจากมัน ด้วยความสบายใจ
เมื่อเป่าซิงจากไปหยางอี้อยู่ว่าง บวกกับสัมผัสได้ว่าลมปราณของสถานที่แห่งนี้ หนาแน่นยิ่งนักจึงไม่คิดปล่อยโอกาสงามให้ผ่านเลย ลงมือฝึกฝนดึงรั้งลมปราณภายนอก เสริมสร้างเลือดเนื้อของตนเองด้วยเคล็ดลมปราณเกาะประตูนรก หวังทะลวงสู่ขอบขั้น...พื้นฐานลมปราณขั้นที่สองให้ได้โดยไวที่สุด
เป่าซิงแม้เป็นเพียงวิญญาณวิเศษแต่ความสามารถไม่ธรรมดา พริบตาก็ทะลวงผ่านมิติกว้างไกลทะยานไปทั่วระยะร้อยหลี่จากจุดเริ่มต้น ค้นพบความลับของสถานที่แห่งนี้ ว่าคือสมรภูมิสู่รบเมื่อครั้งบรรพกาลแต่ด้วยเวลาผ่านเลยมานับล้านปี สิ่งของวิเศษชั้นทั่วไป ล้วนล่วงเลยอายุขัยแม้ภายนอกยังคงรูป แต่หากแตะสัมผัส ล้วนแหลกสลายเป็นเพียงฝุ่นผง ยกเว้นเพียง...นาวาวิเศษลำหนึ่งซึ่งท่อนล่างจมลงไปในพื้นดิน ที่ด้านหน้าทางเข้าแห่งเดียว สลักคำ...เหนือกาลเอาไว้
เป่าซิงยิ่งเคลื่อนใกล้นาวาวิเศษยิ่งสัมผัสรู้ถึงสภาวะเชื่อมโยงกับตนเอง เมื่อนั้นไม่รอช้าลอยเหินเข้าไปสำรวจภายใน พริบตาที่เคลื่อนผ่านทางเปิดของนาวาเหนือกาลผนังเพดานเบื้องสูงด้านนอก กลับกลายเป็นส่องแสงหลากสีงดงามระยิบระยับสว่างไปทั่วทั้งสถานที่อันกว้างใหญ่ไพศาล
แต่เข้าไปได้เพียงชั้นต้นก็มิอาจเคลื่อนต่อ ด้วยด้านในปรากฏประตูสลักอาคมปริศนาขวางกั้นประจวบกับเวลาล่วงเลยมาใกล้ครบหนึ่งเค่อ จึงจำใจทะยานฝ่ามิติ กลับไปอยู่ที่ข้างกายของหยางอี้ก่อนถ่ายทอดเส้นทางที่ตนสำรวจมาให้หยางอี้รับรู้ เอดเวลา ดวงวิญญาณสีทอง ก็ถูกหายลับตากลับเข้าไปภายในร่างของหยางอี้อีกครั้ง
หยางอี้แม้ยังรู้สึกติดใจสถานที่ด้วยฝึกเพียงครู่ ลมปราณในร่างกลายเป็นเข้มข้นขึ้นชัดเจน แต่เมื่อฟังคำของเป่าซิง ว่าสถานที่แห่งนี้คือสมรภูมิที่รบพุ่งกันของทวยเทพและมารร้ายบรรพกาล ในรัศมีกว่าร้อยหลี่ที่มันออกสำรวจล้วนไม่พบเจอการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิต หากแต่สมบัติวิเศษที่พบเห็นล้วนแตกสลายไปตามกาลแต่เป่าซิงยังเชื่อว่า น่าจะมีสิ่งของลเศล้ำที่ยังไม่สูญสลายซุกซ่อนอยู่จึงคิดว่าหยางอี้น่าจะลองออกสำรวจดู เพียงแต่ก่อนอื่น เป่าซิงขอให้หยางอี้เดินทางไปสำรวจยังนาวาเหนือกาลแห่งนั้นเป็นสถานที่แรก และหากพบเจอสิ่งใดน่าสนใจ ก็ให้เรียกตัวมันออกมาอีกครั้งในทันที
หยางอี้จดจำเส้นทางไปยังนาวาเหนือกาลจนขึ้นใจทันทีที่เป่าซิงหายวับ จึงทะยานวิ่งตรงไปยังสถานที่ในทันทีแต่ระหว่างทางยังไม่เว้น พบเจอเงาสะท้อนวาววับ ณ แห่งหนใด ล้วนต้องหยุดชะงักออกนอกเส้นทาง มุ่งหน้าลงมือขุดค้น หวังพบเจอของวิเศษล้ำค่า แต่สุดท้ายล้วนคว้าน้ำเหลวเมื่อสัมผัสถูก สิ่งของทุกชิ้น พลันแหลกสลาย กลายเป็นฝุ่นผง มิแตกต่างจากคำกล่าวก่อนหน้าของเป่าซิงแม้สักครึ่งคำ
แต่ล้มเหลวเพียงห้าครั้งสิบครั้ง หยางอี้มิคิดนำมาใส่ใจ ยังคงประพฤติดุจเดิมไม่เปลี่ยน พบ ขุด จับ สลายแม้กระทั่งสองมือบอบช้ำ เล็บมือฉีกขาด โลหิตเกรอะกรังทั่วก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิมไม่คิดหยุด แม้สมบัติแหลกสลายคามือไปนับร้อยชิ้นแต่กลับไม่มีสักชิ้นที่ทานทนต่อกาลเวลาไปได้ สุดท้ายเดินทางมาจนถึง...นาวาเหนือกาลสถานที่น่าสนใจตามคำบอกเล่าของเป่าซิง โดยที่ไม่ได้รับผลตอบแทนระหว่างทางแม้สักนิดเดียว