“ถ้าเธอยังอยากให้ฉันยืนอยู่เคียงข้างฉันก็พร้อมจะยืนเคียงข้างเธอไปตลอดกาล”
-เอิร์ธวินดี้,หนึ่งสัปดาห์ก่อนสงครามใหญ่-
‘องค์ชายเคลาโด้เจ้าหญิงเบริลแห่งเอิร์ธมูนและผู้ติดตามส่วนพระองค์จะเสด็จมาถึงเอิร์ธวินดี้ในอีกไม่ช้าแล้ว ไม่ทราบว่าพระองค์จะให้กระหม่อมเตรียมการพิเศษอะไรไว้รอรับหรือเปล่าพะย่ะค่ะ?’
เสียงราชเลขาดังลอดม่านบังตาเข้ามาในที่นั่งส่วนพระองค์ร่างสูงของเด็กหนุ่มผิวเข้มที่ควบตำแหน่งรัชทายาทและว่าที่ผู้พิทักษ์คนต่อไปของเอิร์ธวินดี้นั่งสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างสายลมเอื่อยๆลอยผ่านเข้ามาภายในห้องขณะที่วังสายหมอกล่องลอยไปตามกระแสลมบนอย่างไร้จุดหมายก่อนตัวพระราชวังทั้งหลังจะหยุดนิ่งเมื่อตกลงในหลุมอากาศฉุดให้ร่างสูงที่ใกล้จะเข้าเฝ้าพระอินทร์เต็มแก่สะดุ้งเฮือกลุกขึ้นมานั่งตัวตรงมือใหญ่คว้าหมับกระชากม่านเปิดออกก่อนโผล่หน้าออกไปถาม
‘เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะ?’
คนถูกถามหลบสายตาแอบพ่นลมหายใจอย่างไม่เกรงอำนาจก่อนจะเอ่ยประโยคเดียวกันก่อนหน้านั้นออกไป
‘อือ...เอาไงก็ได้ตามใจท่าน’ คนรับฟังโบกมือปัดๆอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันออกไปสนใจทัศนียภาพเบื้องนอกวังต่อ
‘ถ้างั้นกระหม่อมจะจัดการแสดงร่ายรำของเอิร์ธวู้ดถวายนะพะย่ะคะได้ข่าวว่าทางเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนทรงโปรด แล้วจะเชิญให้พระองค์อยู่ร่วมงานพิธีสืบรัชทายาทวันมะรืนนี้ด้วยรึเปล่าพะย่ะค่ะ?’
‘แล้วแต่ท่านตัดสินใจเอาเลยแล้วกัน ท่านว่ายังไงเราก็เอาตามนั้นแหละ’
เสียงเรียบตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัยน์ตาสีส้มทองเริ่มปรือลงเตรียมจะปิดในไม่ช้า
‘ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมว่าพระองค์เตรียมตัวเลยดีกว่านะพะย่ะค่ะเมื่อทางนั้นมาถึงเราจะได้ออกไปต้อนรับเลยไม่ต้องเสียเวลารอ’
‘เอางั้นก็ได้’
ประโยคคำพูดที่แสนจะคุ้นหูคนฟังที่ฟังมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งทำให้ราชเลขาแห่งเอิร์ธวินดี้แทบจะอยากพ่นลมหายใจออกมาอย่างระอากับท่าทีไม่สนใจต่อสิ่งใดของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัชทายาทซึ่งบัดนี้กำลังลุกขึ้นจากที่นั่งและเกาหัวตัวเองอย่างเบื่อหน่ายนัยน์ตาสีส้มปรือลงช้าๆก่อนเจ้าตัวจะสะบัดหัวไปมาแล้วอ้าปากหาวอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร(ที่ภายในห้องนอกจากเขาแล้วก็มีเพียงท่านราชเลขาคนเดียวเท่านั้น)ร่างสูงเดินไปหยุดอยู่ตรงกระจกเงาบานใหญ่ (ทำขึ้นโดยช่างฝีมือชั้นยอดแห่งเอิร์ธมิเรอร์)มือเรียวปัดๆไปมาให้ทรงผมดูยุ่งเหยิงยิ่งไปกว่าเก่าก่อนจะคว้าเอาเสื้อคลุมสีขาวขลิบส้มทองออกมาสวมทับเสื้อตัวบางที่เจ้าตัวชอบใส่ประจำยามว่าง
‘ไปเถอะท่านราชเลขาป่านนี้ทางนั้นได้นั่งรอจนรากงอกไปแล้วล่ะมั้ง’
คำบอกเรียบๆที่เล่นเอาท่านราชเลขาแทบจะก้าวขาตัวเองไม่ออกใบหน้ามุ่ยอย่างคนที่เพิ่งจะตื่นจากการนอนกลางวันทรงผมที่ได้รับการจัดแต่งให้ชี้ตั้งไม่เป็นทรงกับชุดคลุมเดินเล่นที่สวมทับเสื้อตัวบางที่มองยังไงๆมันก็เสื้อนอนชัดๆ(แม้เจ้าตัวจะไม่ชอบใส่เสื้อเวลานอนก็เถอะ)สารรูปแบบนั้นน่ะหรือที่จะออกไปต้อนรับแขกคนสำคัญแห่งเอิร์ธวินดี้ถ้าองค์ราชารู้เข้ามีหวังเขาถูกเนรเทศออกนอกดาวก็งานนี้
‘เอ่อ...ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะแต่พระองค์แน่ใจแล้วหรือว่าจะออกไปต้อนรับแขกในสภาพเช่นนี้ กระหม่อมว่าไม่เหมาะ’
‘อือ...เราก็ว่างั้น’
คำบอกเล่าที่ยอมรับสภาพตัวเองสั้นๆแต่ไม่ได้มีทีท่าว่าจะใส่ใจยิ่งทำให้ผู้สูงวัยแทบเส้นเลือดในสมองแตก
‘แต่ก็ช่างเถอะเราไม่ถือ รีบไปก่อนจะให้ฝั่งนั้นเขามารอเถอะ’
ยังดีนะที่รู้ตัว...
ท่านราชเลขาแอบพึมพำก่อนจะรีบเดินนำองค์รัชทายาทออกจากที่ประทับไปยังห้องรับรองของวังสายหมอกที่ตอนนี้หากเทียบระดับความสูงจากพื้นดินด้านล่างก็คงอยู่สักประมาณสองถึงสามไมล์ตัววังที่ตกหลุมอากาศถูกผู้ใช้เวทดันขึ้นและออกล่องลอยอย่างไร้ทิศไปตามกระแสลมบนอีกครั้ง(ซึ่งก็คงจะไม่ต่างอะไรจากอนาคตของราชวงศ์ต่อจากนี้ไปแน่)
วังสายหมอกแห่งเอิร์ธวินดี้ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกประหลาดของที่ตั้งตัวพระราชวังสร้างจากไอน้ำเบาหวิวราวก้อนเมฆแต่แน่นหนาและมั่นคงราวเหล็กกล้าสามารถเปลี่ยนรูปร่างของพระราชวังได้ทุกสามถึงสี่ชั่วโมงตามกระแสลมที่ไม่เคยหยุดนิ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่รูปร่างของวังเปลี่ยนสภาพ ห้องหับภายในตัววังเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยบันได (รูปร่างเหมือนก้อนเมฆ เลื่อนขึ้นลงได้อย่างอิสระ)หรือแม้แต่รูปภาพประดับตามฝาผนังไม่เคยจะอยู่ที่เดิมเลยสักครั้งซึ่งหากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่เกิดและเติบโตอยู่กับวังมานานย่อมไม่รู้เวลาที่วังจะเปลี่ยนรูปร่างและสถานที่ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสภาพลมฟ้าอากาศแน่
แปลกใจก็แต่เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนเหตุใดพระองค์จึงอยากเสด็จมายังสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเองขนาดนี้
เพราะถึงแม้จะเป็นวังที่ดูท่าทางปลอดภัยและไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แต่ไอ้วังเจ้าปัญหานี่แหละที่มันทำให้ราชาแห่งเอิร์ธวินดี้หลายต่อหลายรุ่นต้องหลงทางอยู่ในที่ประทับส่วนพระองค์ออกไปไหนมาไหนไม่ได้เกือบอาทิตย์ยังดีนะที่ไม่สิ้นพระชนม์ไปก่อน
‘เคลาโด้เรตวินด์ แห่งเอิร์ธวินดี้ ยินดีที่ได้ต้อนรับราชนิกูลแห่งเอิร์ธมูน’
น้ำเสียงเคร่งขรึมเป็นการเป็นงานของเจ้าชายแห่งเอิร์ธวินดี้กล่าวต้อนรับผู้มาเยือนพร้อมกับผู้ติดตาม(องครักษ์? ไม่น่าใช่ แต่ทำไมมาแค่คนเดียว) ที่ติดจะใบหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา
‘เบริลเวลด์พีซ แห่งเอิร์ธมูน ดีใจมากที่ท่านอนุญาตให้เรามาเยือนที่นี่’
‘หากท่านมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองทางเราก็ยินดีต้อนรับ’
เขาบอกพร้อมกับที่คนตรงหน้าส่งรอยยิ้มอ่อนๆมาให้ นัยน์ตาสีม่วงใสหรี่ลงยามยิ้มดูอ่อนโยนและแสนเศร้าในเวลาเดียวกัน
อาหารค่ำผ่านพ้นไปการแสดงบันเทิงกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสิบห้านาทีข้างหน้านี้ขณะที่ทั้งหมดย้ายสถานที่ออกจากห้องอาหารมุ่งหน้าไปยังลานต้อนรับเหนือดาดฟ้าที่ได้ขึ้นชื่อว่างดงามไม่แพ้โถงใต้น้ำของเอิร์ธวอเทอร์เคลาโด้แห่งเอิร์ธวินดี้เดินขนาบข้างมากับเจ้าหญิงเบริลแห่งเอิร์ธมูนที่ดูเหมือนจะตื่นตาตื่นใจไปกับการเปลี่ยนสภาพของตัวปราสาทเมื่อพวกเขากำลังจะเข้าใกล้จุดหมายแต่ก็ต้องเสียเวลาเดินอ้อมต่อไปอีกไกลเพราะบันไดเวียนที่มุ่งหน้าสู่ลานต้อนรับถูกเปลี่ยนสภาพเป็นหน้าต่างเพราะอิทธิพลของลมด้านนอก
‘ไม่หลงกันบ้างหรือคะ?’
‘ประจำครับแต่สำหรับคนที่อยู่ที่นี่มานานจะจำแผนที่ได้ ส่วนใหญ่รูปแบบการเปลี่ยนสภาพของวังจะเป็นแบบตายตัวแน่นอน’
‘เหรอคะ’เด็กสาวเปรย ‘งั้นก็แสดงว่าถ้าจำรูปแบบการเปลี่ยนสภาพได้หมดก็ไม่หลงแล้วน่ะสิคะ’
‘ครับ’เจ้าชายแห่งเอิร์ธวินดี้ยิ้มรับ ‘ทั้งหมด 12,896 รูปแบบถ้าจำได้หมดรับรองไม่หลงแน่นอน’
‘ไม่ต้องมาอีกเลยยังจะดีกว่า’เสียงใครบางคนกระซิบมาจากด้านหลัง
เบริลยิ้ม‘งั้นท่านเคลาโด้ก็คงจะจำได้สักร้อย... สองร้อยแบบ...’
‘อย่างผมน่ะไม่ต้องจำสักแบบหรอกครับ’รัชทายาทแห่งเอิร์ธวินดี้บอกเสียงระรื่น ‘แค่ไม่ต้องออกจากห้องไปไหนก็พอแล้วล่ะไม่ต้องเสียเวลาจำหรอก’
‘เจ้าชายเคลาโด้ประทับอยู่ที่นี่มาสิบแปดปียังจำเส้นทางออกจากห้องตัวเองไม่ได้สักเส้นทางเลยพะย่ะคะ’
ราชครูคนสนิทกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
‘มีตั้ง687 เส้นทาง เช้ามาเปิดประตูเป็นบันได วันต่อไปเป็นหน้าต่างวันดีคืนดีเปิดประตูออกมาเป็นกำแพงวัง ถ้าไม่คว้าลูกบิดประตูเอาไว้คงตกฟ้าตายกันไปข้างของพรรค์นั้นน่ะไม่จำเป็นต้องจำหรอก อายุคนเรามันสั้นบางทีนอนอยู่ดีๆเตียงอาจจะถูกย้ายไปอยู่ในห้องระบายขยะก็ได้ ใครจะไปรู้’
คำบ่นของคนเป็นรัชทายาทเรียกเสียงหัวเราะของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนได้อย่างจังแม้แต่องครักษ์จำเป็นอย่างเจ้าชายแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ยังยอมรับเลยว่าตั้งแต่องค์ราชาแห่งเอิร์ธมูนเสียไปขนาดรอยยิ้มจริงใจของเธอก็แทบจะหาไม่ได้เลย
ผ่านไปสี่สิบนาทีทั้งหมดก็หาทางเข้าลานต้อนรับจนพบคณะรำถวายจากเอิร์ธวู้ดมาคอยท่าอยู่นานแล้วเคลาโด้เดินนำร่างของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนตรงไปยังที่นั่งพิเศษติดกำแพงวังมองต่ำลงไปคือภาพของบ้านเมืองในเอริ์ธวินดี้ยามค่ำคืนสายลมยามค่ำพัดผ่านลานกว้างขณะที่คณะต้อนรับกำลังมองหาที่นั่งเพื่อชมการแสดงที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุด
‘ยินดีต้อนรับอีกครั้งสู่เอิร์ธวินดี้’
เคลาโด้กล่าวก่อนที่ดนตรีจะเริ่มบรรเลง แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นต่อจากนั้น
ภาพแห่งความทรงจำผ่านพ้นไปไวเกือบเท่าความเร็วแสงอยู่ดีๆภาพการแสดงก็ถูกเร่งก่อนจะหยุดค้างอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลแก่ในชุดสีเขียวอ่อนที่กำลังงอตัวอย่างอ่อนช้อยอยู่ตรงหน้าเขารอยยิ้มของเธอติดค้างฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำอย่างไม่มีวันลบให้หายจากไปได้รอยยิ้มคุ้นตาเหมือนกับว่าเขาเพิ่งจะเคยเห็นมันเมื่อไม่นานมานี้ก่อนที่ภาพของเธอจะหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยภาพของเขาในอีกสองวันต่อมาหลังจากที่ออกไปส่งรัชทายาทแห่งเอิร์ธมูนที่ประตูแห่งดวงดาวทางเข้าและออกสู่ดวงดาวทั้งสิบสามร่างของทหารนายหนึ่งก็วิ่งตรงมาหาพร้อมกับเสียงที่ตะโกนลั่น
‘นักรบอเวจีบุกชายแดนของเราพะย่ะคะ’
‘ว่าอะไรนะ!’
ร่างของเด็กหนุ่มสปริงตัวขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกระโดดออกจากวังทางหน้าต่างที่เปิดอ้ารับลมในยามค่ำโรยตัวลงดิ่งสู่พื้นดินเบื้องล่างในทันใด
นักรบอเวจี....
คำกล่าวเตือนของพวกเอิร์ธสตาร์ที่ถูกส่งมอบมาสู่เขาผ่านทางตัวแทนของเอิร์ธฟลาวเวอร์เจ้าชายเฟลโลว์ ไอเซธที่ผันตัวเองจากคนสวนมาเป็นผู้ติดตามชั่วคราวของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนแทนรัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์ที่ติดภารกิจอยู่ที่ดาวตัวเองบอกกับเขาเอาไว้เมื่อคืน ก็แค่คิดเล่นๆว่าเจ้าหญิงเบริลคงอยากจะรนหาที่ตายตามพระบิดาถึงได้คิดมาเยี่ยมเยือนดาวเขาแต่ที่ไหนได้กลับหอบเอาข้อมูลลับมาส่งมอบให้ แต่นึกไม่ถึง...นึกไม่ถึงจริงๆว่าพวกนักรบอเวจีจะตามเรื่องนี้ทันจนมาดักพบเธอได้ที่นี่ข่าวการมาเยี่ยมเอริ์ธวินดี้ของรัชทายาทแห่งเอิร์ธมูนถูกปิดเป็นความลับนี่ทำไมพวกนั้นถึงรู้ได้!?
รึว่าจะมีคนในส่งข่าว?
เคลาโด้มุ่นหัวคิ้วเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ไม่น่าจะมีคนนอกรู้แล้วคนในที่รู้เขาก็มั่นใจแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นหนอนบ่อนไส้แน่
มันเกิดอะไรขึ้น!
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นตรงชายแดนเจ้าชายแห่งเอิร์ธวินดี้เม้มริมฝีปากแน่น
ขอให้ทัน...ขอให้ทันทีเถอะ!
เสียงลงส้นเท้าหนักๆดังกระทบพื้นหินเรียบเด็กหนุ่มออกวิ่งสุดฝีเท้า เป้าหมายอยู่ตรงหน้าเขา ตรงที่ที่มีฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เงาของใครบางคนไหววูบอยู่ในนั้น
ใครกัน!
‘วินดี้!’
เคลาโด้ร่ายเวทสายลมพุ่งออกจากฝ่ามือเขา ฝุ่นควันที่ฟุ้งปกคลุมพื้นที่เริ่มจางหายเผยให้เห็นภาพที่ถูกปิดบังอยู่ภายใน
ร่างสูงของเด็กหนุ่มเรือนผมสีเงินในชุดขาวเปื้อนเลือดยืนอยู่ตรงหน้ามองมาที่เขาด้วยนัยน์ตาสีม่วงอ่อนเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ถัดไปด้านหลังนั่น...
เคลาโด้เบิกตากว้าง
ร่างบางของเบริลเวลด์พีชแห่งเอิร์ธมูนพาดนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเฟลโลว์ ไอเซธแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เด็กหนุ่มกอดร่างของเธอแน่น เลือดสีแดงข้นไหลอาบไปทั่วร่างจากบาดแผลของดาบใหญ่ที่ปักทะลุหัวใจของเด็กหนุ่มก่อนจะเสียบตรงเข้าสู่ช่วงท้องของเด็กสาวอย่างจังใบหน้าเรียวขาวที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ยังคงดูงดงามบัดนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือดวางพาดอยู่บนบ่าของเด็กหนุ่มลมหายใจของทั้งคู่ดับสนิท
ร่างของผู้ปลิดชีพรัชทายาทเดินตรงไปหาคนทั้งคู่กระชากดาบใหญ่ออกมาจากร่างทั้งสองก่อนจะตวัดวาบหายไปในอากาศ
เบริลกับเฟลโลว์ล้มลงสู่พื้นเลือดสีข้นไหลย้อมแผ่นดินแห่งเอิร์ธวินดี้
‘เสียดายที่ไม่มีโอกาสอยู่จนถึงสงครามวันสิ้นโลก’
เจ้าของดาบบอกเสียงเรียบก่อนจะหันมามองเขา‘นายอยากจะตามสองคนนี้ไปไหมล่ะ?’
‘แกเป็นใคร!?’
เด็กหนุ่มกระซิบถามเสียงรอดไรฟันความโกรธกำลังจะปะทุใกล้ถึงจุดเดือด หมอนี่บุกดาวเขาแถมยังฆ่าแขกของเขาในที่ที่เป็นของเขาโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เขาจะปล่อยให้มันกลับไปทั้งๆที่เป็นแบบนี้ไม่ได้ ถึงตายก็ต้องเอาคืนให้สาสม
คนตรงหน้าบอกเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
‘ไวโอเลตแห่งห้านักรบอเวจี’เด็กหนุ่มว่า ‘จำชื่อนี้ไว้ให้ดี บางทีนายอาจจะได้เจอกับหนึ่งในพวกเรา’
‘ไม่ต้องรอให้ถึงเวลานั้นหรอก!’
เคลาโด้บอกเสียงเหี้ยมพุ่งตัวเข้าใส่คนตรงหน้า ไวโอเลตเลิกคิ้ว ม่านควันสีม่วงเข้มแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนดินแต่เคลาโด้ไม่สนใจเด็กหนุ่มตวัดมือไปด้านหลังควันหายวับไปจากห้วงอากาศก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าชาร์ตร่างของคนที่ยืนอยู่นิ่ง
ไวโอเลตดีดนิ้วร่างของเคลาโด้ถูกพัดออกห่างจากเขาเหมือนโดนแรงอัดจากพลังมหาศาลเสื้อผ้าฉีกขาดเป็นทางยาว ใบหน้าและต้นแขนถูกแรงปะทะเกิดเป็นแผลถลอกลึกเรียกหยดเลือดให้ไหลซึม
ครืด....
เด็กหนุ่มใช้เท้ายันพื้นหยุดแรงกระแทกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวงแหวนเวทสีม่วงปรากฏขึ้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของไวโอเลต
‘จบการฆ่าเวลาสักทีสินะ’
ไวโอเลตเอ่ยนัยน์ตาสีม่วงเข้มคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่ภาพด้านหลังเขา
มีใครบางคนกำลังมา...
‘ขอโทษที่ทำให้คอยนะคะ’
เสียงผู้หญิงน่าแปลกที่มันช่างคุ้นหูเขาอย่างประหลาด
ร่างบางของเด็กสาวเดินผ่านตัวเขาไปราวกับสายลมที่พัดผ่านเรือนผมสีน้ำตาลแก่มัดรวบโบกไปมาตามจังหวะการเดินเธอเดินไปยืนขนาบข้างไวโอเลตก่อนจะหันมาหานัยน์ตาสีส้มทองของเธอมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาว่างเปล่า
เคลาโด้เบิกตาค้างใบหน้าของเด็กสาวที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำของเขาผุดวาบขึ้นมาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะหายวับไปจากมโนภาพเบื้องหน้าเมื่อลำแสงสีม่วงเข้มอ่อนแสงลง
เด็กสาวในความทรงจำคนนั้นมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้งในตอนนี้...
ชินสะดุ้งเฮือกราวกับเพิ่งตื่นจากฝันร้ายเมื่อภาพที่เคยเห็นอยู่ตรงหน้าเปลี่ยนสภาพกลับมาเป็นสถานการณ์ในปัจจุบันอีกครั้งเด็กหนุ่มยืนหายใจหอบอยู่กลางสวนสาธารณะความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่ากำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่ห่างไปไม่ไกลจากที่นี่ทำให้เด็กหนุ่มเป็นกังวลเขาแยกตัวออกจากกลุ่มมาได้สักพักหลังเกิดเรื่องที่ชวนให้หงุดหงิดใจในงานเทศกาลทั้งๆที่ทิ้งท้ายไว้กับเด็กสาวในคราวนั้นแล้วว่าอย่าโผล่มาให้เขาเห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สองแต่เขาก็ดันพบเข้ากับเธอจนได้ในตอนที่เขากำลังรีบออกวิ่งอย่าสุดชีวิตเพื่อไปรวมกลุ่มกับผู้พิทักษ์คนอื่นๆที่คาดว่าน่าจะกำลังรับมือกับพวกนักรบอเวจีอยู่ในตอนนี้นี่แหละ!
การปรากฏตัวของเจ้าหล่อนทำให้ชินหัวเสียสุดฤทธิ์เขาไม่ควรพบเธอในสถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตแบบนี้แต่อะไรบางอย่างทำให้เขาหยุดชะงัก ชินค้นพบว่าตัวเองตกอยู่ในข่ายเวทของผู้พิทักษ์คนอื่นโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันรู้สึกตัวและในชั่วเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นเองการปรากฏตัวของเด็กสาวในความทรงจำก็มาพร้อมกับอาการคลื่นเหียนจากกลิ่นละอองเกสรดอกไม้ที่เขาไม่คุ้นเคยพร้อมกับภาพความทรงจำในอดีตที่ค่อยๆรื้อฟื้นคืนมาอย่างช้าๆ
แต่ทว่าความทรงจำที่กลับคืนมาอย่างกระทันหันนั้นไม่ทำให้เขาประหลาดใจเท่ากับเธอและคนที่อยู่ข้างเธอในตอนนี้ชินไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเขาไม่คิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้น ในความทรงจำที่ขาดหายไปของเขามีเรื่องราวบางอย่างที่สำคัญซ่อนอยู่ในนั้นเขาเคยพบกับเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ที่เอิร์ธวินดี้แถมยังอยู่ในเหตุการณ์สำคัญตอนที่เธอตายด้วยน้ำมือของไวโอเลตด้วย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
ทำไมเขาถึงจำเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ทั้งๆที่มันสำคัญสำหรับเขามากๆเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนมาที่ดาวของเขาและจบชีวิตลงที่นั่น ก่อนหน้าที่สงครามวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นได้แค่ไม่กี่วันแต่เด็กสาวที่เขาเห็นในความทรงจำคนนั้นดูไม่เหมือนกับมินาโยะเลยนี่มันเรื่องอะไรกัน!
เท่าที่ชินรู้มาเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนกับเจ้าชายแห่งเอิร์ธสตาร์มักจะอยู่ด้วยกันเสมอแต่คนที่ปรากฏตัวพร้อมกับเด็กสาวที่ดาวของเขาไม่ใช่เจ้าชายแห่งเอิร์ธสตาร์แต่กลับเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์คนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ พร้อมกับเด็กสาวที่เขาแสนคุ้นเคยคนนั้น ทั้งคู่อยู่ใกล้ชิดกันและอาจจะมีความสัมพันธ์พิเศษบางอย่างต่อกันแต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้
เด็กหนุ่มจ้องมองร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์กับนักเต้นรำแห่งเอิร์ธวู้ดที่อยู่ในความทรงจำของเขา
เรื่องเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนที่ดูไม่คล้ายกับมินาโยะก็เรื่องหนึ่งล่ะ
แต่เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้วยกันกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ในตอนนี้น่ะเมื่อก่อนเจ้าหล่อนเคยเป็นนักเต้นรำพเนจรแห่งเอิร์ธวู้ดเธออยู่ด้วยกันกับเขาในคืนที่เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนตาย ที่สำคัญเป็นเธอเองนั่นแหละที่ชักนำให้ไวโอเลตมาที่ดาวของเขาและกำจัดเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนไปพร้อมกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์!
บ้าชะมัด! สมองเขาปวดระบมไปหมดแล้ว
ตั้งแต่ที่ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาชินก็แทบไม่มีเวลาทำความเข้าใจกับมันเลย
“ตกใจล่ะสิ”เด็กหนุ่มผู้พิทักษ์ในชุดสีดำผู้ซึ่งกำลังประคองเด็กสาวร่างบางที่ดูอ่อนล้าไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหนกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาเกลียดชังไม่ต่างไปจากที่เขาเคยมองเธอด้วยความรู้สึกนั้นสายสัมพันธ์ของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์กับเด็กสาวตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้น
“ฉันอุตส่าห์ส่งนายมาที่นี่เพื่อให้ช่วยคุ้มกันเจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์แต่นายกลับเที่ยวตระเวนหาความทรงจำของตัวเองโดยที่ทิ้งภารกิจไว้เนี่ยนะ! ไร้สาระสิ้นดี!”
ชินหน้าชา...
ใช่แล้ว! เขาถูกส่งมาที่นี่พร้อมกับเท็ตสึยะตามคำสั่งของท่านพ่อถูกปลดผนึกให้เป็นผู้พิทักษ์ด้วยความสามารถของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เองเขาทำงานภายใต้การสั่งการของคนตรงหน้ามาตลอดโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความทรงจำของเขาที่หายไปนั้นจะอยู่ใกล้ตัวเขามากถึงเพียงนี้
ผู้ชายคนนี้ปิดบังเรื่องราวทุกอย่างไว้และใช้งานเขาโดยที่ไม่ยอมเล่าความจริงนั้นมาตลอด!
“นายกำลังทำบ้าอะไรของนาย!”ชินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดมองใบหน้าของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ตรงหน้าสลับกับเด็กสาวในอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม“นายคิดยังไงถึงได้เก็บยัยนี่ไว้ข้างตัว ทั้งๆที่นายเองก็รู้ดีว่าเธอ--”
“เธออะไรล่ะ?” คนตรงหน้าถามกลับน้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาดุดันชินสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรจากคนตรงหน้าแม้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะอยู่ภายใต้เครื่องแบบของผู้พิทักษ์เหมือนกันก็ตาม
“เพราะเธอเคยเป็นน้องสาวของกรีนสมัยที่ยังอยู่โลกโน้นหรือเพราะเธอเป็นคนบอกไวโอเลตว่าฉันอยู่ที่เอิร์ธวินดี้ หมอนั่นถึงได้มาฆ่าฉันอย่างไหนเป็นเหตุผลที่นายคิดว่าฉันควรจะต้องแค้นผู้หญิงคนนี้กันล่ะ!”
ชินตอบไม่ได้เด็กหนุ่มได้แต่กำหมัดแน่นขณะที่เฝ้ามองเด็กสาวในอ้อมแขนของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์กำลังตัวสั่นสะท้านและกอดเขาแน่น
“ฉันตายเพราะไวโอเลตไม่ใช่เพราะยัยนี่” ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เอ่ย“และที่ไวโอเลตไปอยู่ที่นั่นและจัดการฉันได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการป้องกันดวงดาวของนายมีปํญหาต่างหากล่ะคนที่ฉันควรจะแค้นน่าจะเป็นนายมากกว่านะ ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้!”
นั่นเป็นความจริงที่ชินปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาปล่อยให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นภายในดาวของเขาเอง
“นายหลอกใช้ฉัน” ชินพูด พร้อมกับกำหมัดแน่น“นายส่งฉันมาที่นี่ ทั้งๆที่ปิดบังเรื่องของยัยนี่ไว้”
“ฉันไม่ได้หลอกใช้ ยังไงตัวนายก็ถูกเลือกให้เข้าร่วมในสงครามนี้คราวนี้อย่างช่วยไม่ได้”ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์กล่าว “แต่ฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะเรื่องที่ฉันปิดบังว่ายัยนี่เป็นน้องสาวของฉันในตอนนี้น่ะ”
“พี่อาโออิ” เมมิกระตุกชายเสื้อเขาหวาดกลัวเหลือเกินกับท่าทีโมโหร้อนของเด็กหนุ่มในตอนนี้
“เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะพูดอะไรได้ในตอนนี้นะเมมิ!” คราวนี้เด็กหนุ่มหันมาดุเด็กสาวในอ้อมแขนบ้าง“เห็นหรือยังว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าฉันไม่ได้อยู่กับเธอด้วยในตอนนี้”
เด็กสาวไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าเขา
เด็กหนุ่มหันมามองชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ฉันจะพูดกับนายเป็นครั้งสุดท้ายอาฮิราวะ ชินจิ” อาโออิว่า“ความทรงจำทั้งหมดของนายที่ฉันส่งกลับคืนไปให้ ใช้มันให้เป็นประโยชน์ซะถ้าปัญหาของพวกนายยังจัดการกันเองไม่ได้ อย่าหวังว่าจะเอาพลังที่ไหนไปสู้กับกรีนได้เลย!”
นัยน์ตาสีชามองมาที่เขาอย่างดุดันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เด็กหนุ่มจะพาเด็กสาวจากไปข่ายเวทของอาโออิหายไปแล้ว แต่ชินยังคงยืนนิ่งอยู่ พยายามทำความเข้าใจทุกถ้อยคำที่เด็กหนุ่มพูดทิ้งไว้
เหนือขึ้นไปบนโคมไฟในสวนสาธารณะกรีนยืนอยู่บนนั้น มองมาที่ชินด้วยนัยน์ตาสีเขียววาวโรจน์
