สุดท้ายที่บ้านนอก

    ผิดหวัง

    หลังจากได้ทราบว่าปิยนันท์หมั้นกับวรเทพ อรัญก็พยายามตัดใจไม่ใส่ใจถึงหล่อนอีก คงทำงานตามปกติ แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ค่อยเหมือนเดิมรู้สึกว่าตนเองกำลังสูญเสียอะไรไปสักอย่าง ใช่..เขารู้สึกว่ากำลังสูญเสียหล่อนไป หญิงสาวที่เขาเองไม่เคยคิดว่าจะรักได้ แม้เขาเองรู้ดีว่า หัวใจของเขาส่วนหนึ่งยังคงเป็นของจันทิมา หญิงสาวผู้ที่คงจะไม่หวลกลับมาเมืองไทยอีกแล้ว แม้เขาจะปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกรักใดๆ ไม่ให้เข้ามาแย่งตำแหน่งครองใจ ที่เขามอบให้จันทิมาจนหมด แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ใช่พระอรหันต์ จึงจักหักห้ามใจไม่ให้รักได้แม้จะไม่ใส่ใจ แต่ข่าวคราวของปิยนันท์ก็เข้ามาให้ได้รับทราบอยู่นั้นเอง กรรณิการ์บอกว่า ปิยนันท์เปิดบาร์เป็นของตัวเองแล้ว อรัญเข้าใจเองว่าคงจาการสนับสนุนของคู่หมั้นนั่นเองไม่ต้องการคิด ยังต้องคิดควรคิด กลับไม่คิดอยากคิด กลับเลือนหายความรักกับห้วงคิดอยากสลัดออก แต่ก็ยากสลัดหลุดอรัญ ควบรถเลาะไปตามถนนในย่านพระราม 3 หลัง 5 ทุ่มกว่า มันโล่งว่างเพราะเป็นวันอาทิตย์ ความคึกคะนองในอารมณ์ทำให้เขาบิดรถเต็มที่ แต่ก่อนเขาเคยรำคาญพวกซิ่งกวนเมือง แต่เดี๋ยวนี้ เขาลืมมันเสียแล้ว ใครจะรำคาญช่างก็ช่างเขาเถิดอรัญขับรถเข้าไปจอดหน้าบาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งลานจอดรถเปิดไฟสว่างไสว เขาไม่เคยเลยที่จะเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ ข้างในมันต่างจากด้านนอกลิบลับ แสงไฟสลัวพอให้สังเกตุออกถึงความโอ่โถงด้านใน นักร้องสาวในชุดราตรีสีน้ำเงินมันวาวระยิบระยับ กำลังขับกล่อมนักเที่ยวราตรีด้วยเพลงช้าอ้อยสร้อย“ดื่มอะไรดีค่ะ?”“น้ำเปล่ากับน้ำแข็ง!” เขาตอบสาวเสิร์ฟด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ“ขอโทษนะคะ นี่บาร์ขายเหล้าค่ะ”“ก็แล้วน้ำกับน้ำแข็งมีหรือเปล่าล่ะ?”เขาเอนหลังพิงโซฟา ตอบห้วนหนักกว่าเดิม ตาวาวในเงามืด จนเด็กเสิร์ฟต้องรีบบริการตามสั่งกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้งเข้านาสิกประสาท ทำให้อรัญสะอิดสะเอียน หะแรกเขาต้องการจะลองมันดูสักครั้ง แต่เมื่อเข้ามาได้สัมผัสอย่างนี้ก็ต้องเปลี่ยนใจนักท่องราตรีกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในบาร์ด้วยเสียงเอะอะ และวางอำนาจในที พวกมันเข้าไปยึดโซฟาข้าง ๆ สั่งเหล้ากับแกล้มดูแล้ววุ่นวายไปหมด หญิงสาวนั่งดริ๊งถูกสั่งให้เข้ามานั่งคู่พวกมันไม่แคร์ต่อสายตาของกลุ่มอื่นที่มองมา แถมท้าทายจนผู้ที่จ้องมองต้องหดคอกลับไปได้น้ำแข็งเย็น ๆ ทำให้อารมณ์ของอรัญเป็นปกติมากขึ้น หายหงุดหงิด นั่งมองพฤติกรรมของนักท่องราตรีกลุ่มต่าง ๆ เงียบๆ ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงเอะอะของกลุ่มด้านหลังมากนัก นาน ๆ จะหันไปดูสักครั้ง“จะเพิ่มอะไรอีกหรือเปล่าคะ?”“ไม่ต้อง ผมจะกลับแล้ว”อรัญโบกมือห้าม เมื่อเด็กเสิร์ฟเข้ามาถามอีกครั้ง“ไปแล้วเหรอ น้อง!” เสียงอ้อแอ้ร้องถามเมื่อเขาเดินผ่าน อรัญชะงักกึก หรี่ตามองจ้องนิ่ง“ไง น้ำกับน้ำแข็งเมาดีม๊ะ?”ไม่ถามเปล่า เจ้าหน้าบ๊อกเซอร์ ยื่นขาออกมาขวางทาง พยักหน้าถามย้ำ เมื่อเห็นเขานิ่งจ้องหน้ามันเฉยอรัญ มองไปรอบด้าน พบว่าสายตาแทบทุกคู่มองมาที่เขาเป็นจุดเดียวกัน สบตากับเด็กเสิร์ฟที่ส่ายหน้าเหมือนจะเป็นการขอร้องเขาก้าวข้ามไปช้า ๆ ไม่ได้หวาดหวั่นมันเลยสักนิด มันเองก็ดูจะครั่นคร้ามเหมือนกันไม่นึกว่าจะเจอคนอย่างนี้เข้า ค่อย ๆ หดขาเข้าอย่างช้า ๆ เช่นกัน“พวกมันมาทุกวันหรือ?”อรัญถามเด็กสาวที่นั่งคอยเปิดประตู“มาแทบทุกวัน และก็ก่อกวนทุกครั้ง ตั้งแต่เริมเปิดบาร์แล้วล่ะค่ะ คุณนันท์ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”“คุณนันท์?” เขาทวนคำพูดเด็กสาว“ค่ะคุณนันท์เจ้าของบาร์ แกบอกว่าพวกมันตั้งใจมาก่อกวน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง”อรัญไม่ได้สนใจคำอธิบายอย่างอื่น นอกจากคำว่า “คุณนันท์” แต่ก็ไม่ได้ถาม หันกลับไปมองพวกมันอีกครั้งก่อนจะเดินออกประตูไปสองสัปดาห์ต่อมาโซฟาตัวเดิมมุมเดิมเด็กเสิร์ฟคนเดิมนักร้องสาวคนเดิม และเพลงเดิมอรัญมานั่งจมปลักอยู่นานแล้ว เขาเพ่งมองอย่างไร้จุดหมายในความมืดสลัว อารมณ์เขาไม่ได้ซึมเศร้าเหมือนวันนั้น เพียงแต่วันนี้เขาต้องการเข้ามาพักผ่อนฟังเพลง เพลงเดิมเพลงนั้น หญิงสาวนั่ง ดริ๊งหลายคนเดินเข้ามาทัก แต่เขาปฏิเสธ ต้องการนั่งเพียงลำพัง“เอ๊ะ ตาฝาดหรือเปล่าวะ?”เขาถามตัวเอง พลางสลัดศรีษะไปมา ก่อนจะมองไปยังจุดเดิม“โลกมันกลมจริง ๆ” รำพึงเบา ๆ เมื่อรู้ว่าสายตาไม่ได้หลอก หรือฟั่นเฟือนวรเทพ ชายหนุ่ม คู่หมั้นหมายของปิยนันท์ กับพวกอีกสามสี่คน นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของบาร์ เข้ามากันตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่อาจรู้ได้ หนึ่งในนั้น พยายามที่จะรั้งดึงเด็กสาวเสิร์ฟให้เข้าไปนั่งด้วย การยื้อฉุดทำให้แก้วเหล้าในถาดราดลงไปบนตัวของผู้ดึง“เพียะ!”ฝ่ามือหยาบ ๆ กระทบแก้มเด็กสาวอย่างโมโหและวางอำนาจ จนเธอถลาล้มทิ้งถาดโครมครามอรัญฟังไม่ถนัด ว่ามีการพูดอะไรกันบ้าง เพราะถูกกลบด้วยเสียงดนตรีก่อนที่เด็กสาวจะถูกคุกคามไปมากกว่านั้น หญิงสาวในชุดราตรี สีขาวเดินแกมวิ่งออกมาจากประตูด้านใน ไล่ให้เด็กสาวจากไป จากนั้นดูเหมือนจะเข้าเจรจา“นันท์!”อรัญตะลึง เป็นไปได้หรือนี่ เธอมาทำอะไรที่นี่ เขาเห็นหล่อนทำมือไม้เป็นการขอโทษขอโพย และถูกฉุดให้นั่งลงเคียงข้างกับวรเทพเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่น แว่วมา“หรือว่า….นันท์เป็นเจ้าของบาร์นี้?”เขาถามตัวเอง นึกถึงคำที่เด็กเสิร์ฟเคยพูด ทำให้เริ่มกระจ่างวรเทพ ส่งแก้วเหล้าให้ปิยนันท์ เหมือนเป็นการบังคับให้ดื่ม หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามเบือนหน้าหนี ลูกชายผู้ดี วรเทพ วางแก้วลงกับโต๊ะก่อนจะจิกผมหญิงสาวรั้งใบหน้าให้หงายขึ้น จ้วงจาบด้วยการจูบหนัก ๆ ลงไปบนริมฝีปากคู่นั้นปิยนันท์จ้องหน้ามันนิ่ง หลังจากถูกปล่อยเป็นอิสระ วรเทพกลับหัวเราะชอบใจมือล้วงเข้าขยำลงไปบนท่อนขาอวบ พยายามแหวกมือเข้าไปตามรอยแหวก อรัญเห็นหญิงสาวตระครุบจับมือที่จ้วงจาบนั้นไว้ ลุกขึ้นยืน แต่ถูกดึงให้นั่งลงไปอีก“มันทำอะไรของมัน นั่นมันคู่หมั้นไม่ใช่รึ มันจะเกินไปแล้ว ได้ชาติ…”อรัญลุกเดินเข้าไปอย่างใจเย็น บอกเรียบ ๆ“ปล่อยเธอซะ”วรเทพชะงักกึก ปล่อยแขนหญิงสาวออกจ้องหน้าเขาแล้วหัวเราะร่วน“อ้า นึกว่าใคร บักเสี่ยวนี่เอง ห่ะ ห่ะ”“พี่รัน!”หญิงสาวอุทานตกใจนั่งตะลึง“ใช่ ผมเอง คุณวรเทพ นันท์เป็นคู่หมั้นคุณไม่ใช่รึ ทำไมล่ะ..”“คู่หมั้นรึ ห่ะ ห่ะ คู่หมั้น แล้วบักเสี่ยวอย่างแกมายุ่งอะไรด้วย”วรเทพยักไหล่ อรัญกวาดสายตามองบุรุษร่างใหญ่สามคนที่นั่งเคียงข้างวรเทพแต่ละคนช้า ๆ“ก็ไม่อยากยุ่ง ถ้าไม่น่ายุ่ง”“แสดงว่าฉันน่ายุ่งมากสิ”“ก็แล้วแต่จะคิด นันท์…ไปซะ”ปิยนันท์ลุกขึ้นและเดินถอยห่างช้า ๆ เขาหันไปจ้องตาวรเทพ ก่อนจะถอยออกมาบ้าง“ไอ้….เสือกยุ่งดีนัก”อรัญหันขวับมามอง แต่ไม่ทัน เพียงแว๊บเดียวเท่านั้น“ผั๊วะ! เปรี๊ยะ!”ขวดเบียร์สัมผัสกับท้ายทอยเขาอย่างถนัดถนี่ จนแตกกระจาย อรัญส่ายหน้างง ๆ มือคลำท้ายทอย รู้สึกถึงความเหนียวที่ซึมออกมา เจ้านักเลงลอบกัดตะลึงถือขวดปากฉลามค้าง ที่เห็นเขายืนเฉยเหมือนไม่สะเทือนสักนิดอรัญ พลิกตัวตวัดเท้าตูมเข้าทัดมาลามันเต็มเหนี่ยวจนมันถลาไปปะทะวรเทพ หงายล้มทั้งโซฟา อีกสองลุกพรวด แต่ยังไม่ทันยืนเต็มที่อรัญก็ถีบพลั่กเข้าบั้นเอว จนมันตัวงอเป็นกุ้งล้มชนกันเอง ตีลังกาข้ามโซฟาไป แก้วเหล้าขวดเบียร์ตกกระจายเปรื่องปร่างอรัญช้อนกระจกโต๊ะขึ้นด้วยปลายเท้า ถีบกระเด็นไปกระทบเปรี้ยงกับใบหน้าของวรเทพที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ล้มลงไปอีกครั้งเจ้าหน้าตี๋ลูกตึ่งนั้ง คว้ากระถางต้นไม้ ทุ่มเต็มเหนี่ยว อรัญเหยียบขวดเบียร์เสียหลักล้มลงก่อนทำให้กระถางลอยผ่านศรีษะไปอย่างเฉียดฉิว สปริงตัวลุกผาง แต่เจอลูกถีบแบบลอยทั้งตัวของเจ้าหน้าตี๋ เซถลาไปชนเสาห้องจุกแอ้กเบี่ยงตัวหลบรองเท้ามันปลาบของวรเทพที่เหยียบหมับหมายยอดอกหวุดหวิด ไม้อัดที่หุ้มประดับเสาแตกเป็นกระบิ อรัญเสยช้อนด้วยท่าเถรกวาดลาน มีอันให้วรเทพลอยล้มครืนทั้งตัวอีกสามย่างสามขุมเข้ามาช่วยลูกพี่ อย่างเป็นต่อ เรียงหน้ากระดานเป็นทีมเวิร์ค“แม่ง….เป็นมวยเหมือนกันนี่หว่า”อรัญพูดกับตัวเองเบา ๆ แต่ไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด ตราบใดที่มันยังไม่ควักเครื่องทันแรง ประเภทปลายแหลมเปี๊ยบ หรือโป้งเดียวจอด เขาถอยหลังออกมาตั้งท่าคุมเชิง เดินวนเป็นวงกลม หนึ่งต่อสี่เขายึกลองเชิง มันยักถอยมันยึกรุกคืน เขาก็ยักถอยบ้าง“เอาแม่ง…”วรเทพร้องแล้วเป็นฝ่ายถลำเข้ามาก่อน อรัญซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ตวัดพลิกแบบจระเข้ฟาดหาง ปลายเท้ายาว ๆ ยันโครมสกัดการรุกของวรเทพเข้าที่ยอดอก จนมันผงะถอย ยักไหล่ลูบอกไปมาเจ้าหน้าตี๋ซึ่งดูจะเป็นมวยกว่าคนอื่น ร้องจ๊าก รุกแทนลูกพี่ เจอแม่ไม้เดิม ถอยหลังกรูดเช่นกัน เห็นไม่เข้าท่าพวกมันเปลี่ยนกลยุทธใหม่ รุกเข้ามาพร้อมกัน อรัญถอยกรูดบ้าง เปลี่ยนตั้งท่ารับใหม่ แต่พวกมันไม่ปล่อยโอกาสให้มากไปกว่านั้น เจ้าหน้าตี๋พุ่งรุกนำหน้า อรัญแตะสกัดเท้ามันแฉลบออก แต่ไม่สามารถต้านรับอีกสามตีนได้ มันพร้อมกับยันโครมเข้ายอดอกเขาเต็มเหยียด“พลั่ก!”“อูย….ไอ้….”อรัญถอยออกมาลูบหน้าอกป้อย ๆ สูดปาก คิดหาวิธีต้านรับ“มันรวมกันอย่างนี้แย่แน่ ต้องให้มันแยกเรียงตัว”อรัญถอยกรูดออกมาถึงประตูที่เด็กเสิร์ฟเปิดรออยู่แล้ว นักท่องราตรีพากันเงียบกริบ ขณะทั้งสี่คุมเชิงกันอยู่ ถ้าใครทำเข็มตกสักเล่มก็คงได้ยิน“เฮ้ย…มันจะหนีว่ะ เอาแม่ง…”วรเทพร้อง เมื่อเห็นอรัญหันหลังมองประตู และถอยออกมาด้านนอก ประตูแคบเกินไปทำให้พวกมันเรียงหนึ่งเดินออกมา อรัญรอจังหวะนี้อยู่แล้ว กระโดดเข้าไปใหม่ วรเทพ นึกแต่ว่าเขาจะหนี จึงไม่ทันระวังตัว ถูกตีนหนัก ๆ เข้าเต็มใบหน้า หงายหลังชนกันล้มระเนระนาด อรัญไม่ปล่อยให้เสียโอกาส ติดตามเข้าย้ำรอยแค้นให้วรเทพด้วยการเสยพลั่กเข้าใบหน้าหล่อนั้น วรเทพหลับสนิทตั้งแต่บัดนั้นเจ้าหน้าตี๋ไม่ได้ล้มตามลูกพี่ เพราะอยู่หลังสุด ใช้ลูกถีบเดิมนำร่องเข้ามาอีก อรัญเบี่ยงตัวหลบนิดหนึ่ง ปักศอกตั้งรอรับใบหน้าขาวซีดนั้น ปั่กเดียวเท่านั้นเองมันร้องเป็นวัวถูกเชือด หน้าผากเปิดเห็นเลือด ถลาไปชนกระจกแตกกระจาย เสร็จไปอีกหนึ่ง อีกสองรายลุกยืน แต่ถอยกรูดเข้าไปในบาร์ใหม่ ไม่กระเหี้ยนกระหืออยากออกมาอีกอรัญก้าวข้ามร่างของวรเทพเข้าไปในบาร์ มันทั้งคู่ถอยกระจาย ออกห่าง เขาเดินเลยเข้าไปหยิบพวงกุญแจที่ตกอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาควงไปมาก่อนเดินเซออกจากบาร์ โดยไม่สนใจเสียงเรียกของใครและใครท้ายทอยเริ่มปวดหนึบ สัมผัสถึงความเปียกเหนียวและกลิ่นคาว จึงได้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเจอเข้าหนักเหมือนกันระหว่างที่ขับรถกลับ สมองเริ่มหมุนติ้ว รถเป๋ไปมา เสียการควบคุม ล้มโครมลงกับพื้นคอนกรีต ลุกขึ้นมาอย่างมึนงงและควบประคองรถคู่กายต่อมาอีกเขามีสติพอที่จะแวะขึ้นไปจอดบนบาทวิถี โทรศัพท์เรียกสุวกรณ์ให้มารับกลับความรู้สึกมันนานแสนนานระหว่างที่รอสุวกรณ์อยู่นั้น อรัญทนรอไม่ไหว จึงพาสังขารที่บอบช้ำควบรถไปตามบาทวิถี บางครั้งมันชนของที่วางเกะกะกระจุยกระจายไม่มีเวลาที่จะไปสนใครจะด่าตามหลังบ้าง เพราะตอนนี้สมองเขามันเบลอแทบหมดสิ้นแล้วหลายครั้งที่รถล้มลงกระแทกจนมึน แต่ก็เพราะความมึนทำให้เขาไม่อาจรู้ว่าควรทำอะไร รู้แต่ว่าตนเองต้องไป ไปให้ไกลน้ำเหนียว ๆ ไหลออกตามรูจมูก เขารู้สึกรำคาญ ใช้มือเช็ดออกจึงได้รู้ว่ามันเป็นเลือดอา….นี่เขาเป็นอะไรไป เขาเป็นอะไรไปกันแน่…ทำไมเลือดออกมากมายอย่างนี้ทำไมตัวเขามันเบาหวิวเหลือเกินบรรยากาศมืดสลัวรอบข้างเหมือนมันกำลังหมุนไปมา อ้อมวนตัวเขาจนอึดอัดแทบหายใจไม่ออกแล้วในบรรยากาศที่ทรมานสุดขั้วนั้น สติที่เบลอมึนงงของเขาก็ดับวูบไป ไม่มีความรู้สึกใด ๆ อีกเลย….
    โปรดติดตามตอนต่อไป โปรดให้ความเห็น หรือให้กำลังใจ เพื่อพัฒนาการเขียนในอนาคตด้วยนะครับ