คืนนั้นเงียบงันกว่าทุกคืน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ส่งเสียงหวีดหวิวแ่เบาซูอวี่หนิงนอนอยู่บนเตียงแข็งกระด้างร่างกายอ่อนล้าจากการเดินทางและความวุ่นวายตลอดทั้งวัน เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ก่อนที่สติจะจมหายไปนางกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง แสงสลัวอบอุ่นโอบล้อมรอบตัวราวกับโลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยหมอกบางๆ
“ท่านแม่…”
เสียงเล็กใสแว่วมาจากด้านหน้าหัวใจของซูอวี่หนิงกระตุกแรงนางเงยหน้าขึ้นมองเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ร่างเล็กจิ๋วถูกแสงห่อหุ้มจนมองไม่ชัดเจน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสว่างใสอย่างประหลาด
“เ้า…”
เสียงของนางแ่เบาราวกับกลัวว่าเพียงเอ่ยออกไป ภาพตรงหน้าจะสลายหายเด็กคนนั้นยิ้มบาง ๆก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด
“อย่ากลัวนะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็ของเด็กทั่วไป
“ข้าจะอยู่กับท่านแม่”
ซูอวี่หนิงรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดนางยื่นมือออกไปอย่างไม่รู้ตัว
“เ้า…คือ…”
“ข้าเอง”เด็กน้อยเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงอ่อนโยน
“คนที่อยู่ในท้องท่านแม่”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรงยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร สีหน้าของเด็กกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยอ่อนโยน…แฝงความกังวลขึ้นมา
“ที่นี่…ไม่ปลอดภัย”เสียงเล็กนั้นเบาลง แต่ชัดเจน
“มีคนไม่อยากให้พวกเราอยู่…”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นวาบ
ซูอวี่หนิงชะงักไป “เ้าหมายความว่า”
“ท่านแม่ต้องระวัง”
เด็กน้อยเอื้อมมือมาจับปลายนิ้วของนาง ัันั้นอุ่น…แต่กลับเลือนราง
“อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ”เสียงค่อย ๆ แ่ลง
ร่างเล็กตรงหน้าก็เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับแสงรอบตัว
“เดี๋ยวก่อน!”ซูอวี่หนิงรีบคว้ามือ แต่กลับััได้เพียงความว่างเปล่า
นางสะดุ้งตื่นทันทีลมหายใจหอบถี่เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามหน้าผาก
ห้องยังคงมืดสนิทมีเพียงเสียงลมพัดดังแ่เบาเหมือนเดิม
“…”
มือของนางรีบเลื่อนลงไปกุมหน้าท้องแน่นหัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด
“เมื่อครู่…” เป็แค่ความฝัน…หรือไม่ใช่?ความรู้สึกอุ่นที่ปลายนิ้วยังเหมือนหลงเหลืออยู่จางๆ ซูอวี่หนิงหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะลูบหน้าท้องแ่เบา แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็แน่วแน่ ไม่ว่าจะเป็ความฝันหรือความจริงคำเตือนนั้น…นางจะไม่ลืม
ห้องทรงงานเงียบงัน
กลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศเสียงลมพัดผ่านผ้าม่านเบา ๆ ยิ่งขับให้บรรยากาศดูเย็นเฉียบ
ร่างสูงของแม่ทัพใหญ่ยืนอยู่กลางห้องแผ่นหลังตรงสง่า มือประสานไว้ด้านหน้า ทว่าปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว
เบื้องหน้าองค์รัชทายาทประทับอยู่โต๊ะทรงงานสีหน้าสงบนิ่ง ดวงตาลึกจนยากจะคาดเดา และข้างกายของพระองค์คือสนมเอก…ผู้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“กระหม่อมมีเื่จะทูลขอพระราชทานความเป็ธรรม”
เสียงของแม่ทัพใหญ่หนักแน่นชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เื่ข้อกล่าวหาที่ว่าบุตรสาวของกระหม่อม…คบชู้”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงเล็กน้อยองค์รัชทายาทไม่ตอบทันที เพียงทอดสายตามองลงมาอย่างนิ่งเฉย
“หลักฐานที่ถูกนำเสนอยังมีช่องโหว่หลายประการ กระหม่อมขอพระราชทานให้มีการตรวจสอบใหม่อีกครั้ง”
น้ำเสียงยังคงสุภาพ…แต่แฝงแรงกดดันอย่างไม่อาจมองข้าม
ความเงียบปกคลุมก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังแทรกขึ้น
“แม่ทัพใหญ่ช่างห่วงใยบุตรสาวยิ่งนัก”น้ำเสียงอ่อนหวาน…แต่แฝงความเย็นเยียบ สนมเอกยกยิ้มบางดวงตาเฉี่ยวคมมองไปยังบุรุษตรงหน้า
“แต่เื่นี้มีพยานมีหลักฐานครบถ้วนแล้ว จะให้ตรวจสอบซ้ำอีก เกรงว่าจะทำให้พระราชอำนาจดูไม่เด็ดขาด”
คำพูดนุ่มนวล แต่ทุกคำคือการ“ตัดทาง”แม่ทัพใหญ่ไม่ได้หันไปมองนางแม้แต่น้อยสายตายังคงจับจ้องไปยังองค์รัชทายาทเพียงผู้เดียว
“กระหม่อมมิได้มีเจตนาล่วงเกินพระราชอำนาจ”
เขากล่าวช้าๆ “เพียงแต่บุตรสาวของกระหม่อม…ไม่ใช่คนเช่นนั้น”
คำสุดท้ายหนักแน่นกว่าที่เคยห้องทั้งห้องเงียบสนิทองค์รัชทายาทยังคงนิ่งสายตาของพระองค์เลื่อนผ่านแม่ทัพใหญ่ไปเพียงชั่วครู่…ก่อนจะหยุดที่สนมเอกราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง
“เื่นี้…ได้ตัดสินไปแล้ว”สุรเสียงเรียบเย็นดังขึ้น
“ไม่จำเป็ต้องตรวจสอบซ้ำ”คำตัดสินสั้นๆ แต่เหมือนดาบที่ฟันลงมาโดยไม่ลังเล
ปลายนิ้วของแม่ทัพใหญ่กำแน่นขึ้นเล็กน้อยเส้นเอ็นปูดขึ้นใต้ิัทว่าใบหน้ากลับยังคงเรียบเฉย
“กระหม่อม…เข้าใจแล้วพะยะค่ะ”เขาค้อมศีรษะลงช้า ๆ
ไม่มีการโต้เถียง ไม่มีการขอร้องเพิ่มเติมราวกับยอมรับทุกอย่าง
สนมเอกยกยิ้มบางมุมปากแฝงความพอใจที่ไม่อาจปิดบัง
แต่ไม่มีใครเห็นในวินาทีนั้นแววตาของแม่ทัพใหญ่เปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความโกรธที่ปะทุออกมาแต่เป็ความเย็นเยียบ…ลึกและนิ่ง
เหมือนผิวน้ำที่สงบ แต่ซ่อนกระแสน้ำเชี่ยวกรากเอาไว้เบื้องล่าง
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งมองตรงไปยังองค์รัชทายาท
“กระหม่อมขอทูลลา”
น้ำเสียงยังคงสุภาพดังเดิมไม่มีสิ่งใดผิดปกติไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ความนิ่งนั้นคือคำมั่นที่ไร้เสียงเขาจะไม่ยอมไม่ยอมให้บุตรสาวของตนถูกใส่ร้ายไม่ยอมให้คนผิดลอยนวลและไม่ยอมให้เื่นี้…จบลงเพียงเท่านี้
ประตูห้องทรงงานปิดลงช้าๆเสียงนั้นเบาแต่กลับเหมือนสัญญาณของบางสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นแม่ทัพใหญ่เดินออกไปตามทางเดินยาวเหยียดแสงแดดสาดลงบนใบหน้าครึ่งหนึ่งอีกครึ่ง…จมอยู่ในเงามืด
“ตรวจสอบใหม่งั้นหรือ…”
เขาพึมพำเบาๆมุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“ไม่จำเป็แล้ว”เสียงนั้นต่ำ…และเย็น “ข้าจะตรวจสอบด้วยตัวเอง”
ตำหนักของสนมเอกเงียบสงบ กลิ่นกำยานหอมละมุนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเสียงน้ำจากกระถางบัวหยดลงทีละหยด สม่ำเสมอจนแทบกลบความคิดฟุ้งซ่าน
สนมเอกนั่งเอนกายอยู่บนตั่งยาวปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ เลื่อนผ่านขอบถ้วยชาอย่างเชื่องช้าสีหน้าสงบนิ่งราวกับไร้เื่กังวล
“เรียนพระสนมหลิน…”
เสียงนางกำนัลดังขึ้นเบา ๆก่อนจะคุกเข่าลง
“มีข่าวจากคนของเรา…แม่ทัพใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเพคะ”
ปลายนิ้วที่กำลังลูบขอบถ้วยชาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“เคลื่อนไหว?”นางเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นไร”
“ท่านแม่ทัพส่งคนไปตรวจบัญชีเสบียงของกรมทหาร…และเรียกขุนนางฝ่ายคลังบางคนเข้าพบเป็การส่วนตัว”
คำรายงานจบลงห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสนมเอกหลุบตาลงเล็กน้อยมุมปากยกขึ้นช้า ๆ
“สมแล้วที่เป็เขา…”
น้ำเสียงแ่เบา คล้ายชื่นชมมากกว่ากังวล
“ข้าก็นึกอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ยอมเฉย”
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยท่าทางยังคงสง่างาม ราวกับเื่ที่ได้ยิน…ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่เป็เพียงเกมที่เริ่มสนุกขึ้น
“แล้วคนของเราล่ะ”นางถามต่อ “จัดการเรียบร้อยหรือไม่”
นางกำนัลก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม
“พวกที่เกี่ยวข้อง…ถูกกำชับแล้วเพคะแต่ยังมีบางส่วนที่อาจ…”
คำพูดขาดหายสนมเอกวางถ้วยชาลงช้าๆเสียงกระทบเบา…แต่ชัด
“ไม่มีคำว่า ‘อาจ’ ในเื่นี้”น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล แต่ความเย็นเยียบกลับแทรกซึมออกมาอย่างชัดเจน
“หากมีใครปิดปากไม่สนิท…ก็ไม่จำเป็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ”
คำสั่งนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่ายราวกับเป็เื่ธรรมดานางกำนัลตัวสั่นเล็กน้อย รีบก้มศีรษะรับคำ “เพคะ!”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง สนมเอกเอนกายพิงตั่งสายตามอง ออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าทำให้ดวงตาคู่นั้นดูสว่าง…แต่เ็า
“ท่านแม่ทัพใหญ่…”นางพึมพำเบา ๆ
“ท่านคิดจะเล่นเกมนี้กับข้าจริง ๆสินะ” มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ก็ดี”
นางหัวเราะในลำคออย่างแ่เบา
“ข้าจะได้รู้ว่า…ระหว่างอำนาจทหารของท่าน”
“กับอำนาจในวังของข้า...ใครจะยิ่งใหญ่กว่ากัน”
ลมพัดผ่านม่านบางให้ไหวพลิ้ว บรรยากาศที่เคยสงบ…เริ่มแฝงความกดดันอย่างชัดเจนเกมที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น