เมื่อซูเหอลุกขึ้นยืนได้ เขาก็มองไปที่หวังเฟยหลงด้วยสายตาที่ประหลาดใจอย่างมาก และมันไม่ใช่แค่ซูเหอคนเดียวที่ประหลาดใจ แม้แต่คนอื่นๆที่ยืนดูอยู่รอบๆก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้ทุกคนอยากรู้อย่างมากหวังเฟยหลงแข็งแกร่งขึ้นในพริบตาเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งๆที่ไม่ได้กินโอสถหรือมีอุปกรณ์อาวุธใดๆเลย
“ เจ้า!!...เจ้าทำได้อย่างไรกัน!? ”
“ เรื่องที่จู่ๆข้าก็มีพลังเพิ่มขึ้นน่ะหรอ? ”
“ เรื่องนั้นไม่สำคัญ เรื่องที่สำคัญจริงๆคือเรื่องของพวกเรา…มันยังไม่จบ ”
สิ้นสุเคำพูดหวังเฟยหลงพุ่งไปประชิดตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าซูเหอพยายามจะหลบแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก จึงไม่สามารถหลบหนีจากหวังเฟยหลงได้
ไม่มีคำว่าปราณี หวังเฟยหลงทั้งต่อยทั้งเตะโดยไม่ได้ปล่อยให้ซูเหอได้มีเวลาพักหายใจ ครั้งนี้มันแทบจะไม่ต่างจากครั้งก่อนเลย ที่ต่างก็มีเพียงครั้งนี้หวังเฟยหลงไม่ได้ใช้โล่เท่านั้นเอง
ผ่านไปเพียงครู่เดียว หวังเฟยหลงก็สัมผัสได้ถึงอันตรายจากด้านหลัง เขาเหลือบตาไปมองก่อนจะพบว่ามีคนพุ่งเขาใส่เขาด้วยสายตามุ่งร้าย หวังเฟยหลงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกระโดดหลบออกไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้รวดเร็วมากนัก แต่เขามีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างมาก และคนที่มาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นห้าอันดับแรก โหวอี้ ผู้ที่ได้อันดับ 3
เมื่อหวังเฟยหลงถอยออกห่างจากซูเหอ โหวอี้ก็เข้าไปดูอาการของซูเหอทันที ตอนนี้ซูเหอสลบไปแล้ว และร่างกายบาดเจ็บค่อนข้างหนัก แล้วไหนจะเรื่องของการบาดเจ็บภายในอีก เขามองย้อนกลับไปที่หวังเฟยหลงและค่อยๆลุกขึ้นยืน
“ เจ้าก็ต้องการเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยสินะ? ”
“ อย่าได้อวดดีให้มันมากนักจะดีกว่า!! ซูเหอคือคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาพวกเราทั้งห้าคน เจ้าคิดว่าด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวนั่นเจ้าจะสามารถเอาชนะพวกข้าทั้งห้าคนได้จริงๆเช่นนั้นหรือ?? ”
ตอนนี้เองที่เหลืออีกสามคนได้ทยอยเดินเข้ามาล้อมหวังเฟยหลงเอาไว้แล้ว หวังเฟยหลงมองไปรอบๆด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น เวลาของสกิลความบ้าคลั่งของทรราชเหลืออีกไม่มากแล้วด้วย ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาทั้งสี่คนแข็งแกร่งกว่าซูเหออย่างแน่นอน โดยเฉพาะอันดับหนึ่ง เขามองมาที่หวังเฟยหลงด้วยสายตาเย็นชา เรียบเฉย
“ หึ!! ให้คนอื่นมาทดสอบความแข็งแกร่งข้าแล้วค่อยกลับไปวางแผนกันมาเล่นงานข้า พวกเจ้าอยากได้ของของข้าขนาดนี้เลยหรือ?? ”
หวังเฟยหลงเค้นเสียง หากไม่ใช่เพราะว่าพลังของเขาน้อยกว่า มีหรือที่พวกเขาจะกล้ามาหาเรื่องหวังเฟยหลงเช่นนี้ หวังเฟยหลงมองไปรอบๆพลางคิดในใจอย่างช่วยไม่ได้ว่า คราวนี้เขาคงต้องแพ้แน่นอน แต่ทันใดนั้นเอง พี่น้องตระกูลฉู่ก็ได้พุ่งเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆหวังเฟยหลง
“ คราวนี้เจ้าคงต้องให้พวกข้าช่วยแล้วละ ข้าจะจัดการที่เหลือเอง ”
เมื่อมองไปที่ทั้งสองคน หวังเฟยหลงก็เห็นสีหน้าจริงจังทันที แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุผลที่ช่วยนั้น บริสุทธิ์ใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกขอบคุณที่ไม่ทิ้งเขา ถึงแม้ในใจของเขาจะไม่อยากสร้างความเดือนร้อนหรือลำบากใดๆให้กับทั้งสองคนแต่ครั้งนี้เขาหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาไม่คิดจะกินโอสถระเบิดพลังเด็ดขาด หวังเฟยหลงยิ้มและกล่าวขอบคุณทั้งสองคนที่ออกมาช่วยเขาเอาไว้
“ ศิษย์พี่ทั้งหลาย พวกท่านจะไม่รังแกกันเกินไปหรือ!? ”
“ ตระกูลฉู่!? นี้ไม่ใช่เรื่องของเจ้าและที่นี้ก็ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาใช้อำนาจตระกูลได้!! ”
“ พวกข้าไม่คิดจะใช้อำนาจของตระกูลหรอก!!...แต่พวกท่านก็ไม่เห็นจำเป็นต้องกดดันหวังเฟยหลงขนาดนี้เลย!! แล้วอีกอย่างมันเป็นเรื่องของข้าเช่นกันเพราะหวังเฟยหลงคือสหายของข้า ”
“ เจ้าคงอยากจะหาเรื่องใส่ตัวสินะ!! แต่เจ้าคงยังไม่ลืมใช่หรือไม่ว่าตัวเจ้านั้นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านพวกข้าได้!! ”
มันเป็นอย่างที่ โหวอี้พูดมาเลย ด้วยพลังของพวกเขาคงไม่สามารถช่วยหวังเฟยหลงได้ มีแต่จะเป็นภาระเสียเปล่า แต่เขาไม่ได้จะต่อสู้ เขามาแก้ปัญหาด้วยการพึ่งใบบุญพี่ชายของเขา เขามองไปรอบๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ มันก็อย่างที่ท่านพูด แต่ท่านคงยังไม่ลืมใช่หรือไม่ว่า พี่ชายของข้าเพิ่งเข้าไปเป็นศิษย์ใน พวกท่านคงยังไม่ลืมใช่หรือไม่!? ”
คำพูดของฉู่หัวป้านั้นทำให้พวกเขาผงะทันที ตอนนี้พวกเขาเข้าใจเหตุผลที่ฉู่หัวป้าพูดถึงพี่ชายเช่นนี้แล้ว ภายในการทดสอบที่จะถึงพวกเขาจะเข้าไปเป็นศิษย์ใน และพวกเขาอาจจะต้องมีปัญหากับฉู่เฟิน ที่เข้าไปเป็นศิษย์ในก่อนพวกเขาทั้งๆที่เข้าสถาบันมาที่หลังพวกเขา และนั่นจะทำให้ชีวิตในสถาบันพวกเขาลำบากมากยิ่งขึ้น
“ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลฉู่!! ”
“ ข้าบอกไปแล้วไงว่าหวังเฟยหลงคือสหายของตระกูลฉู่ เป็นสหายที่พวกเราไม่อาจจะเมินเฉินต่อความเดือดร้อนเขาได้ เพราะฉะนั้นหากพวกท่านเลือกที่จะรุมกันรังแกหวังเฟยหลง พวกข้าตระกูลฉู่ก็จะไม่อยู่เฉยเช่นกัน…ดังนั้นเรามาเดิมพันกันเป็นอย่างไร!? ”
“ เดิมพัน?? ”
“ ใช่แล้ว!! การเดิมพัน คนชนะได้ทุกอย่างไป ส่วนคนแพ้…นอกจากจะเสียทุกอย่างแล้วก็ต้องยอมลามือแต่โดยดี ”
“ เช่นนั้นพวกเราจะประลองกันยังไง!? ”
“ นั่นสิ ตอนนี้คงไม่ได้ เพราะหวังเฟยหลงก็บาดเจ็บ เพื่อไม่ให้พวกท่านเอาเปรียบ การทดสอบจัดอันดับครั้งหน้าเป็นอย่างไร มีพยานเห็นมากมาย คงไม่มีใครสามารถกลับคำพูดและเข้ามาแทรกแทรงได้…พวกท่านคงไม่ใช่ว่ากลัวแพ้หรอกใช่หรือไม่?? ”
“ มันเป็นความคิดที่ดี แล้วจะประลองกับใคร?? ”
“ ก็ต้องขึ้นอยู่กับบหวังเฟยหลงสิ เมื่อถึงวันทดสอบจัดอันดับก็ให้หวังเฟยหลงเป็นคนไปท้าประลอง แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มต้นการเดิมพัน ”
ตอนนี้เองทั้งสี่คนที่เหลืออยู่ต่างก็มองหน้ากัน คนที่ออกไปประลองแล้วสามารถเอาชนะหวังเฟยหลงได้จะได้ครอบครองตำราวรยุทธ์และของต่างๆที่เป็นของหวังเฟยหลง ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะร่วมมือกันแต่หากเป็นการประลองเดิมพันที่ผู้ชนะได้ทุกอย่างเช่นนี้มันก็อีกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!!
“ ไม่ต้องคิด!! ข้าจะประลองกับคนที่แข็งแกร่งที่สุด!! ”
คำพูดของหวังเฟยหลงเป็นดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางอกพวกเขา คนที่แข็งแกร่งที่สุดในห้าอันดับแรกย่อมไม่พ้นอันดับที่ 1 อยู่แล้ว ตอนนี้เองพันธมิตรได้แตกแยกแล้ว พวกเขาไม่ต้องการใช้ชีวิตลำบากที่ชั้นใน ดังนั้นจำเป็นต้องยอมรับข้อเสนอของฉู่หัวป้าเท่านั้น จากนั้นค่อยไปพูดคุยกันที่หลังว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไป
“ ฮ่าๆ ได้ ช้าตกลง!! อย่าลืมคำพูดของเจ้าในวันนี้ด้วยแล้วกัน!! ”
จู่ๆเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมา เขาพูดเสร็จก็เดินจากไปทันที ชายหนุ่มที่เดินจากไปไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น หลินตี้เหยา ชายหนุ่มที่ครอบครองอันดับหนึ่งของศิษย์นอก และเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดของศิษย์นอกตอนนี้
เดิมทีหลินตี้เหยาคิดว่าอีกฝ่ายจะหาข้ออ้างท้าประลองกับคนที่อ่อนแอที่ในในห้าอันดับแรก แต่ไม่คิดเลยว่าหวังเฟยหลงจะเลือกเขาเป็นคู่ประลอง แล้วจะไม่ทำให้เขาชอบใจได้อย่างไร ขอแค่เขาชนะการเดิมพัน เขาก็ไม่ต้องสนหรือกลัวใครอีก
โหวอี้พาซูเหอออกไป ส่วนคนอื่นๆก็แยกย้าย เหลือไว้เพียง หวังเฟยหลงและสองพี่น้องตระกูลฉู่ ฉู่หัวป้าถึงกับถามด้วยความไม่เข้าใจ หวังเฟยหลงสามารถเลือกใครก็ได้ที่ไม่ใช่ หลินอี้เหยา แต่ใครจะไปคิดว่าหวังเฟยหลงที่โผงผางมาเช่นนี้
“ หวังเฟยหลง!! ทำไมเจ้าต้องไปท้าประลองกับ หลินอี้เหยาด้วย เจ้าสามารถท้าประลองกับใครก็ได้ แต่เจ้าก็รู้ว่า หลินอี้เหยาคนนั้นแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆอย่างชัดเจน ”
“ เจ้ามั่นใจว่าจะชนะใช่หรือไม่!? ”
ฉู่หัวป้าถามหวังเฟยหลงด้วยความไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหวังเฟยหลงถึงต้องเลือกทางที่ลำบากและเสี่ยงอันตราย ทั้งๆที่ก็มีทางที่เรียบง่ายกว่าให้เลือก ส่วนฉู่ฟานนั้นเขาไม่ได้แสดงอาการสงสัยในการตัดสินใจของหวังเฟยหลง เขาถามความมั่นใจจากหวังเฟยหลงเท่านั้น ส่วนหวังเฟยหลงก็เข้าใจความเป็นห่วงของทั้งสองคนดี และเขายังรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำที่ทั้งสองคนพยายามช่วยเขาแม้อาจจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนไปด้วยก็ตาม หวังเฟยหลงไม่ได้ตอบเขาทำเพียงยิ้มและพูดขอบคุณเท่านั้น
“ ข้าขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้า หากไม่ได้พวกเจ้าข้าคงไม่อาจผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้โดยง่าย!! ”
“ ข้าละเชื่อเจ้าเลยจริงๆ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เจ้าต้องรีบฝึกฝนเข้าแล้วละ!! ไม่เช่นนั้นเจ้าได้แพ้และสูญเสียทุกอย่างแน่ ”
……….
ภายในห้องโถงผู้นำสถาบัน ชิงเหมาได้มารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับหวังเฟยหลงให้ลู่หยางฟัง
“ เป็นอย่างที่ท่านกังวลจริงๆขอรับ เหมือนพวกนั้นจะเริ่มร้อนรนถึงขั้นเริ่มแทรกแทรงพื้นที่ชั้นนอกแล้ว ”
“ แล้วรู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร?? ”
“ รู้ขอรับ…แต่พวกเราไม่มีหลักฐาน ”
“ ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ ถึงจะยังไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่สสิ่งที่แน่ชัดคิดหวังเฟยหลงจะเป็นอันตราย เขาคือความหวังของสถาบันเรา ดังนั้นเจ้าต้องปกป้องเขาให้ดีๆ!! ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ!! ”
หลังจากชิงเหมาเดินออกจากห้องไป รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของลู่หยาง แม้จะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่หวังเฟยหลงก็ยังสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของเขามาได้ มันเป็นการบอกว่าหวังเฟยหลงไม่ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น และที่ทำให้เขาชอบใจมากที่สุดคือการท้าประลองกับคนที่แข็งแกร่งที่สุด เส้นทางเรียบง่ายไม่เดินชอบเดินเส้นทางที่ยากลำบาก ซึ่งมันจะเป็นผลดีต่อหวังเฟยหลงในอนาคตอย่างแน่นอน
……….
อีกด้านหนึ่ง ในพื้นที่ชั้นในเช่นเดียวกัน ชายวัยกลางคน คนหนึ่งกำลังมองไปยังบนท้องฟ้า พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูชั่วร้าย เขาพึมพันกับตัวเอง
“ เจ้าอาจคิดว่าเจ้ารอดพ้นแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าเจ้ากำลังเดินไปตามแผนที่ข้าวางเอาไว้!! ”
“ ฮ่าๆ ชักอยากจะเห็นสีหน้าสิ้นหวังของตาแก่นั่นอีกรอบแล้วสิ!! ”
……….
กลับมาที่พื้นที่ชั้นนอก ตอนนี้หวังเฟยหลงเหมือนกับมีความแข็งแกร่งที่ไม่มีสิ้นสุด ทุกๆครั้งเขาจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจ และที่เป็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงไม่พ้นการประลองเดิมพันที่หวังเฟยหลงเลือก หลินอี้เหยา และตอนนี้ก็ได้เกิดเดิมพันระหว่างเหล่าศิษย์นอกด้วยกัน นั่นคือการลงเดิมพันว่าใครจะชนะในการประลอง ระหว่างหวังเฟยหลง กับ หลินอี้เหยา
โดยที่คนส่วนมากเลือกที่จะลงข้าง หลินอี้เหยา ความแข็งแกร่งของหลินอี้เหยานั้นต่างจากคนอื่นๆมาก เขาแข็งแกร่งชนิดที่ว่าไม่เป็นไม่มีใครกล้าท้าทายอันดับของเขา เพราะคนที่แข็งแกร่งกว่าหลินอี้เหยานั้นก็เข้าเป็นศิษย์ในหมดแล้ว ส่วนหวังเฟยหลงนั้นคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปีเพื่อที่จะสามารถทัดเทียมและแข็งแกร่งที่สุดได้
เมื่อมีคนส่วนมากก็ต้องมีคนส่วนน้อย ด้วยอัตราต่อรองที่มากขนาดนี้ หลายคนจึงเสี่ยงดวงด้วยการลงเดิมพันข้างหวังเฟยหลง และสองพี่น้องตระกูลฉู่ก็ลงเดิมพันที่ข้างหวังเฟยหลงเช่นกัน ส่วนสิ่งที่จะใช้เป็นของเดิมพันก็ย่อมต้องไปพ้น โอสถเสริมปราณ ที่ได้รับจากสถาบันนั่นเอง
“ เจ้าไม่ได้ทักท้วงอะไรกับหวังเฟยหลง เจ้าบอกข้าสิว่าเหตุใดหวังเฟยหลงต้องเลือกทางที่ลำบากเช่นนี้ด้วย!! ”
“ เส้นทางการฝึกฝนนั้นง่ายดายตั้งแต่เมื่อใด ยิ่งลำบากก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ท่านลืมคำสอนที่พี่ใหญ่พูดแล้วหรือไง?? ”
“ ก็หมายความว่าหวังเฟยหลงต้องการท้าทายตัวเองสินะ!! ”
“ ก็ใช่น่ะสิ!! ยิ่งผ่านความยากลำบากมาเท่าใดก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้าเช่นนี้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง ท่าน…ท่านควรเอาอย่างหวังเฟยหลงเขา ไม่ใช่อ้างชื่อพี่ใหญ่!! ”