ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 148 นักเชิดศพ ลมยาวลมสั้น

    เมื่อเห็นหางหนูที่ทั้งยาวทั้งเรียวเช่นนั้นผมรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

            แต่ท่านฮุยกลับไม่ใส่ใจพวกเราเลยแม้แต่น้อย หางที่แกว่งไปมานั้นงอพับแล้วใช้ปลายหางแงะกล่องที่วางอยู่บนพื้น

            หางนั้นคีบเอาพู่กันด้ามใหญ่ออกมาหนึ่งด้าม

            ขณะเดียวกัน ท่านฮุยก็ก้าวไปยืนอยู่หน้าศพที่เรียงกันเป็นแถว

            สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การจับหรือยกศพ แต่กลับเป็นการนั่งยองลงแล้วลูบหนวดเลขแปดของตัวเอง จากนั้นก็อ้าปากเล็กน้อยพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

            ลมหายใจนั้นเป็นหมอกสีเทาที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            หมอกสีเทานั้นผสมกับหมอกสีเขียวอ่อนจากร่างของเขาแล้วพุ่งเข้าสู่ปากและจมูกของศพเบื้องหน้า

            เห็นดังนั้น ผมรู้สึกเย็นวาบในใจ รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

            การเป่าลมหายใจใส่ศพเป็นข้อห้ามสำคัญในการจัดการศพ

            แต่ก่อนตอนอยู่บ้าน ผมเคยได้ยินมาว่า เมื่อคนตายไปจะกลายเป็นศพ

            หากศพได้รับ 'ไอชีวิต' จากสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะลมหายใจจากปากของคนที่ยังมีชีวิต ศพอาจเกิดความผิดปกติขึ้นหรือแม้กระทั่งลุกขึ้นมาทำร้ายคนได้

            แน่นอนว่าการเป่าลมหายใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการทำให้ศพกลับฟื้นขึ้นมา

            แต่มันก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์นั้นได้

            ด้วยเหตุนี้เองที่ศาลาบำเพ็ญกุศลมักจะห้ามไม่ให้สัตว์อย่างแมวหรือหมาเข้าใกล้ศพ

            หากซินแสเห็นเข้า ก็มักจะไล่สัตว์เหล่านั้นออกไปทันที เพราะกลัวว่าพวกมันอาจเป่าลมหายใจใส่ศพ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติเช่น ศพขึ้นขน หรือเกิดอาถรรพ์หลังการฝังศพ

            แต่ท่านฮุยกลับตั้งใจเป่าลมหายใจใส่ศพเช่นนี้

            ต้องเข้าใจก่อนว่า ศพเหล่านี้ไม่ใช่ศพธรรมดาหากแต่เป็นศพที่ตายอย่างผิดธรรมชาติด้วยความอาฆาตทั้งนั้น

            ถ้าหากเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริงจะไม่เป็นอันตรายหรือ

            แต่ท่านฮุยดูไม่หวั่นเกรงอะไรเลย เขาทำเช่นนี้กับทุกศพ

            ทุกศพล้วนได้รับลมหายใจจากเขาเป็นจำนวนสองครั้งเท่ากัน

            อาจารย์ที่อยู่ข้างๆ ผมยังคงสงบนิ่งซึ่งหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแน่

            ผมจึงก้มหน้าถามอาจารย์เบาๆ ว่า “อาจารย์ท่านฮุยเป่าลมหายใจใส่ศพแบบนี้ มีความหมายอะไรหรือเปล่า”

            อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย แล้วตอบว่า “สังเกตความยาวของลมหายใจเขาดูสิ”

            ความยาวของลมหายใจ?

            ผมชะงักไปเล็กน้อย แล้วตั้งใจสังเกตใหม่อีกครั้ง

            พบว่า แม้ท่านฮุยจะเป่าลมหายใจใส่ศพสองครั้ง แต่ครั้งแรกจะยาวหลายวินาที ส่วนครั้งที่สองจะสั้นมากไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำ

            “หนึ่งยาว หนึ่งสั้น สองลมหายใจ”

            ผมเอ่ยเสียงต่ำ แล้วพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้

            ผมจำได้ว่าในบันทึกของอาจารย์ปู่เคยกล่าวไว้ถึงเรื่องนี้

            มนุษย์กลัว "สามยาวสองสั้น" ผีกลัว"สองสั้นหนึ่งยาว" ศพกลัว "หนึ่งยาวหนึ่งสั้น"

            หากทั้งสามกรณีนี้ปรากฏขึ้นตรงตามที่มนุษย์ ผีหรือศพเกี่ยวข้องก็จะนำพาหายนะใหญ่หลวงตามมา

            อย่างเบาอาจแค่โชคร้ายหรือได้รับบาดเจ็บอย่างหนักอาจถึงขั้นสิ้นชีพหรือลากญาติพี่น้องต้องรับเคราะห์ไปด้วย

            แต่ในบันทึกของอาจารย์ปู่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับคำกล่าวนี้เลย

            ในสามกรณีนี้ เรื่อง “สามยาวสองสั้น”ที่มนุษย์กลัวนั้นเข้าใจง่ายที่สุด มันหมายถึงลางแห่งความตาย

            ส่วน “สองสั้นหนึ่งยาว” ที่ผีกลัวน่าจะหมายถึงลำดับของการจุดธูปเทียน? ผมเคยเห็นแนวคิดนี้ในหนังของหลินเจิ้งอิงหลายเรื่อง

            แต่ “หนึ่งยาวหนึ่งสั้น” ที่ศพกลัวนั้น ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย

            จนมาเห็นกับตาในตอนนี้ ผมเริ่มจะเข้าใจบ้างแล้ว หรือว่าสิ่งนี้หมายถึง“ปราณ”... ปราณอาถรรพ์ร้าย?

            การเป่าลมหายใจของท่านฮุยคือการปลุกให้ศพเกิดปฏิกิริยา?

            “อาจารย์ เขาต้องการปลุกศพให้ฟื้นขึ้นมาหรือ”

            เมื่อเห็นสีหน้าผมตื่นตระหนก อาจารย์ยื่นมือมาตบเบาๆ ที่หลังมือผม “อย่าตกใจไป แม้ไอชีวิตยาวหนึ่งสั้นหนึ่งสองลมหายใจจะปลุกศพให้ฟื้นคืนได้แต่นายรู้หรือเปล่าว่า ในเซียงซีมีอาชีพหนึ่งเรียกว่า ‘นักเชิดศพ’?”

            นักเชิดศพแห่งเซียงซีขึ้นชื่อไปทั่วแผ่นดิน แม้แต่ในปัจจุบันเมืองโบราณเฟิ่งหวงก็ยังมีแสดงการเชิดศพให้ผู้คนได้ชม

            ผมพยักหน้ารัวๆ ทันที “เคยได้ยินครับอาจารย์หมายความว่าท่านฮุย...เป็นนักเชิดศพงั้นเหรอ”

            ผมพูดตามที่เดาไว้ แต่ยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อย

            ทว่าอาจารย์กลับพยักหน้า “ใช่เขาคือหนึ่งในนักเชิดศพ”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมถึงกับสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งอย่างอดไม่ได้

            แต่ท่านฮุยนี่เป็นภูตหนูไม่ใช่หรือเขากลับเชี่ยวชาญศาสตร์การเชิดศพด้วย!

            ในขณะที่ผมกำลังงุนงงท่านฮุยลากปลายหางที่มัดพู่กันไว้ไปยังหน้าศพเหล่านั้น

            ปลายหางแกว่งไปมา ใช้พู่กันวาดวงกลมเล็กๆลงบนตำแหน่งหน้าอกของศพแต่ละร่าง

            พอวาดเสร็จ หางยาวของเขาก็วางพู่กันกลับคืนลงกล่อง

            แล้วใช้หางเกี่ยวกระดิ่งสีเงินชิ้นหนึ่งออกมา

            “แปะๆ” เขายืนอยู่หน้าเหล่าศพ แล้วตบมือเบาๆ สองทีก่อนตะโกนเสียงยาวว่า “ลุกขึ้น!”

            เสียงลากยาวนั้นดังก้องไปทั่ว

            กระดิ่งเงินที่แขวนอยู่ปลายหางของเขาสั่นไหวส่งเสียง “กรุ๊งกริ๊งกรุ๊งกริ๊ง” ดังชัดเจน

            เสียงนั้นใสกังวาน ต่างจากเสียงกระดิ่งทองแดงที่ผมใช้เมื่อครู่ชัดเจน

            จากนั้นศพทั้งเก้าร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นเริ่มขยับตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทีละร่างราวกับฟื้นคืนชีพ

            ผมกลั้นหายใจ จ้องตาไม่กะพริบ

            นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นศพ 'ฟื้นคืนชีพ' กับตาตัวเอง ไม่อาจอธิบายความตกใจในใจได้เลย

            ศพแต่ละร่างเริ่มขยับ ลุกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆท่าทางแข็งกระด้างและเก้งก้าง

            เมื่อแต่ละร่างลุกขึ้นได้ก็ยืนอยู่กับที่อย่างเงียบเชียบไม่มีอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า นิ่งงันไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

            “ศพฟื้นแล้ว!”

            ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ

            ท่านฮุยหันกลับมามองผมแวบหนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าดูฝืนและไม่เป็นธรรมชาติ แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงถือกล่องเครื่องมือ แล้วใช้หางสะบัดกระดิ่งเงินให้สั่นดัง“กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง” ลักษณะคล้ายกับตอนที่ผมใช้กระดิ่งเรียกวิญญาณ

            แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เปล่งเสียงตะโกนออกมา “คนตายออกเดิน คนเป็นหลีกทาง!”

            พูดพลางเดินนำไปข้างหน้า...

            ศพที่อยู่ด้านหลังหลายร่างนั้นต่างเดินตามไปด้วยท่าทางงุ่มง่ามร่างเอนไปมาเหมือนกับหุ่นไร้วิญญาณ

            ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งหวาดหวั่นทั้งตื่นเต้น

            ที่ผ่านมาผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกผีดิบจากในหนังสืออยู่บ้าง

            ผีดิบมีหลายระดับ ระดับต่ำสุดคือแบบที่ยังไม่แข็งตัวเต็มที่จะสามารถเดินได้เช่นนี้

            ผมเลยเอ่ยถามอาจารย์ว่า “อาจารย์ศพพวกนี้น่าจะเป็นผีดิบระดับต่ำสุดที่เรียกว่า 'ศพเดินได้'ใช่ไหมครับ”

            อาจารย์จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน ก่อนจะส่ายหัวช้าๆ แล้วตอบว่า “ยังห่างไกลนัก ศพพวกนี้แม้จะได้รับไอชีวิตหนึ่งยาวหนึ่งสั้นเข้าไปถูกกระตุ้นให้มีปราณศพ แต่ยังไม่ได้กลายเป็นผีดิบอย่างแท้จริง เจ้าหนูนี่เพียงใช้คาถาควบคุมปราณศพในตัวศพ ทำให้ศพพวกนี้สามารถเดินได้ชั่วคราวเท่านั้น

            "นายลองดูที่กระดิ่งเงินบนหางเขาดีๆ ตราบใดที่กระดิ่งยังไม่แตะพื้น ศพพวกนี้ก็จะยังมีลมหายใจหนึ่งยาวหนึ่งสั้นอยู่ในลำคอ และปราณศพก็จะยังคงอยู่ 

            "แต่หากกระดิ่งหล่นแตะพื้นเมื่อไร ลมหายใจในคอของศพพวกนี้จะหลุดออกมา ปราณศพที่สะสมอยู่จะสลายหายไป ถึงตอนนั้น ศพเหล่านี้ก็จะกลับไปเป็นศพธรรมดาอีกครั้ง

            "วิธีนี้เป็นหนึ่งในศาสตร์เชิดศพแห่งเซียงซีเรียกว่า ‘วิชาเชิดศพ’”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมหันไปมองท่านฮุยที่ยังคงเขย่ากระดิ่งอยู่แล้วอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามเบาๆ ว่า “อาจารย์เขาไม่ใช่ปีศาจที่บำเพ็ญจนสำเร็จหรือ ทำไมถึงรู้วิชาเชิดศพของเซียงซีด้วย”

            อาจารย์สะบัดเถ้าบุหรี่เบาๆ แล้วตอบว่า “อดีตผู้อำนวยการของฌาปนสถานไป๋สือเป็นนักเชิดศพจากเซียงซี เจ้าหนูตัวนี้เป็นหนูที่เขาเลี้ยงไว้ มันจึงได้เรียนรู้วิชาเชิดศพไปบ้าง แต่หลังจากอดีตผู้อำนวยการจากไป เคล็ดวิชานี้ก็ขาดช่วง ปัจจุบัน ทั้งเมืองเจียงเฉิงมีแค่เจ้าหนูเฒ่าตัวนี้เท่านั้นที่ยังใช้วิชาเชิดศพได้”

            หัวใจผมสั่นสะท้าน

            ไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังของท่านฮุยจะมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่ด้วย...


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน