เมื่อเสียงเริ่มบททดสอบที่สองดังขึ้นเฟยหรงเดินหน้าไปสามเก้าก่อนที่เขาจะให้พวกขุมกำลังเทพสมุทรถอยออกไปให้ห่างส่วนขุมกำลังอื่นนั้นเฟยหรงไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของชายหนุ่มประตุขนาดใหญ่สีทองได้เปิดขึ้น ร่างเงาของชายหญิงที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์แต่นัยตา เขา และปีกกลับเป็นสีดำสนิทอีกทั้งร่างกายมังมันยังมีอักขระคล้ายกับเผ่าพันธุ์พฤกษาขึ้นมาทั่วตัวอีกด้วย
"เหอะ พลังสายเลือดของเผ่าอาชูร่างั้นหรือ หากเดาไม่ผิดมันคือปราณคำสาปที่กัดกินพลังชีวิตของผู้ที่สัมผัสสินะ"เฟยหรงมองพวกมันอย่างระบัดระวังกระบี่วารีสวรรค์ได้ถูกเรียกออกมาเป็นที่เรียบร้อย
"เจ้าพวกเจ้าบัลลังก์นั่น!! คิดจะให้พวกเราเป็นบัลลังก์ให้พวกกระจอกพวกนี้งั้นหรือ ฮ่าๆๆ ดี! ข้าจะได้ฆ่ามันเสียให้หมด!!"เผ่าอาชูร่ากล่าวขึ้น พร้อมแสยะรอยยิ้มที่ดูน่าหวาดกลัวลมปราณสีดำมืดระเบิดออกจากเผ่าพันธุ์อาชูร่าในทันทีในเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่หวาดกลัวพวกมัน
"นั่นมันเจ้าของลมปราณอาฆาตพวกนั้นนี่!!"
"แย่แน่ๆแบบนี้ แค่ลมปราณของพวกมันก็ฆ่าพวกเราเป็นผักปลาแบบนี้พวกเราจะรอดไปได้อย่างไร!"
เหล่าขุมกำลังต่างๆแตกตื่นอย่างถึงที่สุดผิดกับเผ่าพันธุ์วิหคเพลิงและตำหนักอาญาสวรรค์ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในโหมดระมัดระวังสุดขีด โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์วิหคเพลิงที่ตอนนี้มีรอยอักขระสีแดงชาดขึ้นมาตามตัวนั่นเป็นสัญญานว่าพวกเขาเรียกใช้พลังสายเลือดเรียบร้อยแล้ว
"ก่อนอื่นก็เริ่มจะประเดิมเล็กๆน้อยๆ"เฟยหรงพุ่งทยานไปอย่างรวดเร็ว กระบี่วารีสวรรค์ฟาดฟันไปที่คอของหัวหน้าเผ่าอาชูร่าอย่างจัง ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วมากจนขุมกำลังต่างๆไม่อาจมองได้ทันแต่ถึงกระนั้นทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่ชายหนุ่มคิด
"เพล้ง!!"
เสียงกระบี่กระทบเข้ากับผิวหนังของหัวหน้าเผ่าอาชูร่าอย่างจังแต่มันกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดขวนเลยสักนิดเดียว หัวหน้าเผ่าอาชูร่าแปลกใจในความเร็วของเฟยหรงเล้กน้อยมันหันมาพร้อมปล่อยหมัดที่เต้มไปด้วยปราณคำสาปใส่เฟยหรงอย่างรวดเร็ว แต่ชายหนุ่มกลับหลบได้อย่างง่ายดายและใช้โอกาสนี้ฟาดฟันกระบี่ใส่อาชูร่าคนอื่นที่เหลือ แม้จะมีรอยขีดข่วนให้เห็นแต่กลับไม่ได้มากมายอะไรอย่างที่เฟยหรงคาดไว้สักนิดเดียว
"ผิวหนังแข้งแกร็งกว่าจักรพรรดิมังกร!"เฟยหรงกล่าวขึ้น พร้อมพุ่งตัวไปอีกครั้งแต่ในครานี้กลับไม่ได้ใช้กระบี่วารีสวรรค์แต่อย่างใดแต่เป็นหมัดเปล่าๆ
"ฮ่าๆๆโง่เขลา แค่หมัดเปล่าๆไม่มีทางทำอะไรข้า.........อุ๊ก!!"
"ตูม!!"
ยังพูดไม่ทันขาดคำหมัดของเฟยหรงก็พุ่งไปยังท้องของมันจนปลิวไปติดกำแพงในทันที ในเวลานี้ร่างกายของเฟยหรงปรากฏชั้นเกล้ดขึ้นมาหลากสีงดงามและไร้ที่ติ
"ดูเหมือนจะไม่ได้แข้งแกร่งเท่าเกล้ดของเทพเจ้ามังกรนะ!!"เฟยหรงกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่เสียงของเขากลับกังวาลไปทั่วทั้งบริเวณ ขุมกำลังระดับกลางและระดับต่ำอาจจะไม่เข้าใจความหมายของมันมากนัก แต่ขุมกำลังระดับสูงที่ได้ยินสีหน้าก็เหม่อลอยขึ้นมาในทันที เทพเจ้ามังกร!! ทำไมพวกเขาจะไม่รู้จัก เผ่าพันธุ์เทพมังกรที่เป็นตำนานหลายคนกล่าวว่ามันหายสาบสูญไปแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ คำว่าเทพเจ้ามังกรนั้นใช้กับเทพมังกรตัวเดียวที่ท่องไปได้ทั้วทุกจักรวาลอย่างอิสระและเป็นที่หวั่นเกรงแก่ทุกขุมกำลังในจักรวาลดังนั้นพวกผู้นำระดับสุงของขุมกำลังต่างๆจึงมีคำสั่งเอาไว้ ว่าหากพบเจอเทพเจ้ามังกรที่ใด ห้ามไปมีปัญหาด้วยเป็นอันขาด ความยิ่งใหญ่นี้เกิดความคาดหมายของใครต่อใครไปมาก แล้วชายคนนี้ที่เอ่ยคำว่าเทพเจ้ามังกรออกมาง่ายๆเพียงนี้จะไม่ให้พวกเขาตกใจได้อย่างไร
"มะ ไม่จริงใช่ไหม! นะ นี่ชายคนนี้ได้รับการประทานพรจากตัวตนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ!!"เฟิงหยาลี่กล่าวขึ้นอย่างตื่นตระหนก ในตอนแรกนางเพียงคิดว่าชายคนนี้ช่างแข็งแกร่งและน่าสนใจเท่านั้นไม่คิดว่าจะมีพรสวรรค์ฟ้าประทานอะไรเช่นนี้ ยิ่งได้รับรู้ถึงพลังของเฟยหรงมากเท่าไรนางยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้นและยังอยากจะค้นหาความลับในกายของเขามากขึ้นไปอีก
"เกราะเทพมังกรนิรันทร์กาล"เฟยหรงอยู่ในชุดเกาะเกล็ดมังกรของเขาในทันทีเวลานี้เขาช่างดูสูงส่งและแข็งแกร่งเกินใคร ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยจูชิง หลงเสียว เฟิงหยาลี่ ล้วนแต่ไม่ใช่คู่ต่อสู้
"อั๊ก!!"
"พรวด!"
หัวหน้าอาชูร่าที่ตั้งหลักได้กระอักเลือดในทันที แววตาสีดำสนิทมองไปที่เฟยหรงที่ตอนนี้เหมือนดังนักรบแห่งมังกรกำลังมองมันอย่างเรียบเฉยๆในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมที่จะพ่ายแพ้
"ไม่จริง!! มนุษย์ชั้นต่ำจะมีพลังเช่นนี้ได้อย่างไร!!"มันกล่าวอย่างไม่เชื่อ การโจมตีเมื่อครู่เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ได้ประสานพลังปราณมันยังรับไม่ได้กายาเกือบแตก หากประสานปราณไปด้วยมันไม่มอดม้วยเลยหรือ เหล่าอาชูร่ามองเฟยหรงอย่างขวัญผวาความโหดเหี้ยมที่พวกมันกำลังจะสำแดงเมื่อครู่หายเป็นกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
เฟยหรงไม่ได้ปล่อยพวกมันไว้นานเกินไป กายเทพมังกรนิรันทร์กาลของเขาเปล่งประกาย ท่าร่างเทพมังกรเหินเวหาถุกเรียกใช้ในทันทีในเวลานี้ต่อให้เผ่าอาชุร่าเหลือว่าขุมกำลังต่างๆไม่สามารถมองการเคลื่อนไหวของตัวเขาได้ทันแม้แต่คนเดียว ชั่วพริบตาที่เฟยหรงหายไปพอมองไปอีกทีชายหนุ่มก็ยืนอยู่ด้านหลังพวกอาชูร่าแล้ว
"ดับสูญ!!"พวกอาชูร่าพากันตกตะลึงอย่างถึงที่สุดพวกมันหันไปหาเฟยหรงด้วยท่าทีประหลาดใจ สักพักหนึ่งมันจึงจะรู้สึกเจ็บบริเวณตรงกลางหน้าอกพอก้มลงมองปรากฏว่าบริเวณหน้าอกของมันมีรูโหว่ขนาดใหญ่ที่น่าหวาดกลัว
"จะ เจ้า!!"เหล่าอาชูร่าระดับราชันเทวะพากันล้มลงในทันที ในใจแม้จะไม่ยินยอมแต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเวลานี้มันต้องตายแน่แล้ว เฟยหรงมองไปที่พวกมันอย่างเมินเฉยในใจเต็มไปด้วยความผิดหวังขึ้นมาช่วงช่วยไม่ได้ เผ่าอาชูร่าอ่อนแอกว่าที่เขาคิดเอาไว้ หากเจ้าบัลลังก์คนใดได้ยินคำนี้มีหวังคงได้กัดลิ้นตายเป็นแน่ ที่เห็นทุกอย่างง่ายดายเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเผ่าอาชูร่าอ่อนแอแต่เป็นเฟยหรงต่างหากที่แข็งแกร่งจนผิดปกติเกินไปจนทำให้เป็นแบบนี้
เกราะเทพมังกรนิรันทร์กาลของเขาถูกปลดออกในทันทีในเวลานี้เฟยหรงกลายเป็นสงบเยือกเย็นตามเดิม ชายหนุ่มเดินไปยังเผ่าเทพสมุทรที่กำลังอึ้งงันอยู่นั้นเขาก็เรียกพวกเขาโดยพลันให้อีกฝ่ายรีบเดินมาได้แล้ว ซึ่งเป่ยหานและเป่ยหานเยว่ก็พาพวกของตนเองเดินไปในทันที ในเวลานี้ใจศรัทธาของพวกเขาที่มีให้เฟยหรงทวีคูณมากกว่าเก่าเป็นร้อยเท่าพันเท่าก็ว่าได้
"ท่านเฟยหรง ท่านยอดเยี่ยมไปเลยนะเจ้าคะ พลังลมปราณของพวกมันน่ากลัวขนาดนั้นแต่ท่านกลับจัดการได้ภายในพริบตา"เป่ยหานเยว่เดินมาเข้ามาคุยกับเฟยหรงดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ เฟยหรงได้เห้นเขาก็อดเอ็นดูไม่ได้แม้หญิงสาวคนนี้จะไม่ได้งดงามเทียบเท่ากับภรรยาทั้งหลายของเขาแต่นางกลับมีความน่ารักใสซื่อเป็นเอกลักษณ์อย่างเห็นได้ชัด
"งั้นหรือ หากเจ้าตั้งใจฝึกฝน ก็คงจัดการมันได้เช่นกัน ที่โลกของข้าน่ะมีหยิงสาวอยู่คนหนึ่งแม้นางจะไม่ได้มีสายเลือดเทพสมุทรเต็มสิบส่วนแต่เรียกได้ว่านางคือยอดอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ นางทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกฝนอย่างหนักจนในเวลานี้อายุเพียงสองหมื่นปีเท่านั้น นางกลับเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเทวะแล้ว"เฟยหรงว่ากล่าวเป็นแรงบันดารใจให้หยิงสาว แน่นอนคนที่เขาหมายถึงไม่ใช่ใครนอกจากเป่ยลู่หลินนั่นเอง
"อืม ข้าจะพยายามฝึกฝนอย่างหนักเจ้าค่ะ"เป่ยหานเยว่กล่าวขึ้น พร้อมจิตใจที่มุ่งมั่นหลายปีมานี้นางเกียจคล้านจนท่านพ่อและพี่ชายของนางต้องบ่นเป็นประจำ หลังจากได้เห็นพลังของเฟยหรงและได้ยินสิ่งที่เฟยหรงเล่ามันก็เหมือนทำให้นางมีแรงกระตุ้นขึ้นมาในทันที
เฟยหรงและเหล่าขุมกำลังเทพสมุทรเดินทางมาถึงโถงสุดท้ายที่ตอนนี้เต็มไปด้วยไอปราณอาฆาตดังเดิมแต่ไม่ได้พุ่งเข้ามาทำร้ายเขาแต่อย่างใดชายหนุ่มหยุดชะงักในทันใด ขุมกำลังด้านหลังเองก็หยุดลงเช่นกัน เสียงหลากหลายนั้นก็ดังขึ้นมาอีกหนึ่งครา
"บดทดสอบสุดท้ายจำกัดจักรพรรดิเทวะอาชูร่าสิบคน"เมื่อได้ยินเช่นนั้น ขุมกำลังต่างๆพากันตื่นตระหนกกันในทันทีนี่เขาพูดไม่ผิดใช่ไหมจักรพรรดิเทวะ ใช่ คนที่จัดการง่ายดายเช่นนั้นเสียที่ไหนกัน ยิ่งคิดขุมกำลังต่างๆก็ได้แต่สั่นกลัวมีเพียงขุมกำลังวิหคนเพลิงและตำหนักอาญาสวรรค์เท่านั้นที่ก้าวเดินมาอยู่ข้างซ้ายและขวาของขุมกำลังเทพสมุทรพร้อมปล่อยพลังสูงสุดออกมา
"อะไรกันคิดว่าก็คิดว่าจะมีแต่พวกกลัวตายเสียอีก"เฟยหรงกล่าวอย่างถากถาง เฟิงหยาลี่ถึงกับเอามือป้องปากหัวเราะออกมา "พูดอะไรอย่างนั้นละหนุ่มน้อย พี่สาวคนนี้เองก็อยากจะสู้เหมือนกันนะ แต่เจ้าดันทำลายมันหมดในชั่วพริบตาจะให้พี่สาวคนนี้ทำอย่างไร"
หญิงสาวพูดพร้อมทำท่าทีหว่านสเน่ห์เฟยหรงที่เห็นถึงกับผงะไปในทันที ให้ตายสินางช่างเหมือนกับเฟิงเสวียเสียจริงๆพอเฟยหรงมองไปยังทรวดทรงองค์เอวของอีกแล้วนั้นมันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นี่คงจะเป็นหน้าอกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลยก็ว่าได้
"หุหุ น้องชายเจ้ามองพี่สาวเช่นนี้ พี่สาวก็เขินเป้นเหมือนกันนะ พอจบจากเรื่องนี้แล้วเราไปหาที่ดื่มน้ำชากันหน่อยดีหรือไม่"ท่าทียั่วยวนของนางทวีคูนขึ้นในทันใดเฟยหรงที่ได้ยินถึกกับขนลุกขึ้นมาในทันที นี่คือคำเชื้อเชิญจากนางมารร้ายชัดๆ "อะแฮ่ม หากเชิญไปดื่มน้ำชาเฉยๆข้าคงจะต้องขอผ่านละนะ แต่หากมีอย่างอื่นด้วยก็ไม่แน่"เฟยหรงกล่าวขึ้นในทันที การที่หญิงสาวที่งดงามเชื้อเชิญเช่นนี้อีกทั้งเขาไม่ได้มีความแค้นกับอีกฝ่ายแต่อย่างใดหากปฏิเสธไปเกรงว่าจะไม่ใช่บุรุษเป็นแน่แท้
"หึ!! พวกบ้าตัณหา!"เมื่อเห็นท่าทีเจ้าชู้ของเฟยหรง เซี่ยจูชิงทำท่าทีไม่พอใจ แต่ก็เท่านั้นเฟยหรงไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อยนั่นไม่ใช่อะไรนอกเสียจากในกายของนางนั้นมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภรรยาของเขาอยู่และตัวเขาไม่อาจที่จะยอมรับได้นั่นเอง
"เหอะ!"เฟยหรงเค้นเสียงแสดงถึงความไม่พึงพอใจเช่นกัน ในเวลานั้นประตูวิหารก็เปิดขึ้นพร้อมกับร่างกายเผ่าพันธ์อาชูร่าที่มีสี่เขาสีปีกดวงตาแดงกล่ำดูน่าหวาดกลัว เฟยหรงที่เห็นดังนั้นในใจรู้สึกทั้งสั่นสะท้านและตื่นเต้นปราณคำสาปของพวกมันนี้แข้งแกร่งกว่าปราณคำสาปของเหล่าราชันเทวะเมื่อครู่อย่างนับไม่ได้ ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปิดฉากโจมตีออร่าดำมืดก็ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณพร้อมกับพลังปราณที่ลดลงไปถึงสามส่วนด้วยกัน เฟยหรงรู้ได้ในทันทีว่าพลังนี้คือเขตแดนที่ใช้ในการทดสอบที่หนึ่งอย่างแน่นอน