ยันต์อาคมผนึกอสูร! แผ่นยันต์ที่เต็มไปด้วยอาคมนั้นถูกขว้างซัดจากมือของถังเฟยหู่ไปอย่างแม่นยำที่ใจกลางหน้าผากของอสรพิษวารีแม้มันอยากจะหลบรอดไปเพียงไหนก็ตามแต่มันเหนื่อยล้าและบาดเจ็บเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้และถึงแม้ว่าตาข่ายเหล็กของสำนักแปดดาราจะสลายหายไปแล้วก็ตาม
แต่มนุษย์ตรงหน้าของมันกลับใช้เท้าเหยียบลงไปบนหางของมันเพื่อไม่ให้มันขยับเคลื่อนไหวและหนีไปได้ มันร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและในตอนนั้นเองที่ยันต์แผ่นหนึ่งประทับบนหน้าผากของมันแผ่นยันต์นั้นได้เกิดแสงอาคมสีเหลืองสว่างจ้าออกมา
เส้นแสงสีเหลืองเหล่านั้นได้เปลี่ยนรูปจนกลายเป็นโซ่อาคมแสงและเข้ารัดร่างกายของอสรพิษวารีทั้งร่างเอาไว้จากนั้นจึงได้เกิดความเชื่อมต่อบางอย่างขึ้นระหว่างตัวของถังเฟยหู่กับโซ่อาคมเหล่านั้น
สิ่งนี้คล้ายกับความรู้สึกตอนที่เฮยกุ่ยและเหล่าค้างคาวตัวน้อยได้สวามิภักดิ์ยอมกลายเป็นทาสอสูรของเขาแต่ความรู้สึกในตอนนี้กลับคล้ายน้อยกว่ากันมากนักในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู้ได้เร่งเร้าพลังและความต้องการของตนขึ้นภายใต้จิตใจที่อ่อนแอลงเรื่อยๆของอสรพิษวารีกลับไม่อาจต่อต้านจิตที่เข้มแข็งกว่าของถังเฟยหู่ได้
ไม่นานนักอสรพิษวารีก็สิ้นท่าในที่สุดมันได้สลายกลายเป็นละอองปราณและถูกดูดกลืนเข้าสู่ห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่อย่างรวดเร็วถังเฟยหู่หลับตาลงและส่งจิตสัมผัสของตนเข้าไปในห้วงวิญญาณภายในนั้นเขากลับพบอสรพิษวารีนอนขดอยู่ในนั้นอย่างสงบ เขาได้รับทาสอสูรมาในที่สุด
เขาได้หันกลับไปสนใจเหล่าศิษย์สำนักแปดดาราที่ไม่กล้าจะปริปากแม้ครึ่งคำสายตาของพวกนั้นจ้องมองเขาด้วยความโกรธแค้นถังเฟยหู่ได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับเดินไปหาคนเหล่านั้นด้วยท่าทีอันนิ่งสงบ
ถังเฟยหู่ได้ก้มลงนั่งยองๆข้างร่างกายของคนพวกนั้นก่อนจะกล่าวออกมา“ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อยได้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหนกัน?ข้าต่อสู้กับศัตรูและพลัดตกน้ำมา พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้แล้วพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคือที่ไหนกัน?หากเจ้าทำให้ข้าพอใจข้าอาจจะถอนพิษให้พวกเจ้าก็ได้นะ”
แต่ศิษย์สำนักแปดดาราทั้งสี่ที่ยังมีสติอยู่กลับไม่พูดคำใดออกมาแม้แต่น้อยถังเฟยหู่รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างจึงได้ปล่อยปราณพิษที่รุนแรงกว่าเดิมออกมาอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ยังไม่ยินยอมนักพวกคนเหล่านี้มีพลังในขอบเขตปราณที่ระดับขั้นต่ำกว่าถังเฟยหู่หลายขั้นจึงทำให้ไม่อาจต่อต้านปราณพิษได้แม้สักเสี้ยวเดียว
หลายชั่วยามผ่านไปโดยถังเฟยหู่จะทรมานคนพวกนี้ให้หนักขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดศิษย์สำนักแปดดาราสามคนก็ทนความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวจนสิ้นสติไปในตอนนั้นเองที่หลงเหลือคนสุดท้ายที่ยังตื่นอยู่ถังเฟยหู่จึงได้ปล่อยปราณพิษที่เน้นความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดและยังได้ใช้ปราณเหมันต์แช่แข็งร่างกายของคนผู้นี้อีกหลายส่วนจนความเย็นกัดกินร่างของเขาจนได้รับความทรมานแสนสาหัส
คนผู้นั้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะทานทน“อ๊ากก!เจ้าคนชั่ว..ขะ…ข้ายอมแล้ว! ข้าบอกแล้ว!!”ชายคนนั้นตะคอกออกมาอย่างสุดเสียง สภาพของเขาในตอนนี้นับว่าดูไม่ได้แม้แต่น้อยกล้ามเนื้อหลายส่วนกลายเป็นสีม่วงเพราะพิษและยังมีอีกหลายส่วนที่เป็นร่องรอยของพลังเย็นเยียบที่ทำลายกล้ามเนื้อจดอยู่ในสภาพที่ราวกับถูกเผาก็ไม่ปานแต่นั่นเป็นร่องรอยของการถูกน้ำแข็งกัดนั่นเอง
ชายคนนั้นยอมพูดออกมาจนหมดเปลือกในที่สุดถังเฟยหู่ก็ได้รู้ว่าเขานั้นได้หลงเข้ามายังสถานที่ๆถูกเรียกว่าแดนลับทะเลปีศาจ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรทรงคุณค่าและโอกาสต่างๆมากมาย
ซึ่งเรื่องเหล่านั้นถังเฟยหู่ได้สัมผัสด้วยตนเองมาแล้วแต่ตามความเห็นของเขาๆคิดว่าสิ่งที่เขาได้รับมายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของแดนลับแห่งนี้ตามที่ศิษย์สำนักแปดดาราตรงหน้าได้สาธยายให้เขาได้ฟัง ถังเฟยหู่คิดว่าจุดที่เขาอยู่ยังเป็นเพียงชายแดนของทะเลปีศาจเท่านั้นและเส้นขีดที่ตัดกับขอบฟ้าที่เขาได้พบเจอนั้นเขาคาดว่าจะต้องเป็นใจกลางของแดนลับแห่งนี้อย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่ศิษย์สำนักแปดดาราที่ถูกทรมานเป็นคนสุดท้ายได้สิ้นสติไปถังเฟยหู่ก็ได้ทำการค้นหาของมีค่าต่างๆภายในร่างกายของคนเหล่านั้นซึ่งเขาได้ค้นพบคัมภีร์ฝ่ามือสุริยันผลาญดาราและฝ่ามือธุลีจันทราจากอกเสื้อของซ่งเจียงอีกทั้งเขายังได้พบยาแปดดารากระจ่างฟ้าอันมีชื่อเสียงของสำนักแปดดารากว่าสิบเม็ด
โดยยาแปดดารากระจ่างฟ้าถูกปรุงขึ้นจากผู้อาวุโสห้องปรุงยาสำนักแปดดาราต้องใช้สมุนไพรอันล้ำค่าแปดชนิดมาหลอมรวมกันด้วยเตาหลอมโอสถหินอุกาบาตและต้องทำการอาบแสงดาราถึงแปดคืนกว่าจะสำเร็จออกมาได้ซึ่งความสามารถของมันก็คือการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วรวมถึงช่วยในการฟื้นฟูลมปราณ
สำหรับการออกมาผจญภัยภายนอกสำนักในบางคราอาจต้องพบเจอเหตุไม่คาดฝันและอันตรายสุดหยั่งถึง ยาแปดดารากระจ่างฟ้านับว่ามีคุณประโยชน์เป็นอย่างมากและสามารถช่วยชีวิตของผู้คนไว้ในยามคับขัน
ทางด้านห้องปรุงยาของสำนักเสียงสวรรค์เองก็มียาที่ให้สรรพคุณคล้ายๆกันเช่นเดียวกันและยังมีการปรุงออกมาที่ยากไม่ต่างจากยาแปดดารากระจ่างฟ้าซึ่งยาชนิดนี้ของสำนักเสียงสวรรค์ถูกเรียกขานว่ายาคีตะคืนปราณและยังมีราคาที่แพงเป็นอย่างมากยาคีตะคืนปราณหนึ่งขวดเล็กๆต้องใช้แต้มคุณูปการถึงสามร้อยแต้มเลยทีเดียว
ซึ่งการลงมือครั้งนี้ของถังเฟยหู่นับว่าเป็นเรื่องอุกอาจยิ่งนักการช่วงชิงยาแปดดารากระจ่างฟ้ายังไม่เท่าไหรหากสำนักแปดดาราทราบว่าศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ช่วงชิงและขโมยวิชาประจำสำนักของพวกเขาไปย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจไปเป็นวงกว้างซึ่งหากเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้น สำนักก็ย่อมต้องส่งตัวเขาไปให้สำนักแปดดาราเพื่อสังเวยความไม่พอใจของสำนักแปดดาราเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างสำนัก
เรื่องเหล่านั้นสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายระหว่างชีวิตของศิษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งกับประโยชน์ของสำนัก คนระดับสูงของสำนักย่อมต้องเลือกหนทางที่ได้ประโยชน์สูงสุดและเสียหายน้อยที่สุดอย่างแน่นอนพวกเขายอมตัดแขนขาของตนหรือแม้แต่สังเวยชีวิตของลูกศิษย์แต่ไม่ยินยอมให้เกิดผลเสียต่อสำนักทุกผู้คนโดยเฉพาะคนที่อยู่กับสำนักมาอย่างยาวนานมักจะถูกปลูกฝังความผูกพันธุ์และความภักดีต่อสำนักเป็นอย่างมากพวกเขาล้วนทำสิ่งต่างๆได้เพื่อสำนักของตน
ถังเฟยหู่หันมาสนใจคัมภีร์สองเล่มในมือพวกมันยังดูใหม่อยู่มากนัก อีกทั้งยังไม่ค่อยมีร่องรอยฉีกขาดหรือคราบสกปรกใดเขาคิดว่านี่คงจะเป็นฉบับคัดลอกที่สำนักแปดดาราได้แจกจ่ายให้แก่ศิษย์ทั้งหลาย
ชายหนุ่มเร่งรีบทำการสอดส่องและจดจำถ่อยคำรวมถึงเคล็ดความทั้งหลายในคัมภีร์ทั้งสองเล่มอย่างรวดด้วยความจำอันดีเลิศของเขาจึงทำให้ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บคัมภีร์ทั้งสองไว้ในห้วงความทรงจำของตนเองจากนั้นเขาจึงได้นำคัมภีร์ทั้งสองเล่มเก็บกลับไปยังที่เดิมบนร่างของศิษย์สำนักแปดดาราเสีย
“หากทำเช่นนี้นับว่าดีที่สุดบางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าข้าแอบขโมยวิชาของสำนักพวกเขาไปแล้วอย่างมากศิษย์พี่น้องพวกนี้ก็โกรธที่ข้าขโมยยาล้ำค่าไปนั่นยังเป็นเพียงความบาดหมางของผู้เยาว์ไม่ได้ยั่วยุผู้อาวุโสรวมถึงมิได้สร้างความขัดแย้งระหว่างสำนักให้เกิดขึ้น”เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจพร้อมกับเดินจากไป
แต่ก่อนจะไปเขายังไม่ลืมที่จะดูดกลืนพิษที่ปล่อยไปกลับมาเขาไม่มีความบาดหมางกับศิษย์สำนักแปดดาราที่เขาต้องการก็คือผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่ากันให้ถึงตายอีกทั้งการฆ่าคนพวกนี้อาจจะนำปัญหาที่น่าปวดหัวตามมาด้วยเช่นกัน
เขาได้ใช้เคล็ดกายหยาบมารเพื่อเร่งรีบเดินทางอีกครั้งหนึ่งหลังจากทิ้งระยะห่างมาได้หลายลี้แล้วเขาจึงค่อยหาสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งเพื่อหยุดพักเขาได้นั่งลงพร้อมกับสำรวจสมาชิกใหม่ภายในห้วงวิญญาณของตนเอง มันคือสรพิษวารีที่กำลังพักฟื้นตัวอยู่ร่างกายของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีฟ้าเรียงตัวกันสวยงามมันกำลังหลับใหลพร้อมกับสูดกลืนกลิ่นอายภายในห้วงวิญญาณเพื่อฟื้นตัว
ถังเฟยหู่ได้ทำการกระตุ้นห้วงวิญญาณของตนเพื่อปลุกให้อสรพิษวารีตื่นขึ้นมาจากนั้นเขาจึงได้เรียกมันออกมายังโลกภายนอกละอองปราณสีฟ้าสว่างใสได้กระจายออกจากร่างของถังเฟยหู่และรวมตัวกันเบื้องหน้าของเขาจนกลายเป็นอสรพิษวารีร่างกายของมันนับว่าใหญ่โตเขาสามารถขึ้นไปนั่งบนหัวของมันได้เลยทีเดียว ซึ่งหัวของมันมีขนาดประมาณครึ่งจั้งหากประเมิณด้วยสายตาร่างกายของมันยังพบบาดแผลกระจายตัวอยู่อย่างมากมาย
ซึ่งบาดแผลเหล่านั้นคือสิ่งที่เกิดจากการต่อสู้ของมันกับเหล่าศิษย์สำนักแปดดาราทั้งห้านั่นเองถังเฟยหู่ทำการสำรวจบาดแผลโดยรวมทั้งร่างของอสรพิษวารีเขาพบว่าบาดแผลเหล่านั้นไม่ร้ายแรงมากนัก เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเสียส่วนใหญ่ เขาได้นำขวดยาแปดดารากระจ่างฟ้าออกมาและนำยาเม็ดหนึ่งมอบให้แก่อสรพิษวารี
ภายในขวดยาแปดดารากระจ่างฟ้าในมือของเขามีทั้งสิ้นสิบเม็ดหลังจากมอบให้แก่อสรพิษวารีไปแล้วก็เหลือทั้งสิ้นอีกเก้าเม็ด นับว่ายังเหลือเพียงพอสำหรับการเดินทางในแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้
อสรพิษวารีหลังจากกลืนยาแปดดารากระจ่างฟ้าลงไปเม็ดยานั้นได้ไหลลื่นลงคอและละลายกลายเป็นของเหลวในทันที ของเหลวเหล่านั้นไหลซึมเข้าสู่ร่างกายของมันอย่างรวดเร็วอาการบาดเจ็บต่างๆรวมถึงพลังปราณภายในร่างของมันกลับฟื้นคืนขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นสภาพร่างกายของอสรพิษวารีดีขึ้นมากแล้วเขาจึงได้ทำการออกเดินทางต่อไปในทันทีเขากระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารีในทันที จากนั้นทาสอสูรตนใหม่ของเขาจึงได้เริ่มแหวกว่ายออกไปในทันที
การเดินทางของเขาในครานี้นับว่าสะดวกสบายกว่าเดิมมากมายนัก อสรพิษวารีเดิมทีเป็นสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มันมีความคุ้นชินและความเข้ากันกับพลังวิญญาณตามธรรมชาติและพลังธาตุวารีเป็นอย่างมากทำให้มันสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วยิ่งนักอีกทั้งยังสามารถหลบหลีกอันตรายต่างๆได้ตามสัญชาตญาณเช่นการหลีกเลี่ยงอาณาเขตของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตนอื่นได้
แม้จะน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้อสรพิษวารีมาบ่มเพาะกายหยาบมารแต่ข้อจำกัดก็ยังมีมากจนเกินไป การฝึกเคล็ดกายหยาบมารจนถึงขั้นครอบครองพลังของสัตว์อสูรชนิดนั้นๆอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องกลืนกินสัตว์อสูรจำนวนมากจึงจะสำเร็จผลการกลืนกินอสรพิษวารีเพียงตัวเดียวจึงนับว่าได้ไม่คุ้มเสีย
อีกทั้งการไว้ชีวิตแล้วจับอสรพิษวารีเป็นทาสอสูรแทนนับว่าได้ประโยชน์กว่ามากนักนั่นเพราะระหว่างการเดินทางเขาสามารถฝึกตนไปด้วยระหว่างที่กำลังนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารี การฝึกฝนของเขานับว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากกว่าช่วงเวลาที่เขาเดินทางคนเดียวมากนัก
ผ่านไปอีกหลายวันหนึ่งคนหนึ่งอสูรสามารถเดินทางไปได้หลายพันลี้อีกทั้งยังเก็บรวบรวมทรัพยากรอีกหลายประเภทรวมถึงจับทาสอสูรเข้ามาอยู่ในการครอบครองอีกสามตนด้วยกันแต่พวกมันยังเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรสัตว์อสูรทะเลก็เป็นสิ่งหายากที่ไม่พบเห็นได้บ่อยครั้งในแผ่นดินใหญ่
การจับพวกมันมาบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ในวันหน้าก็ได้ซึ่งในหลายวันมานี้เขาได้ทำการฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งและบ่มเพาะปราณภายในตันเถียนให้มากขึ้นอีกทั้งยังใช้เวลาบางส่วนในการศึกษาฝ่ามือธุลีจันทราอีกด้วย
โดยชุดวิชาฝ่ามือนี้เป็นวรยุทธ์ระดับห้าในศาสตร์เหมันต์เมื่อเขาได้ศึกษาชุดวิชานี้มากขึ้นจึงทำให้เขาสามารถเข้าใจถึงศาสตร์เหมันต์ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากวิชาปราณเก้าเยือกแข็งความเข้าใจโดยรวมของเขามีมากขึ้นและสามารถใช้พลังเหมันต์ในการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
การเดินทางของเขายังคงมีจุดหมายเดิมซึ่งนั่นก็คือเส้นขีดตั้งตรงบนขอบฟ้านั้นหลายวันมานี้เมื่อเขาเข้าใกล้จุดหมายนั่นเรื่อยๆก็ทำให้เกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นมาเมื่อเขาเข้าใกล้มันจึงทำให้มองเห็นเส้นขีดนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่แท้เส้นขีดบนขอบฟ้านั้นก็คือเสาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแม้จะยังอยู่ไกลเป็นอย่างมากแต่ก็ยังพอมองรูปร่างของมันออกอยู่บ้างเสาต้นนี้มีขนาดใหญ่และความสูงที่พุ่งขึ้นสู่ด้านบนความสูงของมันยืดยาวออกไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ทราบว่าเป็นใครกันแน่ที่สร้างสิ่งอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไว้
“ไม่ทราบว่าแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ถูกสร้างโดยใครกันแน่เป็นยอดฝีมือชั้นนภาหรือว่าเทพเจ้าในตำนานกันแน่…แต่ที่แน่นอนก็คือหากต้องการจะออกไปจากที่นี่อย่างน้อยก็สมควรจะไปยังเสาโบราณนั้น…นอกจากเสาต้นนั้นแล้วก็ไม่มีเบาะแสอื่นใดให้สืบสาวได้อีกแล้ว….” ถังเฟยหู่กล่าวความคิดของตนออกมาขณะเดินทาง
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้เดินทางมาถึงเนินใต้ทะเลแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าทะเลขึ้นปกคลุมเต็มไปหมดสถานที่นั้นราวกับทุ่งหญ้าที่เขียวขจีบนต้าหลิงก็ไม่ปาน ความงดงามของธรรมชาติที่ไม่เคยถูกผู้ใดรุกรานมาก่อนถังเฟยหู่กวาดสายตาของตนออกไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนั้น
ในสายตาของเขาปรากฏอารามรกร้างแห่งหนึ่งที่ปลายสุดของทุ่งหญ้าแห่งนั้นอารามแห่งนั้นดูทรุดโทรมและเต็มไปด้วยร่องรอยของตะไคร่น้ำ อารามแห่งนั้นมีขนาดใหญ่และยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่ในครั้งอดีตกาลให้เห็นอยู่บ้างเมื่อครั้งอดีตคิดว่าอารามแห่งนี้คงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในแดนลับทะเลปีศาจอย่างแน่
ถังเฟยหู่มองอารามแห่งนั้นด้วยความสนใจก่อนที่จะบงการให้อสรพิษวารีพุ่งตัวเข้าไปยังอารามร้างแห่งนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็ได้มาถึงยังเบื้องหน้าของอารามร้างแห่งนั้นในที่สุดเสาเบื้องหน้าอารามสลักไว้ด้วยภาพของสัตว์ทะเลมากมาย แต่ก็มีหลายส่วนมากนักที่ได้ผุพังไปตามกาลเวลา
“น่าสนใจ….ข้าเดินทางมาหลายเดือนนอกจากเสาโบราณที่ปลายขอบฟ้านั้นแล้วก็ไม่เคยพบเจอสิ่งก่อสร้างหรือร่องรอยของมนุษย์ใดมาก่อนเลยบางทีอารามแห่งนี้อาจบอกข้อเกี่ยวกับหนทางออกจากแดนลับก็เป็นได้…” ถังเฟยหู่กระโดดลงจากหัวของอสรพิษวารีก่อนที่จะสลายมันไปกลายเป็นละอองปราณและดูดละอองเหล่านั้นกลับเข้าไปยังจุดตันเถียนของตนเพื่อเก็บอสรพิษวารีเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนจากนั้นเขาจึงได้ก้าวเข้าไปในอารามรกร้างแห่งนั้นในทันที….
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่โลกภายนอกข่าวคร่าวของแดนลับทะเลปีศาจถูกปิดเงียบไว้ด้วยการกำกับดูแลของสำนักแปดดาราและเสียงสวรรค์แต่ถึงอย่างไรกระดาษก็มิอาจห่อไฟไว้ได้ มีคำร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับการพบของวิเศษบางอย่างที่ก้นแม่น้ำหมินเจียงแต่ถูกสองสำนักใหญ่ในพื้นที่ฝูโจวเก็บงำไว้
แม้ข่าวลือเหล่านั้นจะไม่ใช่ความจริงแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าข่าวเหล่านั้นกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก แม้จะมีคนมากมายที่ให้ความสนใจแต่พวกเขาก็ไม่อาจกระทำการอันใดโดยโจ่งแจ้งได้มากนักนั่นเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อยากเปิดศึกกับสำนักใหญ่แห่งฝูโจวทั้งสองอีกทั้งสำนักทั้งหลายส่วนใหญ่ในแผ่นดินต้าหลิงยังเป็นสำนักฝ่ายธรรมะอีกด้วยด้วยคำว่าคุณธรรมค้ำคอจึงทำให้พวกเขาไม่อาจทำตามใจตนเองจนมากเกินไปได้นัก
แต่นั่นมิได้หมายรวมถึงพรรคมารทั้งหลายในยุทธภพในค่ำคืนอันมืดมิดภายในฝูโจว ลมพายุพัดกระหน่ำขึ้นภายในเขตเมืองฝูโจว เงาดำนับสิบพุ่งทะยานไปมาอยู่ใกล้กับบริเวณแม่น้ำหมินเจียง
โดยรอบของบริเวณแม่น้ำหมินเจียงนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ของสำนักแปดดาราและสำนักเสียงสวรรค์ในระดับขั้นจิตวิญญาณซึ่งไม่สามารถผ่านเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจได้พวกเขาแต่ละคนต่างถือคบเพลิงและเดินลาดตระเวนไปโดยรอบแม่น้ำแห่งนี้เพื่อกันมิให้ผู้ใดเข้าใกล้แม่น้ำแห่งนี้ได้โดยเฉพาะรอบบริเวณทางแดนลับทะเลปีศาจ
เงานับสิบเหล่านั้นที่ได้แฝงตัวเข้าไปใกล้ยังบริเวณชายขอบที่ห่างไกลที่สุดที่เหล่าศิษย์ของทั้งสองสำนักลาดตระเวนมาไม่ถึงสายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบริเวณที่มีการอารักษ์ขาหนาแน่นมากที่สุดพวกเขารู้ในทันทีว่าตรงนั้นคือจุดหมายของพวกเขา
แต่จุดนั้นก็อันตรายเป็นอย่างมากเช่นกันศิษย์นับไม่ถ้วนของสองสำนักใหญ่ที่กำกับดูแลอยู่ อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสผู้คุมกฎหยางปินจากสำนักเสียงสวรรค์และยังมีผู้อาวุโสคุมกฎจั่วหลิ่งจินจากสำนักแปดดาราทั้งสองต่างก็อยู่ในขอบเขตนภาขั้นสองซึ่งถือว่าเป็นยอดยุทธ์อันดับต้นๆของมณฑลฟูเฉียนเลยทีเดียว
ในกลุ่มคนชุดดำนับสิบนั้นต่างก็ดูมีสีหน้าที่หวันเกรงและเคร่งเครียดเมื่อเจอผู้อาวุโสของสำนักทั้งสองมาเฝ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำแบบนี้เช่นกันแต่ในตอนนั้นเองที่คนชุดดำผู้หนึ่งในกลุ่มเดินออกมาและยกมือของตนขึ้นเพื่อบอกเป็นนัยแก่ลูกน้องของตนเองว่าให้สงบใจลงและฟังเสียงของเขา
ชายชราผมขาวโพลนที่มีแววตาที่ชั่วร้ายเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยของตนเองออกมาให้เห็นเมื่อมองอาวุโสทั้งสอง“พวกเจ้าจะหวาดเกรงไปทำไมในเมื่อข้ากุ้ยหลงอยู่ที่นี่พวกสวะต้าหลิงในมณฑลที่ห่างไกลเช่นนี้กลับฝึกตนโดยหวังจะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดโดยไม่สนใจรากฐานหรือความหนาแน่นของพลังพลังของพวกมันไม่อาจเทียบเท่ากับยอดยุทธ์ที่แท้จริงในชั้นพิภพเสียด้วยซ้ำไป”
“ตะ..แต่ผู้อาวุโสกุ้ย….” ในตอนนั้นเองที่คนผู้หนึ่งในกลุ่มได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้งและหวาดกลัวไม่หายแต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้หยุดพูดลงในทันที เขาได้มองเข้าไปยังดวงตาทั้งสองข้างของผู้อาวุโสกุ้ยหลงดวงตาทั้งสองข้างของกุ้ยหลงนิ่งสงบเป็นอย่างมากดวงตาทั้งสองข้างนิ่งเฉยและไร้อารมณ์ราวกับไม่มีความรู้สึกใดถ่ายทอดออกมาด้วยตาทั้งข้างได้เลย
มือของกุ้ยหลงยกขึ้นมาอย่างช้าๆและคว้าเข้าไปยังคอของชายหนุ่มคนที่พึ่งกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมากุ้ยหลงออกแรงบีบ นิ้วแต่ละนิ้วของกุ้ยหลงกดเข้าไปในลำคอของชายหนุ่มคนนั้นบนมือของชายชราที่กดลงไปบนคอของชายหนุ่มเผยให้เห็นถึงรอยสักรูปมังกรอยู่บนมือข้างนั้น…
ชายชราคนนี้…ที่แท้ก็คือคนที่เคยปรากฏตัวที่ฟูเจี้ยนผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่พิษใส่ผู้คนในเมืองผู้คนทั้งหมดในที่นี้ก็คือคนจากพรรคอสูรแห่งซีเซี่ยนั่นเองชายหนุ่มที่ถูกบีบคอพยายามจะแกะมือของผู้อาวุโสกุ้ยหลงออกไปแต่มือข้างนั้นของชายชราราวกับเป็นคีมเหล็กอันแน่นหนาที่ไม่ขยับแม้แต่น้อย
แต่ในตอนที่ชายหนุ่มผู้นั้นใกล้จะขาดใจตายนั้นเองที่กุ้ยหลงได้ปล่อยมือของตนออกไปร่างของชายหนุ่มร่วงลงกับพื้นในทันที สายตาของคนที่เหลือในกลุ่มต่างมองคนหนุ่มผู้นั้นด้วยแววตาสมเพชคนหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์หน้าใหม่ของพรรคอสูรที่ถูกส่งมาหาประสบการณ์จากกลุ่มของกุ้ยหลงที่ลงมือทำภารกิจต่างๆในต้าหลิง
“ฟังข้าให้ดี…” กุ้ยหลงมองลงไปยังชายหนุ่มที่นอนกองอยู่กับพื้น“แดนลับทะเลปีศาจคือสถานที่เก็บมรดกอันสำคัญของบรรพชนจอมมารบรรพชนผู้ก่อตั้งพรรคอสูรได้ถ่ายทอดคำสั่งไว้ให้แก่ลูกหลานพรรคอสูรพวกเราจำต้องปฏิบัติตาม มรดกแห่งสิบแปดวังมารต้องไม่ตกอยู่ในมือของศัตรู มรดกที่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งแผ่นดินต้องเป็นของพวกเราพรรคอสูร!”
คนของพรรคอสูรทั้งหมดพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้อาวุโสกุ้ยหลงคนทั้งหมดในกลุ่มนั้นแต่งกายด้วยชุดจอมยุทธ์ตามแบบวัฒนธรรมของต้าหลิงโดยชุดทั้งหมดของพวกเขาต่างก็เป็นสีดำ นั่นก็เพื่อกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างง่ายดายในเวลากลางคืน
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีสายเลือดดวงตาหรือระดับวรยุทธ์ที่สูงอาจจะทำให้ความมืดเป็นอุปสรรคแต่สำหรับชาวซีเซี่ยที่มีจิตวิญญาณทางร่างกายร่างกายของพวกเขาแฝงไว้ด้วยพลังของอสูร ความมืดมิใช่ศัตรูสำหรับสัตว์ร้ายแต่พวกมันคืออาวุธ พวกมันคือข้อได้เปรียบของพวกเขาที่ใช้จัดการกับศัตรู
กุ้ยหลงปลดปล่อยปราณสีดำของตนเองมาครอบคลุมร่างละอองปราณเหล่านั้นปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของมังกรมารซ้อนทับอยู่บนร่างของชายชรา ในชั่งพริบตานั้นเองที่ร่างกายของชายชราได้เปลี่ยนกลายเป็นปีศาจตนหนึ่งร่างของชายชราในตอนนี้อยู่ในสภาพของมังกรมารเกล็ดม่วง
ชายชรากวาดสายตาออกไปและลอบสำรวจผู้คนในที่แห่งนั้นเขาได้ค้นพบว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่แห่งนี้เป็นชาวยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตจิตวิญญาณขึ้นไป คนระดับต่ำกว่านั้นกลับไม่ปรากฏตัวขึ้นมาแม้แต่เงามังกรมารเกล็ดม่วงเผยรอยยิ้มของตนเองออกมาพร้อมกับกล่าวความคิดของตน
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด…ทางเข้าแดนลับน่าจะเสียหายเป็นอย่างมากกาลเวลาอันเนิ่นนานทำให้ประตูใกล้จะพังทลาย ผู้ที่สามารถผ่านเข้าไปได้จำต้องอยู่ในขอบเขตปราณและก่อเกิดเท่านั้นนี่เป็นความเป็นไปได้สูงที่ที่จะเป็นได้…ซินถง” มังกรมารเกล็ดม่วงเรียกชื่อของสตรีผู้หนึ่งขึ้น
ในตอนนั้นเองที่สตรีผู้หนึ่งในกลุ่มได้ก้าวออกมานางใส่ชุดจอมยุทธ์สีดำที่ดูเหมือนการแต่งกายของชาย ใบหน้าของนางสวมใส่ไว้ด้วยหน้ากากไม้สีดำซึ่งปิดบังใบหน้าของนางครึ่งซีกล่างตั้งแต่ดวงตาลงมาดวงตาของนางสุกสกาวราวกับดวงดาราที่งดงามบนท้องฟ้าแต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่อาจปิดบังรัศมีความงดงามของนางไว้ได้
ซินถงประสานมือคาราวะให้แก่กุ้ยหลง“ข้าเข้าใจความคิดของท่านผู้อาวุโสดีข้าจะนำพี่น้องระดับขั้นต่ำกว่าจิตวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจเอง มรดกของบรรพชนจอมมารจะต้องกลับคืนสู่พวกเราพรรคอสูร” ซินถงก้าวเดินจากไปอีกทางพร้อมกับศิษย์ของพรรคอสูรอีกสี่คนซึ่งอยู่ขั้นต่ำกว่าจิตวิญญาณ
กุ้ยหลงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้าจะออกไปจัดการสวะสองตัวนั่นเองหวังว่าพวกเจ้าจะใช้เวลานี้ในการเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจเถอะ” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วมังกรมารเกล็ดม่วงได้ขยับขาหน้าของตนที่เป็นหนึ่งเดียวกับปีกมังกรออกปีกอันกว้างใหญ่ของมังกรมารได้ขยับและกางออกอย่างเต็มที่จากนั้นกุ้ยหลงจึงได้กระพือปีกของตนและส่งร่างของตนขึ้นไปบนอากาศ
“ข้าอยากรู้นักว่าสวะชาวต้าหลิงสองตัวนี้จะรอดไปได้อย่างไรฮ่าๆๆๆ!” ปากมังกรของกุ้ยหลงอ้าออกพร้อมกับก่อเกิดเพลิงไฟนรกสีแดงดำขึ้นภายในปากและในพริบตานั้นเองที่เพลิงไฟสีแดงดำได้พุ่งออกไปเป็นก้อนเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าสู่จุดที่ผู้อาวุโสทั้งสองของสำนักแปดดาราและสำนักเสียงสวรรค์ได้ยืนอยู่
ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง!
==================================================
มาแล้วครับบบ มาช้าหน่อยช่วงนี้ประชุมเยอะ หน่วยงานราชการก็แบบนี้ ขอโทษด้วยนะครับบบ -3-