ในคฤหาสน์สุดหรูเมื่องชั้นในอาณาจักรต้าเหลียงเล้งหยูเฟิ่งนั้นกำลังทำงานตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ ของตระกูล
“ท่านพ่อ มันถูกจับแล้ว”
“อืม ขั้นต่อไป เจ้าติดต่อองค์รัชทายาททั้งให้จัดการ”
“องค์รัชทายาท?”
“ใช่ เราไม่ต้องทำงานเองข้าคิดดูแล้วด้วยการฝึกฝนเพียงนักรบปราณแต่สามารถฆ่าราชาปราณได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดามันต้องมีภูมิหลังอย่างแน่นอน เราไม่ควรทำเอง ให้องค์รัชทายาทกดดันหัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองให้จัดการประหารมันให้เร็วที่สุดเรายังไม่แน่ใจภูมิหลังมันสักเท่าไหร่”
“ข้าเข้าใจ” เล้งหยงพนักหน้ารับคำ
“ดีมาก รีบดำเนินการทันที”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่พำนักขององค์รัชทายาทเล้งหยงก็เข้ามาพูดคุยแล้วเล่าเรื่องราวโดยคร่าว ๆโดยหลีกเลี่ยงจุดสำคัญที่จะทำให้องค์รัชทายาทสงสัยในแผนการของตระกูลเล้ง เพียงให้รู้ว่าจางเฉินนั้นทำผิดต่อตระกูลเล้งอย่างร้ายแรงและต้องการความช่วยเหลือแน่นอนว่าองค์รัชทายาทนั้นรับคำเพราะตระกูลเล้งเป็นกำลังสำคัญของมันสำหรับการขึ้นครองราชย์
“ได้เลย ข้าจะจัดการให้หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองรีบจัดการกับมัน”
“ขอบพระทัย”
“พวกชุมชนแออัดนี่น่าเบื่อมากถ้าข้าขึ้นปกครองเมื่อไหร่ ข้าจะสั่งทุบชุมชนแออัดนี้ทั้งหมดแล้วก็ไล่พวกคนกลุ่มนี้ออกจากเมืองทั้งสกปรกและมีแต่เรื่องเดือดร้อนให้กับอาณาจักร”
“ท่านช่างชาญฉลาดยิ่งนัก”เล้งหยงพยักหน้าเห็นด้วยกับองค์รัชทายาท
“เอาละ ข้าจะจัดให้มีการลงโทษมันอย่างเร็วที่สุดเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
หลังจากที่จางเฉินเข้าไปที่สำนักงานหน่วยพิทักษ์เมืองก็พบกับหัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมือง เมื่อมองดูแล้วจางเฉินพอเข้าใจได้ว่าหัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองนั้นเป็นคนของตระกูลเล้งเพราะดูท่าทีแล้วไม่ชอบจางเฉินมาก
“ข้อหาของเจ้าคือการฆาตกรรมในเมืองโดยเจตนาตอนนี้เจ้าต้องถูกคุมขังไว้ก่อนรอการไต่สวน”
“ข้าเพียงไปช่วยเหลือผู้หญิงของข้าที่ถูกนำตัวไปโดยไม่ยินยอมที่ทำไปข้าเพียงป้องกันตัว ถ้าข้าไม่ฆ่าพวกมัน พวกมันก็จะฆ่าข้า หรือท่านหัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองเมื่อเจอใครต้องการชีวิตก็จะยื่นคอให้โดยง่าย”
“เจ้าหุบปาก” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองตบโต๊ะเสียงดังจางเฉินนั้นเพียงหัวเราะเยาะโดยไม่ใส่ใจ
“เจ้าไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วหลักฐานทุกอย่างพร้อมมูล ข้าไม่ต้องการเสียเวลากับเจ้าหรือฟังคำอธิบายอะไรอีก” พูดแล้วหัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองก็โยนกระดาษที่จดรายละเอียดต่างๆ โยนไปที่จางเฉิน ในกระดาษนั้นบันทึกแล้วกับกระบวนการสังหารและทำลายอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ อย่างละเอียด พร้อมกับผู้ให้การเป็นพยายนหลายคน
“ลงชื่อซะ”
“ไร้สาระคำสารภาพนี้กลับขาวเป็นดำอย่างชัดเจน เจ้าหาว่าข้าไปปล้นตระกูลหลี่ข้าบอกว่าข้าไปช่วยคนของข้าแล้วป้องกันตัว ข้าไม่เซ็น” จางเฉินหัวเราะเยาะ หึหึ
หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองกระแทกกำปั้นกับโต๊ะอีกครั้งด้วยความโกรธระหว่างนั้นก็มีคนนำจดหมายจากองค์รัชทายาทมาให้กับมันเมื่อเปิดอ่านแล้วมันก็พยักหน้า
“เอามันไปขังไว้ก่อน” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองชี้นิ้วสั่งอู่เว่ยซึ่งอู่เว่ยก็โต้ตอบทันที รวมกับหน่วยพิทักษ์เมืองอีกสองสามคนล้อมรอบจางเฉินแล้วพาตัวออกไปที่ห้องขังในที่ทำการหน่วยพิทักษ์เมือง
“เข้าไป”เมื่อไปถึงห้องขังอู๋เว่ยก็เปิดประตูห้องขังและผลักจางเฉินเข้าห้องขังแต่จางเฉินนั้นไม่ขยับแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าตรวจสอบทรัพย์สินที่มีในร่างกายด้วยยึดให้หมด”
“เชื่อหรือไม่ถ้าเจ้าแตะตัวข้าอีกครั้งเจ้าจะต้องร้องไห้และคุกเข่าต่อหน้าข้า” จางเฉินยิ้มเยาะแล้วมองไปที่หน่วยพิทักษ์เมือง
อู๋เว่ย และหน่วยพิทักษ์เมืองคนอื่น ๆนั้นรู้สึกเหมือนโดนจ้องมองจากปีศาจ ทำให้ขนลุกเป็นอย่างมากรู้สึกสั่นสะเทือนคล้ายกับตัวเองเป็นมดแต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นช้างโบราณที่จะเหยีบตัวเองตายเมื่อไหร่ก็ได้
“เจ้ากล้าที่จะข่มขู่พวกข้า?” อู๋เว่ยกัดฟันพูดเสียงดัง แม้ว่าเขาจะเหงื่อไหล่เนื่องจากความกดดันของจางเฉิน
“รองหัวหน้าอู๋เว่ย ช่วงนี้ท่านคงนอนไม่หลับมีอาการปวดบริเวณหน้าอกแขนทั้งสองข้างคล้ายจะเป็นอัมพาตในช่วงเวลากลางคืนใช่หรือไม่ และไม่สามารถฝึกได้ในช่วงกลางคืนจะมีอาการปวดแสบร้อนเป็นอย่างมาก”
อู๋เว่ยและหน่วยพิทักษ์เมืองคนอื่นต่างตกใจคำพูดจางเฉินอู่เว่ยนั้นอีกเพียงครึ่งก้าวจะเป็นราชาปราณแล้วติดอยู่ที่ว่าเขาคล้ายได้รับพิษบางอย่างทำให้ไม่สามารถรวบรวมลมปราณได้และรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่จางเฉินพูดจริง
“เจ้าอย่าพูดเรื่องไร้สาระ” หน่วยพิทักษ์เมืองคนหนึ่งเสียงดังขึ้นมา
“รองหัวหน้าใกล้ถึงระดับราชาปราณแล้วในอนาคตจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหน่วยพิทักษ์เมืองรีบเข้าไปห้องขังได้แล้ว” หน่วยพิทักษ์เมืองอีกคนหนึ่งเสริมขึ้นมา
จางเฉินนั้นได้แต่ส่ายหัวและถอนหายใจ
“หยุด” อู๋เว่ยจ้องมองจางเฉินด้วยความสงสัยมันไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครเลยแต่จางสีหน้าท่าทางของจางเฉินมันไม่ผมร่องรอยการโกหกดูคล้ายจะเป็นการพูดขึ้นมาด้วยความรู้จริง ๆ
“เจ้าพูดอะไร มันหมายความว่ายังไง”
“เจ้าไม่รู้จริง ๆ ?”จางเฉินยิ้มมุมปากมองอู๋เว่ยโดยไม่ได้
“ก่อนหน้านี้เจ้าพยายามที่จะก้าวสู่ราชาปราณแล้วล้มเหลวทำให้อาการของเจ้าที่เป็นมาก่อนหน้าทรุดหนักมากยิ่งขึ้นเจ้าคิดว่าหากเป็นราชาปราณแล้วจะหายซึ่งนั้นผิด ถ้าเจ้ายังพยายามอีกในครั้งต่อไปตันเถียนของเจ้าจะต้องรับภาระหนัก”
ได้ยินจางเฉินพูดแบบนี้อู๋เว่ยนั้นรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากเพราะก่อนหน้านี้มันก็ปรึกษากับนักปรุงยาคนอื่นแล้ว ก็บอกกับเขาแบบนี้เหมือนกัน แต่มันไม่เคยบอกใครมันรู้สึกเหมือนมีความหวังเล็กน้อยเพราะจางเฉินนั้นไม่ได้ตรวจสอบอะไรในร่างกายของมันก็สามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
“เจ้าเป็นนักปรุงยา?”
“รองหัวหน้ามีอะไรผิดปกติกับท่าน” หน่วยพิทักษ์เมืองคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
“เจ้ารู้ได้ยังไง” อู๋เว่ยมองจางเฉินด้วยความคาดหวัง
“นั่นไม่สำคัญว่ารู้ได้ยังไงแต่ชีวิตของเจ้าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ไม่น่าจะเกินสัปดาห์ หรืออย่างเร็วก็สองสามวัน”จางเฉินถอนหายใจและส่ายหัว
“เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้า”
“เจ้าสามารถทดลองได้ลองกดจุดไปที่ตำแหน่งเทียนจิ และกวนหยวนดูเจ้าจะพบว่ามันเจ็บปวดเป็นอย่างมากจนเกินปกติ”
อู๋เว่ยจ้องมองจางเฉินแล้วทดลองกดจุดตามที่จางเฉินพูดแล้วคำรามในลำคอด้วยความเจ็บปวดล้มลงกับพื้นทันที
“เจ้าทำอะไรรองหัวหน้า” หน่วยพิทักษ์เมืองคนหนึ่งมองจางเฉินด้วยความขุ่นเคืองและยกดาบชี้ไปที่จางเฉิน
“ไม่ต้องกังวลข้าจะปลุกเขาให้”จางเฉินกดจุดบริเวณลำคอและหน้าอกสองครั้ง อู๋เว่ยก็ฟื้นขึ้นมาและไอสองสามครั้ง
“อู๋เว่ยทีนี้ท่านเชื่อแล้วหรือไม่ปัญหาของเจ้านั้นไม่ยากสำหรับข้าหากเจ้าไม่โชคดีได้เจอกับข้านั้นเจ้าคงตายในอีกไม่กี่วัน”
“ท่านสามารถช่วยข้าได้”อู๋เว่ยนั้นเปลี่ยนทาทีเป็นนอบน้อมทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่จางเฉินต้องการเขาต้องการใครสักคนช่วยติดตามข่าวและประสานงานภายนอก รวมทั้งดูแลความสะดวกในคุก
ก่อนหน้านี้อู่เว่ยนั้นเสียเงินจำนวนมากเพื่อจะได้ทราบเหตุผลที่ทำให้ร่างกายของเขามีความผิดปกติซึ่งเป็นมานานนับสิบปี และยิ่งเป็นหนักขึ้นเมื่อเขาพยายามเข้าสู่ระดับราชาปราณ
“เอาละเจ้าเตรียมกระดาษกับพู่กันมาให้ข้าข้าจะเขียนตัวยาและวิธีแก้ไขให้กับเจ้า” จางเฉินพูดเสร็จก็เดินเข้าห้องขังไปโดยที่ไม่ถูกตรวจค้น
“ท่านรองหัวหน้าปล่อยไว้แบบนี้จะดีหรือไม่” หน่วยพิทักษ์เมืองคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“ข้าต้องลองดูก่อน เขาวิเคราะห์สาเหตุนั้นตรงกับปัญหาของข้าจริงๆ เจ้าก็เห็นอยู่”อู๋เว่ยกล่าวด้วยความจนใจ แล้วสั่งให้คนนำของที่จางเฉินสั่งมาส่งให้ในเรือนจำ