บันทึกตำนานยอดปรมาจารย์

    บทที่ 38 หลังจากข้าตายไปแล้ว หากน้ำจะท่วมฟ้าก็ช่างหัวมัน

            บทที่ 38

            หลังจากข้าตายไปแล้ว หากน้ำจะท่วมฟ้าก็ช่างหัวมัน


            ฉู่ซิวกลับมาที่หุบเขารัตติกาลอีกครั้ง ย่างก้าวบนเส้นทางภูเขา เงาร่างถูกกลืนหายไปในหมอกควันสีเทา


            “ศิษย์พี่ ข้ามองไม่ออกเลยว่าค่ายกลพวกนี้อยู่ในระดับใด?”


            บนยอดเขา ชายสองคนกำลังเดินวนรอบกำแพงของค่ายกล ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีเขียว จ้องมองไปยังผลหล่อวิญญาณที่ส่องแสงระยิบระยับและมีกลิ่นหอมยั่วยวนแต่อยู่ภายในค่ายกล


            “สมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และโลกนี่! มองเห็นแต่ไม่อาจเอื้อมถึง ช่างน่าเศร้าใจเสียยิ่งนัก” ชายชุดแดงถอนหายใจ


            “ศิษย์น้อง เจ้าทำลายค่ายกลนี่ได้หรือไม่?” เขารู้สึกไม่ยอมแพ้ในใจ แต่ชายชุดน้ำเงินกลับส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง


            “ผู้ที่วางค่ายกลพวกนี้ไว้ มีเคล็ดวิชาค่ายกลที่สูงกว่าข้ามาก”


            “น่าเสียดายจริง ๆ”


            “หากได้ผลหล่อวิญญาณนี้ไป ขอบเขตเสินทงในอนาคตของเราสองคนคงเป็นไปได้แน่”


            “เอ๊ะ! มีคนมาแล้ว” เสียงฝีเท้าเบาหวิว ไม่เร็วไม่ช้า ดังมาจากที่ไกลเข้ามาใกล้ ทั้งสองมองไปพร้อมกัน


            ในหมอกสีเทา ปรากฏเงาร่างสูงโปร่ง


            “นั่นใครกัน?” ชายเสื้อคลุมสีแดงตะโกนเสียงต่ำ เงาร่างเดินออกมาจากหมอกสีเทา ฉู่ซิวจ้องมองทั้งสอง สีหน้าไม่แปลกใจแม้แต่น้อย


            เมื่อสองสามชั่วยามก่อน เขาได้เคล็ดวิชาสอดส่องการมาถึงของทั้งสอง


            การบำเพ็ญของพวกเขาไม่เลว น้องชายอยู่ในขอบเขตเสินเฉียวระดับแปด ส่วนคนที่เป็นพี่ชายอยู่ในขอบเขตเสินเฉียวระดับเก้า ในบรรดาศิษย์ที่เข้ามาในแดนลับครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง


            “เจ้า! เจ้าคือฉู่ซิว!” ผู้เป็นพี่ชายสวมเสื้อแดง ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาจำได้ว่าผู้ที่เพิ่งจะมาถึงนี้เป็นใคร


            ฉู่ซิวเงียบไม่พูดจา เตรียมชักอาวุธออกมาต้อนรับสองสหายร่วมสำนัก


            “ศิษย์พี่” น้องชายเสื้อน้ำเงิน ดวงตาวาบประกายเล็กน้อย ส่งสารกันอย่างลับ ๆ 


            “ให้คนผู้นี้เข้าไปในค่ายกลแล้วเริ่มสำรวจ”


            “เพียงแค่เขาเข้าไปกระตุ้นค่ายกล ข้าก็รู้แล้วว่าค่ายกลนี้อยู่ในระดับใด ทั้งยังสามารถเพิ่มโอกาสในการทำลายค่ายกลได้” เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของศิษย์พี่ในชุดสีแดงก็สว่างวาบ


            ศิษย์น้องเป็นอัจฉริยะด้านค่ายกลของยอดเขาทัพสะท้าน ในเมื่อเจ้าบอกว่าทำได้เช่นนั้นก็ต้องลองดู


            ในหัวขอเขา เขาจะต้องได้สมบัติแห่งสวรรค์และโลกลูกนี้มาให้จงได้


            “ฉู่ซิว! เจ้าคงเห็นสมบัติแห่งสวรรค์และโลกลูกนั้นแล้วใช่หรือไม่?”


            “ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า! นั่นคือสมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่ช่างล้ำค่ายิ่งนัก”


            “อืม แล้วไง” ฉู่ซิวยิ้มเจื่อน ๆ สองคนค่อย ๆ ล้อมเขาไว้


            “เฮอะ ๆ” ศิษย์พี่ในชุดสีแดงยิ้มน้อย ๆ ยื่นมือชี้ไปที่สมบัติแห่งสวรรค์และโลก ที่สุกงอมอยู่ในค่ายกล


            “เจ้าเข้าไปเอามันออกมา”


            “พวกเราสามคนแบ่งกันคนละส่วนเท่า ๆ กันดีหรือไม่?”


            “ไม่ดี” ฉู่ซิวส่ายหน้า พาเอาสีหน้าของศิษย์พี่ในชุดสีแดงเย็นชาในพริบตา เขาก็หัวเราะเยาะ 


            “เจ้าไม่เต็มใจงั้นหรือ?”


            “ศิษย์พี่ พูดมากกับเขาทำไม? จับตัวโยนเข้าไปในค่ายกลก็พอแล้ว” น้องชายชุดคลุมสีฟ้าพูดด้วยสีหน้าไม่อดทน


            ‘เฮอะ...’


            “นี่แหละ ข้าถึงได้เกลียดพวกเจ้าพวกนี้ ปกติพูดแต่เรื่องความดีงาม! ทั้งยังชอบตราหน้าคนอื่นว่าเป็นพวกชั่ว ภายนอกสวยหรูแต่ภายในเน่าเฟะ ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!”


            ฉู่ซิวหรี่ตา น้ำเสียงเรียบเฉย


            “อะไรคือฝ่ายธรรมะ อะไรคือฝ่ายอธรรม”


            “ก็แค่พวกที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรม อ้างตนว่าชอบธรรม เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จึงเคลือบตนเองด้วยเปลือกชั้นหนึ่งเท่านั้นเอง” เขาพูดกับตัวเอง ชักกระบี่มังกรทรราชออกมา ชี้เฉียงขึ้นฟ้า พลังอำนาจที่เหนือกว่าสวรรค์และโลกก่อตัวขึ้นในทันที


            “เจ้าอยากตายรึ”


            “แค่ขอบเขตกงล้อสมุทรเท่านั้น ยังจะมาวางท่าใหญ่โตอีก”


            “ศิษย์พี่ จัดการเขาเถอะ!” ศิษย์น้องชุดคลุมสีฟ้าหยิบเอาค่ายกลออกมา โบกมือขวาค่ายกลก็ลอยออกไป ขยายใหญ่ขึ้นและก่อตัวเป็นค่ายกลกักขังสัตว์สี่ทิศระดับสาม ลวดลายของค่ายกลประสานกันเหมือนตาข่ายปิดคลุมลงมาจากด้านบน ต้องการกักขัง ฉู่ซิวไว้กับที่


            ฉู่ซิวผมสีดำสยายตามลม สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง พลันโบกดาบส่งคลื่นปราณออกไปในพริบตา ฟันค่ายกลที่เขาโยนมาจนแหลกละเอียด


            ค่ายกลถูกทำลายย่อยยับ 


            ศิษย์พี่ชุดคลุมสีแดงหยิบตะขอนางแอ่นจันทราคู่ออกมา รุดกายเข้าไปข้างหน้า หวังจะโจมตีอีกฝ่าย ความเร็วของเขานั้นรวดเร็วยิ่งนัก


            แต่น่าเสียดาย! ความเร็วของฉู่ซิวนั้นยิ่งกว่า เขาใช้วิชาลับสิงจื่อทิ้งเงาเลือนรางไว้ ณ ที่เดิม แต่ในชั่วพริบตาถัดมาก็มาถึงด้านหลังของเขาทั้งสองคนแล้ว


            ฉู่ซิวยกกระบี่มังกรทรราชขึ้น 


            ฉับ! 


            ฟันเอวขาดเป็นสองท่อน


            ครึ่งท่อนบนของชายชุดแดงลอยขึ้นในอากาศ เลือดและอวัยวะภายในกระจายกระเด็นกระดอนเลอะใบหน้า เลือดพุ่งเต็มพื้นไปหมด เป็นภาพที่ยากจะเชื่อยิ่งนัก


            กระบี่มังกรทรราชแทงตรงไป ก่อเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แม้แต่อากาศก็ยังส่งเสียงแหลมดัง


            ปั้ง!!


            หัวของชายชุดแดงระเบิดกลายเป็นละอองเลือด ตามด้วยครึ่งท่อนบนที่ระเบิดออก เนื้อเลือดและกระดูกปลิวว่อนฟุ้งไปทั่วบริเวณ แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ไม่ทันได้เปล่ง


            ดาบของฉู่ซิวนั้นหนักยิ่งนัก หนักถึงสองหมื่นจินยิ่งเมื่อผนวกกับพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของเขา การฟันครั้งนี้อาจไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแทง ใช้คำว่าทุบตีน่าจะเหมาะสมกว่า


            “ศิษย์พี่…” ชายชุดน้ำเงินกรีดร้อง ใบหน้าซีดเผือด เขาไม่คิดเลยว่า ฉู่ซิวผู้นี้จะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้


            คมกระบี่เดียวฟันศิษย์พี่ผู้อยู่ในขอบเขตเสินเฉียวขั้นปลายขาดเป็นสองท่อน คมที่สองก็สังหารเขาอย่างราบคาบ


            “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ข้าจะส่งเจ้าไปพบศิษย์พี่ของเจ้าในไม่ช้า” ฉู่ซิวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา


            ฟิ้ว!!


            เงาร่างของเขาหายไปจากจุดเดิม เขาปรากฏตัวอีกครั้งก็ยืนอยู่ตรงหน้าชายชุดคลุมสีฟ้าแล้ว


            ลมพัดผมของเขาปลิวไหว…


            ชายชุดคลุมสีฟ้าใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พ่นเลือดสดออกมาพร้อมเสียงโอดโอย


            เขาถูกตัดขาดจากส่วนเอว ฉู่ซิวยกมือบีบคอเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ปล่อยให้ครึ่งท่อนบนของเขาตกลงพื้น การกระทำของทั้งสองคนในวันนี้ ทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ไม่ดีในอดีต


            ยิ่งเขาสงบนิ่ง ในใจก็ยิ่งโกรธแค้น


            ‘ในอดีต ข้ากับเด็กสาวคนนั้นก็ถูกจับไปสำรวจเส้นทาง เป็นมือเท้าให้เจ้าส่งไปตายแทนเช่นกันมิใช่หรือ?’


            หากโชคไม่ดี ป่านนี้คงตายที่แดนลับทางใต้ไปนานแล้ว


            “เจ้า…”


            ครึ่งท่อนบนของชายชุดคลุมสีฟ้าดิ้นไปมา เลือดสด ลำไส้ อวัยวะภายในทะลักหล่นตกลงพื้น


            “ค่ายกลนี้! อย่าบอกนะว่า...เจ้าเป็นคนวางไว้!” เขาพูดอย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือด


            ฉู่ซิวหรี่ตาลง มือขวาออกแรงบีบอีกฝ่ายจนตาย ก่อนจะโยนร่างอันไร้วิญญาณไปที่พื้นอีกด้านราวกับขยะไร้ค่า


            ร่างของฉู่ซิวก้าวเข้าไปในบริเวณค่ายกลที่เขาวางเอาไว้ ในไม่ช้าก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าผลหล่อวิญญาณ กลิ่นหอมลอยเข้าจมูก ราวกับจะทะยานขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ ทำให้อดไม่ได้ที่จะลิ้มรสของมันในทันที


            ฉู่ซิวยื่นมือไปเด็ดผลหล่อวิญญาณ


            ในชั่วพริบตา ต้นไม้ก็เหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงแค่ท่อนไม้แห้ง ๆ


            ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนมันถึงจะฟื้นชีวิตกลับมาอีกครั้ง และเติบโตออกมาเป็นผลหล่อวิญญาณลูกที่สอง ทันใดนั้นเองฉู่ซิวก็หยิบกล่องหยกออกมาและผนึกผลหล่อวิญญาณเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ฤทธิ์ยาสูญหายไป


            ฉู่ซิวเก็บกล่องหยกเข้าที่ ก่อนจะหมุนตัวลงจากภูเขา


            ทันใดนั้นเองก็พลันเกิดเสียงดังจ้าละหวั่น หุบเขารัตติกาลระเบิดออกจนซากหินถล่มทลาย พื้นินยุบตัวลงทันใด จากหุบเขารัติกาลที่อันตรายน่าเกรงขามกลับหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ...


            จากนั้น ในแดนลับหวงเหยาก็ไม่มีหุบเขารัติกาลอีกต่อไป


    [ว้าว!! ดูท่าแล้วในอนาคต แดนลับแห่งนี้จะไม่มีผลหล่อวิญญาณอีกแล้วนะ นายท่านนี่ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆไม่ผิดหวังจริงๆ ช่างชั่วร้ายโดยรากเง่าอย่างแท้จริง! ถึงกับตัดรากถอนโคน ได้รับรางวัลคะแนนสะสม 500 แต้ม]


            “หลังจากข้าตายไปแล้ว หากน้ำจะท่วมฟ้าก็ช่างหัวมันสิ!” ฉู่ซิวหัวเราะเย็นชา 


            “ยิ่งไปกว่านั้น บนยอดเขาข้าก็ฆ่าคนไปตั้งมากมาย เห็นทีคงต้องรบกวนหุบเขารัติกาลให้ลบร่อยรอยเสียหน่อย”


    [นายท่าน เจ้าตั้งใจจะทะลุทะลวงระดับที่สิบของขอบเขตกงล้อสมุทรตอนนี้หรือ?]


            “อืม…”


    [มีข่าวไม่ดีไม่เลวที่ข้าต้องเตือนท่าน]


            ฉู่ซิวยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า เขายกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “มีสิ่งใดก็พูดมา!”


    [การก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งที่สอง ท่านจะต้องเผชิญกับฟ้าผ่า...]


            “นี่ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม?”


    [สามารถยืนยันได้ ข้าวิเคราะห์ทั้งหมดสามแสนล้านครั้ง ความน่าจะเป็นที่เจ้านายจะเผชิญฟ้าผ่าคือ 89%]


            โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงขอบเขตหลังจากขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะเผชิญกับฟ้าผ่า! ในบางคนตลอดชีวิตก็ไม่เคยประสบกับฟ้าผ่ามาก่อนด้วยซ้ำ บางทีนี่อาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ของขีดจำกัด ต้องยอมต้านทานผ่านไปให้ได้ เพื่อที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากต้านทานไม่ผ่านก็มีแต่ต้องตายจากไป


            ฉู่ซิวหัวเราะ


            “แค่ฟ้าผ่าจะทำอะไรข้าได้! ข้า! ฉู่ซิวผู้นี้จะบินทะยานขึ้นฟ้า! เหยียบย่ำเก้าชั้นฟ้าไว้ใต้ฝ่าเท้าเอง!!”