บทที่25
ิเยว่หลาน
คนที่น่าสนใจที่สุดในบรรดาพวกมันทั้งหมดและทำหยุนโม่ต้องจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
มันคือสตรีหนึ่งเดียวภายในกลุ่มคนพวกนั้นใบหน้างดงามหาที่เปรียบ ผิวขาวนวลเนียนราวหยก ดวงตาสีดำลึกซึ้ง คิ้วเรียวบาง ชุดนักสู้สีน้ำเงินกรม ผ้าคาดเอวสีเงิน แขนเสื้อกว้างประดับลายคลื่น เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ในมือถือหอกเหล็กดำยาวลากไปกับพื้นรูปลักษณ์ของนางยามสะท้อนกับแสงสว่างจากกองไฟที่ลุกไหม้กลับไม่ได้ทำให้นางนั้นงดงามน้อยลงแต่กลับส่งเสริมให้นางงดงามมากขึ้น
นางเป็หญิงงามที่ทำให้หยุนโม่ดวงตาเปล่งประกาย
แต่สิ่งที่มันทำให้เขานั้นสนใจสตรีผู้ดีมากกว่าคนอื่นภายในกลุ่มมันไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่านางนั้นเป็หญิงงามเพียงเท่านั้น
แต่ว่าด้วยสายตาของหยุนโม่เพียงแค่มองเพียงแค่ครั้งเดียวก็รู้ได้ในทันที
สตรีที่อยู่ด้านหน้านางเป็ผู้นำของกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนี้
และนางยังเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาอีกด้วย
ในเมืองอวี้หยางผู้ฝึกตนหลอมกายามีไม่มากเรียกได้ว่าเป็ผู้ฝึกตนที่เป็ผู้นำของเหล่าผู้ฝึกตนในเมืองเลยก็ว่าได้
กลุ่มผู้ฝึกตนที่ปรากฏกายออกมาพวกเขาลากร่างของอสูรตัวนึงมาด้วย
มันเป็ร่างของสัตว์อสูรที่มีขนาดใหญ่มากมันมีรูปร่างเหมือนกับวัวที่มีผิวหนาแล้วก็มีเขาสามเขาอยู่บนหัว
ในขณะที่ลากมันก็ต้องใช้ผู้ฝึกตนในกลุ่มถึงสามคนในการแบกร่างของมันมา
หยุนโม่จ้องมองเพียงแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าการต่อสู้เมื่อครู่ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็การต่อสู้ของกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนี้กับเ้าสัตว์อสูรที่พวกเขากำลังแบกมาอยู่
เป็เพราะว่าบนล่างของเ้าสัตว์อสูรตัวนั้นมันยังมีรอยาแที่เกิดขึ้นบริเวณกลางลำตัวเืของมันยังคงไหลออกมาไม่หยุดเห็นได้ชัดก็เพิ่งตายไม่นาน
เ้าสิ่งที่อยู่ด้านหน้าเป็สัตว์อสูรระดับสองขั้นต้น
าแที่ทำให้เ้าสัตว์อสูรตัวนี้ตายในทันทีมันเป็าแของหอกที่ทะลวงเข้าสายกลางลำตัวของมัน
หยุนโม่มองในในมือของหญิงงามผู้นั้นเขาเองก็รู้ได้ในทันทีว่ามันเป็ฝีมือของนาง
กลุ่มผู้ฝึกตนที่ย่างกายเข้ามาในที่สุดพวกเขาเองก็หยุดชะงัก
จ้องมองไปยังคนหนุ่มที่กำลังยืนจ้องมองพวกเขาอยู่
ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งภายในกลุ่มก็พูดขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “ปุถุชนงั้นหรือ?”
สมาชิกที่เหลือภายในกลุ่มก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจจ้องมองด้านหน้าที่หยุนโม่ที่กำลังยืนอยู่
เห็นได้ชัดว่าการที่พบมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนภายในสถานที่แห่งนี้ มันเป็เื่ที่น่าประหลาดเป็อย่างมาก
แม้แต่สตรีที่เป็ผู้นำกลุ่มเองก็ยังเลิกคิ้วขึ้นดวงตางดงามของนางจ้องมองมาที่บุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าอย่างประหลาดใจ
หยุนโม่เห็นพวกที่อยู่ด้านหน้า หยุดชะงักไม่ก้าวเดินต่อเขาจึงเปลียนสีใบหน้าของตนเองก่อน
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยุนโม่ประสานมือคารวะพวกที่อยู่ด้านหน้า
“ถ้าคิดว่าเป็สัตว์อสูรเสียอีกเสียมารยาทแล้วเสียมารยาทแล้ว” หยุนโม่กล่าวออกมายังยิ้มแย้ม
ชายวัยกลางคนร่างกายกำยำใบหน้าดุดันอยู่ใกล้กับสตรีที่เป็ผู้นำมากที่สุดก้าวเท้ามาด้านหน้า ตั้งค่าพร้อมลงมือ
“หัวหน้าคนผู้นี้แปลกๆ”ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าดุดันผู้นั้นเอ่ยขึ้น
หยุนโม่ยังคงยิ้ม
สำหรับผู้ฝึกคนพวกนี้การที่ปุถุชนผู้หนึ่งมาอยู่ภายในป่าอสูรแถมยังมีชีวิตรอดในยามราตรีเช่นนี้ มันเป็เื่ที่แปลกประหลาดไม่แปลกที่คนพวกนี้จะระวังตัว
ทันทีชายวัยกลางคนใบหน้าดุดันผู้นั้นพูดขึ้นมาพวกที่เหลือเองก็ตั้งท่าความลงมือต่างฝ่ายต่างยกอาวุธของตนเองขึ้น
ทันใดนั้นสตรีดีที่เป็ผู้นำกลุ่มคนละก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้านางยกมือเพียวบางงดงามของตัวเองขึ้น เป็การสั่งการให้พรรคพวกของตนเองนั้นใจเย็นลง
“ใจเย็นก่อน” เสียงอันไพเราะดังลอดออกมาจากปากของนาง
กลุ่มบุรุษหกคนที่อยู่ด้านหลังค่อยๆลดอาวุธของตนเองลง
เห็นได้ชัดว่าเชื่อฟังสตรีผู้ที่เป็ผู้นำกลุ่มเป็อย่างมาก
นี่ทำให้หยุนโม่เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
แล้วสถานการณ์ที่อาจจะพบเจออันตรายได้ทุกเมื่อแต่เมื่อสตรีผู้ที่เป็ผู้นำกลุ่มสั่งให้หยุดมือคนพวกนี้ลดอาวุธโดยที่ไม่ลังเลมันเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นเชื่อมั่นในสายตาของผู้นำกลุ่มของตนเองเป็อย่างมาก
ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนี้ถ้าเกิดว่าเป็ผู้อื่นต่อให้ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าก็คงจะไม่กล้าลดอาวุธลงอย่างไม่ลังเลแบบนี้
หยุนโม่เก็บความสงสัยบนใบหน้าของตนเองลงไปอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ยิ้มให้สตรีผู้นั้น
“แม่นางท่านนี่งดงามยิ่งั้แ่เดินเข้ามาในป่าแห่งนี้ข้าพบเจอแต่สัตว์อสูรไม่คาดคิดว่าจะพบหญิงงามอย่างท่านด้วย” หยุนโม่กล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น
บุรุษทั้งหกคนที่อยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว
แต่สตรีผู้งดงามที่อยู่ด้านหน้ากับยกยิ้มขึ้นอย่างทรงเสน่ห์
“พวกข้าขอหยุดพักด้วยได้หรือไม่”นางกล่าวขึ้นอย่างแ่เบาแต่น้ำเสียงนั้นไพเราะเป็อย่างยิ่ง
หยุนโม่รีบพยักหน้าตอบรับ
สตรีนางนั้นยกมือให้พวกที่อยู่ด้านหลังทำการจัดแจงที่พัก
หยุนโม่ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเป็มิตรเพียงแต่ว่าภายใต้รอยยิ้มอันเป็มิตรบนใบหน้า ตัวของเขาเองก็ยังคงรอบประเมินกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนี้อยู่ตลอดเวลา
คำพูดที่เขาพูดชมโดยออกไปก่อนหน้านี้ที่จริงแล้วเหมือนคำพูดแทะโลมแต่ก็ว่าเขาเองก็้าที่จะยืนยันนิสัยของสตรีผู้นี้ด้วย
ถ้าเกิดว่าเป็สตรีอารมณ์ร้ายคำพูดเมื่อคู่ที่เขาพูดออกไปย่อมทำให้นางนั้นะเิโทสะ
แต่ว่าในตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นเห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้ใจเย็นเป็อย่างมาก
แถมเหมือนว่าจะมองเห็นความแปลกประหลาดของเขาเลยคิดอยากจะสืบเสาะหาความลับของเขาดู
นี่ทำให้หยุนโม่ประเมินได้แล้วว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา
และกลุ่มผู้ปกครองพวกนี้ก็จัดการผู้พักจนเสร็จกองไฟที่เดิมที่ถูกจุดอยู่แล้วของหยุนโม่ มันเองก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น
และคนทั้งแปดก็นั่งล้อมกองไฟที่ลุกไหม้
ตำแหน่งที่นั่งน่าสนใจเป็อย่างยิ่งเป็เพราะว่าสตรีที่เป็ผู้นำกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนี้ หน้าเหมือนนั่งใกล้ๆกับหยุนโม่
หยุนโม่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าั้แ่ต้นจนจบ
เมื่อได้โอกาสหยุนโม่จึงหันไปหาสตรีข้างกาย “นี่แม่นาง..”
“ท่านมีนามว่าอันใดงั้นหรือ?”
หญิงงามผู้นั้นยกยิ้มขึ้นอย่างทรงเสน่ห์ดวงตาสีดำขลับของนางหันมองจ้องมองหยุนโม่
“ถามนามผู้อื่นเ้าต้องกล่าวนามของตนเองก่อนมิใช่หรือ?” นางเอ่ยกลับมา
หยุนโม่ทำหน้าเข้าใจจากนั้นก็ปัดตบร่างกายของตนเองจากนั้นก็กระแฮ่มลำคอเตรียมพร้อมจากนั้นก็แนะนำตนเอง “ข้าหยุนโม่ เป็เพียงคนธรรมดาผู้นึง”
หญิงงามเมื่อเห็นท่าทางที่น่าขบขำของหยุนโม่นางเองก็หัวเราะอย่างทรงเสน่ห์ บุรุษที่อยู่ด้านหน้าของนางน่าสนใจเป็อย่างยิ่ง
ในใจของนางรู้ดีว่าบุรุษท่าทางขบขำด้านหน้าที่มีนามว่าหยุนโม่อีกฝ่ายไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก
“หยุนโม่..อืมข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”
“ข้ามีนามว่าิเยว่หลาน”นางแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงไพเราะ
หยุนโม่ใบหน้ายังคงแย้มยิ้ม
แต่ว่าในใจของเขาระบุได้แล้วว่าผู้ที่อยู่ข้างกายของตนเองผู้นี้เป็ผู้ใด
ิเยว่หลานสตรีขอบเขตหลอมกายาหนึ่งเดียวในเมืองอวี้หยาง หัวหน้ากลุ่มกลีบบุปผาหนึ่งในสองกลุ่มผู้ฝึกตนใหญ่ภายในเมืองอวี้หยางอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มหมาล่าเนื้อ เป็รองเพียงแค่สองตระกูลใหญ่เท่านั้น