หนึ่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนการประลองจะเริ่มต้น...
เมืองหินขาวแทบจะกลายเป็เมืองที่ไม่เคยหลับใหล โรงเตี๊ยมทุกแห่งเต็มไปด้วยผู้คน ร้านน้ำชาและร้านสุราต่างเปิดให้บริการจนดึกดื่นเพื่อรองรับเหล่านักสู้และผู้ติดตามที่มาจากทั่วทุกสารทิศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความตึงเครียดที่ััได้ในอากาศ
แต่ภายในร้านโอสถของท่านหมอฟาง ทุกอย่างยังคงดำเนินไปในจังหวะของตัวเอง
สวี่เจี๋ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ลานฝึกกลางแจ้ง เขากลับมาในตอนเย็นด้วยสภาพอิดโรยแต่ดวงตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการแข่งขัน เขาลับกระบี่ของตนจนคมกริบ ตรวจสอบเสื้อผ้าและรองเท้าสำหรับการต่อสู่อย่างละเอียดครั้งแล้วครั้งเล่า
ส่วนเฟยหลง การเตรียมตัวของเขาแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำสมาธิและทบทวนทุกบทเรียนที่มารดาได้สอนสั่ง เขาไม่ได้ฝึกฝนท่าร่างอย่างหนักหน่วง แต่กลับฝึกฝนการควบคุมภายในให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น เขาสามารถทำให้เปลวเทียนเอนลู่ไปตามใจนึกได้ด้วยลมปราณที่ส่งผ่านฝ่ามือโดยไม่ต้องัั เขาสามารถแยกแยะเสียงฝีเท้าของคนที่เดินผ่านหน้าร้านได้โดยไม่ต้องมอง จิตใจของเขาสงบนิ่งและใสกระจ่างราวกับผิวน้ำในยามเช้า
คืนก่อนวันประลอง ท่านหมอฟางได้เรียกเฟยหลงไปพบเป็การส่วนตัว
"พรุ่งนี้แล้วสินะ" ชายชรากล่าวพลางจิบชา "แม่ของเ้าสอนวิชาป้องกันตัวให้เ้า ส่วนข้าสอนเ้าเื่การรักษา แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เ้าต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองในสนามประลอง"
เฟยหลงตั้งใจฟัง
"ในการประลอง" ท่านหมอฟางกล่าวต่อ "เ้าจะไม่ได้เจอแค่คู่ต่อสู้ แต่จะเจอความโลภ ความอิจฉา และความทะเยอทะยานของมนุษย์...จงอย่ามองแค่เพลงหมัดหรือเพลงกระบี่ของพวกเขา แต่จงมองให้ทะลุถึงแก่นแท้ในใจของพวกเขา แล้วเ้าจะพบจุดอ่อนที่แท้จริง"
เขายื่นขวดกระเบื้องเล็กๆ ให้เฟยหลง "นี่คือ 'ยาเม็ดหวนลมปราณ' ข้าสกัดมันขึ้นมาเป็พิเศษ มันช่วยฟื้นฟูลมปราณได้เร็วกว่ายาปกติสามส่วน จงใช้เมื่อถึงเวลาที่จำเป็จริงๆ เท่านั้น"
"ขอบคุณขอรับ ท่านหมอ" เฟยหลงรับมาและโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
เช้าวันประลองมาถึงพร้อมกับเสียงโห่ร้องกึกก้องที่ดังมาจากทิศของลานประลองกลางเมือง ผู้คนนับหมื่นต่างหลั่งไหลกันไปจับจองที่นั่งเพื่อชมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี
ขณะที่เฟยหลงและสวี่เจี๋ยกำลังเดินปะปนไปกับฝูงชน พวกเขาก็ได้พบกับอาทิตย์หมัดเหล็กโดยบังเอิญ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ดูแข็งแกร่งและทรงพลังกว่าที่เคย เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าให้เฟยหลงอย่างหนักแน่น...มันคือการทักทายที่เต็มไปด้วยความเคารพและยอมรับ
แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก พวกเขาเดินผ่านร้านน้ำชาแห่งหนึ่งและได้เห็นหลิวเฟิงกับพรรคพวกกำลังนั่งดื่มชาโอ้อวดอยู่กับศิษย์จากตระกูลอื่น เมื่อหลิวเฟิงเห็นเฟยหลง เขาก็ยิ้มเยาะแล้วะโข้ามถนนมา "เฮ้! ไอ้เด็กบ้านนอก! ยังไม่หนีกลับไปอีกรึ? ดี! ข้าจะรอเจอเ้าบนลานประลอง...แล้วข้าจะเหยียบเ้าให้จมดินต่อหน้าคนทั้งเมืองเลย!"
สวี่เจี๋ยกำหมัดแน่น แต่เฟยหลงเพียงแค่ชายตามองอย่างเฉยเมยแล้วเดินต่อไป คำขู่ของคนเช่นนี้ไม่มีผลต่อจิตใจที่นิ่งสงบของเขาอีกแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าลานประลอง พวกเขาก็เห็นกระดานประกาศขนาดใหญ่ที่อธิบายถึงกฎการแข่งขันรอบแรก
สวี่เจี๋ยอ่านออกเสียงด้วยความตกตะลึง "การคัดเลือกรอบแรก: การประลองตะลุมบอน! ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดกว่าสี่ร้อยคนจะถูกแบ่งออกเป็สี่กลุ่ม ขึ้นไปประลองพร้อมกันบนลานประลองขนาดใหญ่สี่ลาน ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่บนลานได้เป็ 30 คนสุดท้ายของแต่ละลาน หรือผู้ที่ถูกผลักตกจากลาน จะถือว่าสิ้นสุดการแข่งขัน!"
"์!" สวี่เจี๋ยอุทาน "นี่มันไม่ใช่แค่การทดสอบฝีมือ แต่เป็การทดสอบการเอาชีวิตรอดชัดๆ! คนสี่ร้อยกว่าคนให้เหลือเพียงร้อยยี่สิบคนในรอบเดียว! โเี้เกินไปแล้ว!"
เสียงฆ้องขนาดใหญ่ดังกังวานขึ้นสามครั้ง ทำให้เสียงพูดคุยทั้งหมดเงียบลงโดยพลัน เ้าเมืองหินขาวกล่าวเปิดงานอย่างสมเกียรติ จากนั้นพิธีกรผู้มีเสียงดังทรงพลังก็ก้าวขึ้นมาบนแท่นกลาง
"ขอต้อนรับเหล่ายอดฝีมือหนุ่มสาวทั้งหลายสู่การประลองแห่งหุบเขาจันทรา!" เสียงของเขาก้องไปทั่วทั้งลาน "บัดนี้...ถึงเวลาที่พวกท่านรอคอยแล้ว! การคัดเลือกรอบแรก...การประลองตะลุมบอน...จะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้! ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่งถึงหนึ่งร้อย ขึ้นสู่ลานประลองที่หนึ่ง!"
เสียงโห่ร้องของฝูงชนดังกระหึ่มราวกับเสียงฟ้าร้อง
เฟยหลงมองดูหมายเลขบนป้ายไม้ของตน...สามร้อยเจ็ดสิบสี่...เขายังไม่ต้องขึ้นไปในกลุ่มแรก เขามองไปยังลานประลองที่หนึ่ง ที่ซึ่งผู้คนร้อยชีวิตกำลังเดินขึ้นไปยืนประจันหน้ากัน...ในหมู่พวกเขามีทั้งอาทิตย์หมัดเหล็ก และหลิวเฟิง
เขาไม่ได้มองพวกเขาในฐานะมิตรหรือศัตรู แต่มองในฐานะบทเรียน...บทเรียนแรกของการประลองที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก...ััได้ถึงไอเย็นจากจี้ห้อยคอของบิดา...ระลึกถึงคำสอนของมารดา...และนึกถึงคำเตือนของท่านหมอฟาง
่เวลาแห่งการรอคอยอันเงียบสงบได้สิ้นสุดลงแล้ว...พายุ...ได้มาถึงแล้วจริงๆ