ในทุก ๆวันการเติบโตของลูกมังกรน้อยในร่างอสุรเทวาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เขาถูกเคี่ยวกรำทั้งการเล่าเรียนฝึกฝนและบ่มเพาะนิสัยด้านชั่วร้ายแต่กระนั้นเด็กชายก็ยังคงมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุดไม่ได้หลอมรวมไปตามสังคมความเป็นอยู่ที่ชั่วร้ายโดยรอบแต่อย่างใด
เฮรีมหัวหน้าเผ่าปีศาจเป็นตายเขาเฝ้ามองการเติบโตของเด็กน้อยด้วยแววตาเฉยชาไม่ชอบพอรักใคร่ แต่ก็ไม่เกลียดชังถึงขนาดทรมานให้ตายเด็กคนนี้เติบโตเร็วผิดจากเด็กเผ่าพันธุ์ของปีศาจหรืออสรุเทวาทั่วไปสิ่งที่ดูจะเป็นลักษณะพิเศษที่ค่อย ๆ เติบโตมาพร้อมกับร่างกายที่เติบใหญ่คือ ‘เขา’ ข้างขวาบนศีรษะสีดำสนิทนั่นลักษณะเหมือนกับของมังกรไม่มีผิดแต่มันมีเพียงข้างเดียว
นับวันเด็กน้อยเติบโตขึ้นเรื่อย ๆระยะเวลาแค่ห้าร้อยปีล่วงพ้นก็มีลักษณะคล้ายเด็กสิบขวบรูปร่างหน้าตางดงามดวงตาสีรัตติกาลเย็นชาทำให้เขาถูกรังแกอยู่บ่อยครั้งจากพวกปีศาจที่โตกว่าเพราะอิจฉาริษยาในความดูดีเกินไป
“เฮ้ย!! ดูไอ้เด็กที่หัวหน้าเก็บมาเลี้ยงสิ มันมีเขาแปลกๆ ด้วยว่ะ อย่างกับพวกมังกรเลย ฮ่า ๆ” กลุ่มปีศาจรุ่นพี่คนหนึ่งชี้ชวนให้ดูเด็กชายที่แอบมองการฝึกฝนต่อสู้ของพวกเขาอยู่
“มังกรบ้าอะไรจะมีรูปร่างแบบนี้วะเผ่าพันธุ์มันคงผสมกันจนมั่วไปหมดไม่รู้ว่าใครเป็นใครเผ่าไหนเป็นเผ่าไหนล่ะสิอสรุเทวาก็ไม่ใช่ ปีศาจหรือพวกฝั่งแดนวิญญาณก็ไม่เชิง ดูสีตามันซี่ดำมืดยังกับก้นบึ้งใต้ยมโลก” อีกหนึ่งเอ่ยสำทับ
“บางทีข้าแอบเห็นมันนะเวลามันหลับร่างกายมันกลับเหลือแต่โครงกระดูกใสๆ ด้วย” ปีศาจหลายตนเริ่มเดินมาร่วมวงสนทนา
“บ้าไปใหญ่แกก็โม้ไป” ต่างผลักกันไปมาเมื่อไม่เชื่อเรื่องที่อีกฝ่ายพูด
“ไม่ได้โม้ข้าเห็นจริง ๆ” ปีศาจตนที่บอกว่าเห็นกับตายืนยันเสียงแข็ง
“เอาอย่างนี้ไหมวะ ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นอะไรเราลองตัดเขาง่อย ๆ ข้างนั้นของมันไหม” หนึ่งในกลุ่มปีศาจนึกสนุก
“เออความคิดดีบางทีมันอาจจะกลายร่างจะได้รู้ไงว่ามันเป็นตัวอะไร” กลุ่มปีศาจรุ่นหนุ่มนึกสนุก พวกมันรวมตัวกันได้สี่ห้าคนก็เดินตรงไปหาเป้าหมายที่แอบมองพวกเขาอยู่
“นี่ไอ้หนู พ่อแม่แกเป็นใครกันแน่วะ” หนึ่งในปีศาจรุ่นหนุ่มเดินตรงมาหาเด็กชายพร้อมกับล็อคคอเขาไว้เด็กชายขัดขืนเล็กน้อยแล้วเหลือบมองคนที่สูงกว่า
“แน่ะ ถามยังมามองหน้าตาขวาง นี่ ๆพวกเราช่วยแกได้นะเอาไหม” อีกหนึ่งเดินมากอดคอเด็กชายจากอีกด้าน
“เขาบ้า ๆ นี่ของแกมันดูแปลก ๆให้พวกข้าเอาออกให้ไหม” อีกหนึ่งเสนอพร้อมกับยื่นมือมาจับเขาของเด็กชายโยกไปมา
เมื่อถูกรบกวนด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรและดูอยากจะแกล้งเขาเสียมากกว่าเด็กชายไม่รอช้าออกแรงผลักปีศาจหนุ่มเหล่านั้นก่อนจะออกวิ่งไปอีกทาง
“เฮ้ย!อย่าหนีสิวะ จับมันวันนี้หัวหน้าไม่อยู่จะได้รู้สักทีว่ามันเป็นตัวอะไร” ปีศาจรุ่นหนุ่มทั้งห้าตนไล่จับเด็กชายที่วิ่งลัดเลาะไปตามทางแคบต่างๆ แต่สุดท้ายเด็กชายก็จนมุมและถูกจับได้ในที่สุด
“จับมันไว้อย่าให้มันดิ้นได้ ข้าจะเอาขวานนี่จามเขามันออกมา” ว่าแล้วทั้งหมดก็ช่วยกันยึดเด็กชายก่อนจะจับศีรษะให้อยู่กับที่ให้เพื่อนใช้ขวานฟันเข้าที่เขาของเด็กชายจนขาดติดมือมา
“อ้ากกกกกก..!!” เสียงร้องของเด็กชายดังก้องพร้อมกับร่างที่ถูกพวกปีศาจหนุ่มโยนลงพื้นอย่างไม่ใยดีปล่อยให้เขานอนเกลือกกลิ้งด้วยความเจ็บปวด เลือดสีดำไหลเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เฮ้ย! เขามันไม่มีแล้วว่ะ ขนาดเลือดมันยังเป็นสีดำรสชาติมันจะเป็นยังไงน้า คงต้องลองชิมดู หึ ๆ” หนึ่งในปีศาจที่เป็นคนตัดเขาของเด็กชายแลบลิ้นเลียเลือดสด ๆ ที่หยดออกมาจากเขานั่นพร้อมกับมองภาพคนที่นอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเย้ยหยัน
“โอ๊ย ๆ! แสบร้อน ๆ อ๊าก ๆ!” เมื่อเลือดสีดำสัมผัสปลายลิ้นและไหลลงคอคนที่ชอบความโอชะของเลือดถึงกับสะดุ้งโหยงแลบลิ้นยาวพร้อมกับใช้มือถูกไถพยายามจะเช็ดเลือดสีดำที่ได้ลิ้มลองไปเมื่อครู่ให้หมดเพราะเจ็บปวดแสบร้อนเหลือทน เลือดสีดำนี้มีฤทธิ์ราวกับน้ำกรดกัดกร่อนได้
“นั่นพวกแกทำอะไรกัน” เสียงตะหวาดดังก้องราวกับฟ้าผ่าพวกปีศาจหนุ่มต่างกลัวจนหัวหด
“ข้าก็แค่อยากรู้ว่าไอ้เด็กนี่มันตัวอะไรกันแน่ท่านเองก็ไม่ได้รักไม่ได้อยากเลี้ยงมันเท่าไรมิใช่หรือหัวหน้า” หนึ่งในห้าเอ่ยออกไปด้วยความร้อนรนปนกังวลใจเพราะเพื่อนกำลังเจ็บปวดจากเด็กชายคนนี้ และสิ่งที่พวกเขาทำก็ไม่ได้ผิดอะไร
“ฉึก!!...แต่ข้าก็ไม่เคยพูดให้ใครรังแกมันก็ได้เข้าใจรึเปล่า” เฮรีมเสียบมือเข้าไปในอกคนที่เพิ่งพ่นคำถามออกมาทำให้พวกที่เหลือและตนที่บาดเจ็บถึงกับตาเหลือกลาน พร้อมกับวิ่งหนีกระเจิงไปไกลและทิ้งเขาที่เพิ่งตัดไว้ใกล้กับร่างของเด็กชาย
“ไปให้พ้นหน้าข้า เพราะเจ้าทำลูกสมุนข้าต้องตายและอย่าแม้แต่น้ำตาของเจ้าจะหยดลงพื้นของแดนเป็นตายเชียว ออกไป” เฮรีมตะหวาดไล่คนที่นอนคุดคู้
ฮาร์มค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นมือหนึ่งคว้าเขาของตนเองแล้ววิ่งออกไปอย่างสุดกำลังสุดท้ายแล้วก็ได้ที่หลบซ่อนในโพรงถ้ำเก่าที่มีแต่กลิ่นสาบสางของปีศาจได้แต่เก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้
ในขณะที่ห้วงความคิดกำลังหลุดลอยไปไกลเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น เสียงของคนที่พาเขามาไว้ที่นี่ นาน ๆ จะมาพบเขาสักครั้ง
“เจ้าเป็นเช่นไรบ้างฮาร์ม” ชายในชุดคลุมหน้ากากขาวยื่นหน้าเข้ามาในโพรงถ้ำแคบๆ ที่เขาหลบอยู่ ไม่ว่าเขาจะแอบซ่อนตัวอยู่ที่ใดคนคนนี้ก็มักจะหาเขาเจอได้โดยง่าย
“ทรมาน” เขาตอบเสียงเรียบพร้อมกับจับเขาที่ถูกตัดไปเอามาสัมผัสความเรียบลื้นของมัน
“ข้าคงจะไม่ขอโทษเจ้าหรอกนะที่เจ้าต้องทนทรมานชะตาส่งให้ชีวิตเจ้าเป็นเช่นนี้” ชายหน้ากากนั่งลงหันหลังพิงกับโพรงถ้ำแคบ
“ข้าเป็นใคร” เด็กชายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยในมือยังคงไม่ละจากสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
“มังกร ทายาทสุดท้ายของไฮดรา” ชายหน้ากากตอบ ทำเอาเด็กชายถึงกับตาโต
“มังกรต้องมีผู้ฟูมฟักมิใช่หรือ” เรื่องนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปในโลกเซนเทียห่วงโซ่สูงสุดของที่นี่คือมังกรและผู้ฟูมฟัก
“ข้าคือผู้ฟูมฟักเงาของเจ้าเจ้าเติบใหญ่ได้เพราะข้ายังคอยวนเวียนอยู่ข้างเจ้า” ชายหน้ากากตอบพร้อมกับเยี่ยมหน้าเข้าไปในโพรงถ้ำอีกรอบ
“รู้หรือไม่เจ้ามีผู้ฟูมฟักที่แท้จริงนะ” ชายหน้ากากยื่นมือเข้าไปคว้าแขนของเด็กชายแล้วค่อยๆ ดึงเขาออกมา
“คนนั้นอยู่ที่ไหน” เด็กชายเอ่ยถามพร้อมกับคลานตามมือของคนที่ดึงแขนเขาเอาไว้อย่างว่าง่าย
“ในภพที่ถูกห้ามไว้” ชายหน้ากากตอบพร้อมกับจัดแจงให้เด็กชายนั่งอยู่ตรงหน้าเขา
“ภพไหน” เด็กชายกุมเขาของตนไว้แนบอกแม้ใบหน้าทั้งหน้าจะเปื้อนไปด้วยเลือดสีดำก็ตาม
“มนุษย์” ชายหน้ากากตอบพร้อมกับเสกผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาเด็กชายอย่างเอ็นดู
“มนุษย์หรือ?” ดวงตาสีดำเบิกโพลงด้วยความอยากรู้
“ใช่ เมื่อถึงเวลาที่ได้พบเขาเจ้าจะรู้ได้เอง” ชายหน้ากากใช้ผ้าบิดหมาดเช็ดผมหน้าตาเนื้อตัวของเด็กชายจนสะอาดเลือดมากมายขนาดนี้ เด็กตรงหน้าคงเจ็บไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มีรอยน้ำตาสักหยดให้เห็น
“ข้าอาจเป็นมังกรที่ไม่คู่ควรกับคนนั้น” พูดแล้วก็ก้มลงมองเขาของตนที่เพิ่งถูกตัดทิ้งอย่างง่ายดายแม้แต่เขาอยู่บนหัวแท้ ๆ ยังรักษาไว้ไม่ได้ แล้วจะเป็นมังกรที่ปกป้องผู้ฟูมฟักได้เช่นไร
“เจ้าจงเชื่อมั่นในตนเองสิข้าส่งเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อฝึกฝน อดทนต่อความยากลำบากเช่นเดียวกับผู้ฟูมฟักของเจ้าที่กำลังเผชิญอยู่ เจ้าเป็นคนพิเศษรู้หรือไม่ร่างกายนี้เจ้าได้มาจากน้ำตาแรกกำเนิด ที่พิเศษกว่านั้นชีวิตเจ้าคาบเกี่ยวกับความเป็นตายมาโดยตลอดแม่ของเจ้าสิ้นใจตั้งแต่เจ้าอยู่ในท้อง ผู้ให้ร่างกายนี้กับเจ้าก็กำลังจะสิ้นใจและให้กำเนิดผู้ฟูมฟักเจ้ามา เจ้าไม่คิดหรือว่าเจ้าพิเศษขนาดไหน” ชายหน้ากากปลอบใจ
“ทำไมเพื่อให้ข้ามีชีวิต จะต้องมีคนตายด้วยเล่า” เด็กชายเอ่ยถามต่อ ที่ชายหน้ากากพูดมามีแต่คนตายรอบตัวเขาเพื่อให้เขามีชีวิตวันนี้ก็เช่นกัน หนึ่งในคนที่ตัดเขาบนหัวของเขาก็ถูกหัวหน้าฆ่าตายอย่างเลือดเย็น
“เพราะเจ้าคือผู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างลมหายใจและความตายไงเจ้าจึงเป็นคนพิเศษ วันข้างหน้าหากพบกับผู้ฟูมฟักของเจ้า นั่นคือโชคชะตาเส้นทางจะมีให้เจ้าเลือกแค่สองทาง ความดีและความชั่วมีแค่สองทางนี้แต่ทั้งสองทางเจ้าจะเป็นที่สุดของทางที่เจ้าเลือก” ชายหน้ากากทิ้งปริศนาไว้ให้เด็กชายได้ขบคิด
พลันสายตาเด็กชายก็เหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลคาดว่าคงมากับผู้ฟูมฟักเงาของเขาเป็นแน่
“นางเป็นใคร?” เด็กชายเอ่ยถาม
“ตัวแทนของคนในใจข้าน่ะข้าต้องไปแล้วมีหลายเรื่องให้ข้าต้องสะสาง อดทนไว้เด็กน้อย ความยากลำบากที่เจ้าพบจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ฟูมฟักเจ้ามาเยือน” ชายหน้ากากลูบศีรษะเขาเบา ๆก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เขตแดนปีศาจเป็นตายในคืนหนึ่ง ในวันที่ฝ่ายมืดออกล่าอาณานิคมเผ่าปีศาจเป็นตายแห่งหุบผายมทูตเป็นหนึ่งในเป้าหมายของค่ำคืนนี้การรุกรานอย่างอุกอาจของมังกรนับร้อยตัวเผาทำลายหมู่บ้านปีศาจขยายไปเป็นวงกว้างทั่วทั้งหุบผายมทูตร้อนระอุถูกโหมไหม้ราวกับไฟนรกพวกปีศาจเป็นตายไม่ยอมลงให้กับฝ่ายมืด ออกรบพุ่งต่อสู้อย่างเต็มกำลังแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถต่อกรกับความยิ่งใหญ่ของฝ่ายมืดได้
“ฮาร์ม เจ้าหนีไป” เฮรีมที่ถูกทำร้ายจนร่างกายเหลือครึ่งท่อนลากสังขารตนเองมาหาเด็กชายที่หลบซ่อนในตรอกหุบผาเพราะยังเด็กจึงไม่อาจช่วยต่อสู้ได้จำต้องหนีมาหลบกับเผ่าปีศาจเป็นตายทั้งผู้หญิงและเด็กจำนวนหนึ่ง
“แม้ข้าจะไม่ได้เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดีแต่ข้าก็ต้องการให้เจ้ามีชีวิตรอด” เฮรีมคว้ามือของเด็กชายมากุมไว้ เลือดไหลโทรมกาย
“ข้าไม่สามารถคืนเขางามที่เจ้าแสนจะภูมิใจให้ได้แต่ข้าก็รักษามันไว้ให้เจ้าอย่างดี” เฮรีมยื่นห่อผ้าให้กับฮาร์ม เมื่อแกะออกดูก็เป็นเขาของเด็กชายที่เคยถูกตัดทิ้งเมื่อนานมาแล้วแม้ตอนนั้นจะหวงแหนและเสียดาย แต่ฮาร์มก็ทิ้งมันไปอย่างไม่ใยดีเพราะไม่มีประโยชน์อะไรและมันยังคอยย้ำเตือนให้เขาได้รู้ว่าเขาช่างอ่อนแอและประหลาดแต่เฮรีมกลับเก็บรักษาไว้ให้เด็กชายโดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
“รับมันไว้ แล้วไปซะ” เฮรีมออกปากไล่อีกหนเขาไม่อยากให้เด็กคนนี้ต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกับเผ่าพันธุ์ของเขา
“อีกสามวันเอิร์นนิสจะมาหาเจ้าตอนนี้เจ้าต้องหลบซ่อนจากมังกรใจบาปนั่น” เฮรีมพยายามผลักไสเด็กชายแต่ที่เขาทำกลับตรงกันข้าม
ฮาร์มหาได้ซ่อนตัวไม่ เขาก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับโฮล์เบเรียสที่กำลังมองหาผู้หลบซ่อนอยู่มังกรร้ายหมายใจจะฆ่าล้างบางให้หมดเสียทีเดียว เมื่อผู้อ่อนแอไม่จำยอมในข้อเสนอแต่แล้วก็มีร่างเล็ก ๆ วิ่งมาหาเขา
“ข้าคือทายาทแห่งหุบผายมทูตเผ่าเป็นตายคนสุดท้ายปล่อยพวกเขาไปแล้วข้าจะไปกับท่าน” เด็กชายประกาศกร้าว เขาไม่เกรงกลัวเจ้ามังกรตัวใหญ่ตรงหน้าสักนิดขอเพียงผู้ที่หลบซ่อนอยู่ในตรอกนั่นรอด ถ้าจะแลกชีวิตก็นับว่าคุ้มค่าถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้ทำให้เขามีความสุข แต่ก็ทำให้เขาเติบโตมา
“ยอดเยี่ยม เจ้ายอมจำนนเองสินะรู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าออกมาพบข้าจุดจบคือสิ่งใด” โฮล์เบเรียสในร่างมังกรดำดวงตาสีแดงเป็นประกายจ้องมองเด็กชายอย่างประเมินค่า
“ความตาย” เด็กชายตอบอย่างรู้ดีว่าเขาออกมาเช่นนี้คงไม่รอด
“แต่เจ้าก็ช่างกล้าหาญ ข้าชอบข้าจะใช้งานเจ้าเช่นไรดีนะ อ่า….ข้านึกออกแล้ว” โฮล์เบเรียสลอบมองดวงตาสีดำเด็ดเดี่ยวคู่นั้นอย่างชั่งใจถ้านี่เป็นทายาทคนสุดท้ายของหุบผายมทูต ประตูแบ่งแดนระหว่างโลกคนเป็นและคนตายแล้วการได้ทำอะไรหยามน้ำหน้าพวกที่เฝ้าโลกวิญญาณอีกฝากหนึ่งคงสนุกไม่น้อย
สุดท้ายแล้วโฮล์เบเรียสก็ไม่ปล่อยให้ใครหลุดรอดไปสักคนในค่ำคืนนี้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นตายดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายที่สุดคำขอร้องจากเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่มีผลอันใดกับเขาแถมเขายังฝากการหยาบหยามดินแดนนี้ไว้อย่างเจ็บแสบก่อนจะจากไป
ร่างเล็กนอนนิ่งดวงตาเบิกโพลงข้างหนึ่งสีแดงและอีกข้างสีดำสนิทไร้แวว ความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสจะตายก็ไม่ได้จะมีชีวิตก็ยังไม่ได้อีก ริมฝีปากซีดขาวจนไร้สีเลือดใด ๆในมือขวายังกุมห่อผ้าที่ห่อเขาของตนไว้แน่น ร่างกายเริ่มเย็นเฉียบอย่างช้า ๆ
เงาร่างมากมายรายล้อมรอบตัวเขาบินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาอย่างรอคอยพวกเงาร่างนั้นดูกระวนกระวาย มีเสียงกรีดร้องเล็กแหลมดังอยู่ไปทั่วบริเวณ
ร่างของเขาถูกนำมาทิ้งไว้หน้าหุบเหวลึกและยอดเขาโดยรอบก็สูงเทียมฟ้าสถานที่ต้องห้ามที่เฮรีมไม่เคยพาเขามา เคยได้ยินแต่เขาเล่ากันว่าที่นี่คือหุบผายมทูตที่แท้จริงแต่บริเวณที่เหล่าปีศาจเป็นตายอาศัยอยู่คือด่านหน้าของที่ลึกลับน่ากลัวแห่งนี้เท่านั้น
เงาร่างใหญ่สีดำ ลอยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ไร้รูปลักษณ์ใด ๆให้เด็กชายได้มองเห็น มีเพียงละอองเขม่าควันที่ลอยอวลอยู่ภายใต้ผ้าคลุมลื่นมันสีดำรายล้อมเด็กชายที่ลมหายใจขาดห้วงติดขัด เด็กคนนี้จะต้องตายหากแต่เจ้ายมโลกไม่ยินยอมที่จะรับเขามาและก็ไม่สามารถปล่อยให้วิญญาณให้ล่องลอยไปได้
“ท่านทำไมได้หรอก ยมทูต” เสียงหนึ่งเอ่ยขัดขณะที่เหล่ายมทูตหลายตนพยายามจะดึงวิญญาณออกจากร่างเด็กคนนี้แต่ก็ทำไม่สำเร็จเสียที
“ไม่ใช่ธุระของเจ้าบดีดิน” เงาร่างหันขวับมาทางต้นเสียงพร้อมตะหวาด
“เขาอยู่ระหว่างโลกเป็นตายมาตั้งแต่เกิดแล้วท่านซึ่งทำหน้าที่ตามเก็บดวงวิญญาณย่อมรู้ดี” ผู้มาเยือนเอ่ย
“โฮล์เบเรียสท้าทายข้าในการนำดวงจิตมาฝังไว้ในวิญญาณเด็กนี่อีกทีแม้เด็กคนนี้ไม่ตายแต่ข้ามีสิทธิ์ที่จะริบดวงวิญญาณเขาไว้เพื่อรวบรวมดวงจิตของโฮล์เบเรียสแต่ข้าไม่สามารถดึงดวงวิญญาณเด็กคนนี้ออกมาได้นั่นคือเรื่องไม่ปกติ” ยมทูตเอ่ยตอบ
“ต้องขออภัยที่ข้ามาช้าไปเป็นเช่นนี้ได้หรือไม่หากเราจะใช้ร่างของเด็กคนนี้เป็นภาชนะสำหรับรวบรวมดวงจิตของโฮล์เบเรียสมาไว้ที่เดียวกันแทน” บดีดินเสนอ
“หมายความเช่นไร”
“เด็กคนนี้คือทายาทไฮดราซึ่งมีผลกับชะตาของเซนเทียหากท่านจะใช้ประโยชน์ เห็นทีงานนี้จะเหมาะสมกับเขาที่สุด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เขาได้มีชีวิตเพื่อพบผู้ฟูมฟักแล้วกอบกู้บัลลังก์ไปในตัวที่สำคัญเขาคือทายาทที่สามารถฆ่าโฮล์เบเรียสได้อย่างชอบธรรมแต่เจ้ามังกรใจบาปผู้นั้นดันไม่ยอมตายและไล่ฝากดวงจิตตัวเองไว้กับวิญญาณคนอื่นเช่นนี้ ก็ให้เขานี่แหละได้ตามรวบรวมดวงจิตและฆ่าโฮล์เบเรียสในคราเดียวแล้วส่งมอบวิญญาณบาปของมังกรตนนั้นให้ท่านดีหรือไม่” บดีดินอธิบายข้อเสนอ
“แล้วเจ้ามีสิ่งใดมาเป็นหลักประกันว่าในภายภาคหน้าเด็กคนนี้จะไม่ทรยศ”
“เขาอันนี้ข้าขอมอบให้ท่านไว้ยามใดเมื่อเขาทรยศหรือไม่ยินยอมมอบดวงจิตที่รวบรวมได้ให้ท่านก็จงใช้เขานี้สะกดเด็กคนนี้ได้ในทันที” บดีดินหยิบเขาจากมือของเด็กชายขึ้นมายื่นให้ตรงหน้ายมทูต
“ข้ามิใช่ผู้ปรารถนาในอำนาจอื่นใดแต่ข้าเชื่อใจเจ้าบดีดิน เขาของไฮดราที่เจ้าจะมอบให้ข้าข้าจะเก็บไว้ในร่างเด็กคนนี้เพื่อใช้เป็นภาชนะบรรจุรวบรวมดวงจิตของโฮล์เบเรียส” ว่าแล้วเขาคมโค้งแหลมสีดำสนิทก็ถูกส่งเข้าไปในร่างของเด็กชายที่นอนเบิกตาโพลงอยู่มันสลายกลายเป็นละอองเล็กแทรกซึมเข้าไปในร่างของเขา ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นความเจ็บปวดทรมานหายไปจนเกือบหมด
“ข้าขอขอบคุณที่ท่านเชื่อใจจากนี้ทายาทราชาคือผู้รับใช้ยมโลก”