ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 35

    โอ๊ตที่ได้ยินคำถามนั้นมันก็ทำให้เขาถึงกับช็อกไปเลย นอกจากจะเป็นเพื่อนสาขาของเขาแล้ว ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของเขาในช่วงหลังๆนี้อีกด้วย“ครับ.. ผมรู้จักเธอ ปกติแล้วเธอจะอยู่กับมนต์ที่เป็นเพื่อนสนิทกันใช่ไหมครับ.. ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า คือว่าผมไม่ค่อยจะสนิทกับเพื่อนในสาขาเท่าไรน่ะครับ แฮ่ๆ ก็เลยนึกได้แค่เฟิร์นคนนี้น่ะครับ..”โอ๊ตกล่าว เพราะเขาไม่รู้ว่ายังมีเฟิร์นคนอื่นอีกไหม และเขาก็กล่าวตามจริง เขาไม่มีเวลาที่จะสร้างความสัมพันธ์เพิ่มกับใครเลยหลังจากเลิกคลาสเรียน แม้แต่ตอนเข้าค่ายสร้างความสัมพันธ์ก็มัวแต่คิดเรื่องภาระการใช้จ่ายจนเป็นกังวล คนอื่นก็มองเขาเป็นเจ้าตัวมืดมนไปตามๆกัน“โอ้..ช่างเป็นเรื่องบังเอิญมากจริงเลยล่ะ ใช่ๆ เฟิร์นคนนั้นแหละลูกสาวของแม่เอง.. ปกติเธอก็จะมาช่วยเหลือสถานรับเลี้ยงนี้กับแม่ด้วยเช่นกัน ครั้งหน้าถ้ามาอีก แม่จะชวนเรามาด้วยเลยก็แล้วกัน.. ดีจริงๆเลยนะคะคุณแม่..”คุณหญิงเปรมกล่าวออกมาอย่างดีใจ ในหัวของโอ๊ตก็ถึงกับติดสตั๊นท์เล็กน้อย เพราะเขากำลังสงสัยเอามากๆว่าทำไมแม่ลูกคู่นี้ ถึงได้ต่างกันอย่างลิบลับขนาดนี้ ถ้าเขาจำไม่ผิด เฟิร์นนั้นออกจะเป็นสาวห้าวๆ นับวันก็ยิ่งจะด่าหัวเขาเล่นอยู่ลำล่อ มันช่างต่างจากคุณหญิงที่ดูสุภาพเรียบร้อยจริงๆ“นั่นสิคะคุณหญิง.. ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าตกใจจริงๆ อาจจะเป็นหนึ่งในเส้นทางที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้กับพวกเราก็เป็นไปได้..จริงสิ! ไม่ใช่ว่าเพื่อนของคุณหนูเฟิร์นเข้าโรงพยาบาลอย่างนั้นเหรอคะ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพื่อนกับลูกโอ๊ตหรือเปล่า..” คุณแม่ฝนกล่าว“จริงสิคะ! ลูกมิเชลเองก็เรียนสาขาเดียวกันด้วย ไม่รู้ว่าพวกลูกสนิทกันหรือเปล่า.. ตอนนี้ลูกมิเชลเขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลของคุณแม่เอง ถ้ายังไงลูกก็ไปเยี่ยมลูกมิเชลเขาได้นะลูก..”คุณหญิงกล่าว ในหัวของโอ๊ตก็เริ่มหมุนแล่นพยายามนึกถึงเจ้าคนที่ชื่อมิเชลนั้น สักพักเขาก็เริ่มจำได้ มิเชลชายลูกครึ่งคนนั้น คนที่เป็นหัวหน้าสาขาฝ่ายผู้ชายคู่กับมนต์ ถ้าจำไม่ผิดเขาคุยกันไม่เคยเกิน 2 คำด้วยซ้ำ ดังนั้นอาจจะเรียกได้ว่าไม่สนิทก็ได้ (เดี๋ยวนะ! ตาโอ๊ตแกสนิทกับใครเขาบ้างเนี่ยยย : ไรท์)“มิเชลคนนั้นเองเหรอครับ ถ้าผมมีเวลาจะเข้าไปเยี่ยมนะครับคุณหญิง..” โอ๊ตตอบกลับไปตามมารยาทเท่านั้น ในใจเขาไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับใครเพิ่มอีกแล้ว แค่นี้ก็ปวดหัวจะตายชัก“ลูกโอ๊ตเขาไม่ค่อยจะมีเวลาน่ะค่ะคุณหญิง หลังเลิกเรียนเขาก็คงไปขายขนมของเขาต่อ.. ถ้าคุณหญิงแวะผ่านไปก็สามารถช่วยอุดหนุนลูกโอ๊ตเขาได้นะคะ..” แม่ฝนไม่ลืมที่จะหาโอกาสโปรโมทร้านของโอ๊ตให้กับคุณหญิง แต่ทว่ามันผิดกับสีหน้าของเกมที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนถึงขนมแพนเค้กของเจ้าโอ๊ต มันนับว่าเป็นฝันร้ายจริงๆ ตอนนี้เขายังนึกสงสารคุณหญิงจับใจเลยทีเดียว“โอ้.. แน่นอนว่าแม่จะแวะไปสักครั้งนะลูกโอ๊ต ว่าแต่ลูกขายอยู่แถวไหนอย่างนั้นเหรอ ถ้าผ่านไปแม่จะได้ไม่ลืมแวะซื้อ..” คุณหญิงกล่าวถาม โอ๊ตที่ได้ยินผู้ใหญ่ช่วยโปรโมทขนาดนี้ก็ต้องตอบกลับไปตามมารยาท“ตอนนี้ผมขายอยู่ที่หน้าโรงเรียนคอสมาตินในช่วงเย็นๆน่ะครับคุณหญิง.. แต่ก็อย่าได้คาดหวังอะไรมากเลยนะครับ มันก็แค่ร้านแผงลอยที่ขายแพนเค้กเล็กๆเท่านั้นเอง..” โอ๊ตกล่าว คุณหญิงที่ได้ยินก็ทำท่าเหมือนจะนึกคิดอะไรบางอย่าง และก็เอะใจขึ้นมาได้“ร้านรถเข็นแพนเค้กนั้นนี่เอง.. ลูกสาวคนเล็กของแม่ชอบร้านนั้นมากเลยล่ะ ถึงขนาดขอเงินเพิ่มเพื่อจะหาซื้อทานมันเลยล่ะ มันเป็นร้านของลูกเองอย่างนั้นเหรอ บังเอิญจังเลยนะ” คุณหญิงกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินก็เริ่มแปลกใจกับวงจรโชคชะตาอุบาทนี้ มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า“เอ๊ะ.. ใช่สินะ คุณหนูฟ้า เธอก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนคอสมาตินด้วยนี่นา.. บังเอิญจริงๆด้วย” คุณแม่ฝนกล่าวเห็นด้วยกับความบังเอิญนั้น และก็ทำให้โอ๊ตเหมือนจะจำได้ลางๆแล้วว่าคุณหนูฟ้าที่คุณแม่พูดถึงนั้น เธอเป็นใคร“อ่อ คุณหนูฟ้าที่พูดถึง จะใช่คนที่ชื่นชอบกีฬาคนนั้นหรือเปล่าครับ ถ้าใช่.. เธอก็เป็นลูกค้าประจำของผมเลยล่ะครับ..” โอ๊ตกล่าวถามอย่างตรงๆ เพราะมันไม่มีอะไรให้น่าตกใจไปมากกว่านี้แล้ว“โอ้.. ใช่ๆ นั่นแหละลูกสาวของแม่เอง เธอบอกว่าแพนเค้กของลูกอร่อยมากๆ แม่จะพลาดโอกาสที่จะไปชิมไม่ได้เสียแล้ว.. แล้วเย็นวันนี้ลูกเปิดร้านหรือเปล่าล่ะ แม่จะได้เข้าไปอุดหนุนสักหน่อย” คุณหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เปิดครับคุณหญิง.. ผมคิดว่าน่าจะเดินทางไปถึงราวๆ 15.30 น.ครับ ถ้าคุณหญิงช่วยอุดหนุนเยอะๆ ผมคงต้องขอบคุณล่วงหน้าแล้วล่ะครับ..” โอ๊ตกล่าวอย่างยินดี เขาจะมีลูกค้าผู้มั่งคั่งเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาลืมไปว่าตอนนี้ร้านของเขาก็แทบจะทำขายไม่ทันแล้ว ถ้ามีบุคคลประเภทที่สามารถซื้อได้ทั้งร้านอย่างนี้อีก เขาคงจะต้องทำแพนเค้กจนตัวเกลียวแน่นอน ทั้งสามคนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆ โดยที่เกมนั้นขอตัวออกจากวงสนทนาไปก่อนเพื่อที่จะช่วยเหลือในการดูแลน้องๆต่อจากแม่ชีท่านอื่นๆ พวกเขาสามคนคุยกันถึงเรื่องการซ่อมแซมบำรุงโบสถ์เก่าแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลังคา ประตูที่เริ่มชำรุด เครื่องนุ่งห่มที่อาจจะยังขาดแคลนอยู่ นับได้ว่าคุณหญิงท่านนี้เป็นสายบุญอย่างแท้จริง โอ๊ตก็มีความคิดเดียวกันนี้เช่นกัน ถึงยังไงเขาก็ได้ที่นี่ช่วยในเรื่องของอาหารการกินในยามที่เขานั้นลำบากที่สุดมาแล้วหลายครั้ง ถึงเวลาที่จะต้องตอบแทนกันบ้างแล้ว แต่ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงโทรศัพท์ของคุณหญิงก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะไว้ก่อน“..ลูกเฟิร์นเหรอ สงสัยจะเป็นเรื่องของลูกมิเชลสินะ..” คุณหญิงมองหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะกดรับสายของเฟิร์น และด้วยการที่คุณหญิงไม่ค่อยชอบใช้การโทรแบบแนบหู เธอจึงทำการเปิดลำโพงเพื่อให้เสียงมันดังตามความคุ้นชินของเธอ จึงทำให้ทั้งแม่ฝน และโอ๊ตที่อยู่ด้วยได้ยินการสนทนาในครั้งนี้ด้วย..“ได้เรื่องยังไงบ้างลูก.. หนูมิเชลเป็นยังไงบ้าง” คุณหญิงเปรมไม่รอช้า เอ่ยถามกับลูกสาวในทันที“คุณแม่! มิเชลเขา.. มิเชลเขากลายเป็นบ้าไปแล้ว ทำยังไงดี..” เฟิร์นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ“ห๊ะ! เป็นบ้าอย่างนั้นเหรอ.. หมายความว่ายังไงลูก มันเกิดอะไรขึ้น?..” คุณหญิงกล่าวถามรายละเอียดกับลูกสาวด้วยความตกใจ และเป็นห่วงมิเชลในเวลาเดียวกัน“คือว่าเรื่องมันเป็นมายังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน.. แต่คุณตำรวจบอกว่ามิเชลเขาสติหลุดหลังจากที่คุณตำรวจกำลังสอบสวนอยู่ แพทย์เองก็บอกว่าเขารับความจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ เลยกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนน่ะค่ะ.. หนูสงสารมิเชลเขา” เฟิร์นกล่าว ตอนนี้เธอแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว เธอทนไม่ไหวจริงๆที่เห็นเขาต้องมาอยู่ในสภาพอย่างนี้“เดี๋ยวนะลูก.. ลูกบอกว่ามีตำรวจด้วยอย่างนั้นเหรอ แล้วตำรวจมาสอบสวนมิเชลเขาทำไม มิเชลเขาไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้นเหรอ.. มิเชลเขาเป็นคนดี อาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็ได้..” คุณหญิงกล่าวอย่างร้อนรน โอ๊ตที่ได้ยินก็ยังไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองแต่อย่างใด เขายังคงรู้สึกเฉยๆเท่านั้น แต่เมื่อได้ยินประโยคถัดไปของเฟิร์นเขาก็เริ่มหน้าซีดออกมาอย่างเห็นได้ชัด“เห็นคุณตำรวจเขาบอกว่า มิเชลมีส่วนร่วมในการขโมยรถยนต์ของคนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงน่ะค่ะ.. หลังจากที่หลอกตำรวจอยู่นาน เขาก็หลุดปากออกมาว่าเป็น ตระกูล ณ สุวรรณภูมิ.. แม่! ลูกจะทำยังไงดีคะ” เฟิร์นกล่าวถาม คุณหญิงที่ได้ยินชื่อตระกูลนั้นเธอก็ถึงกลับช็อกเลยทีเดียว“ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น.. ทำไมลูกมิเชลถึงได้คิดทำอะไรเช่นนั้น.. ขอแม่คุยสายกับคุณตำรวจท่านนั้นหน่อยจะได้ไหมลูก..” คุณหญิงเปรมแม้ว่าจะรู้ว่ามันเกินมือของตัวเอง แม้แต่สามีของเธอเองก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องนี้ แต่เธอก็เป็นห่วงมิเชลเหมือนกัน ถ้าเธอช่วยอะไรได้ก็อยากจะช่วยเหลือทั้งนั้น“ได้ค่ะคุณแม่... สวัสดีครับคุณหญิงเปรม ผมพันตำรวจเอกพิพัฒน์ครับ..” เฟิร์นกล่าวกับคุณแม่ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ไปให้กับตำรวจผู้รับผิดชอบคดี คุณหญิงที่ได้ยินก็นึกแปลกใจไม่น้อย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่เขาจะลงมารับผิดชอบอะไรเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะมัน“คุณพิพัฒน์เองเหรอคะ.. ถ้าจะกรุณาช่วยบอกรายละเอียดของคดีให้ฟังจะได้ไหมคะ ขอร้องล่ะ ฉันไม่ค่อยจะสบายใจกับเรื่องนี้” คุณหญิงเปรมกล่าวถาม แน่นอนว่ามันทำให้ผู้พันถึงกับถอนหายใจเลยทีเดียว และเขาก็ได้เล่าเรื่องของขบวนการขโมยรถของมิเชลให้กับคุณหญิง โอ๊ตที่ได้ยินก็หน้าซีดไปด้วยเช่นกัน ‘นี่มันเกี่ยวข้องกับตรูเต็มๆเลยนี่หว่า.. ไอ้เจ้าบ้าเอ่ย’ โอ๊ตกล่าวในใจก่อนที่เหงื่อเริ่มจะไหลออกมาเป็นทาง คุณหญิงเปรมที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็ตกใจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกมิเชลถึงได้คิดทำเช่นนั้น หลักฐานก็ชัดเจน มันเป็นอะไรที่เธอไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ “นี่คุณหญิง.. ที่ผมเล่าให้กับคุณหญิงฟังก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ดีที่ตระกูลของเรานั้นมีต่อกันมาอย่างช้านาน แต่ผมก็อยากจะกล่าวเตือนอะไรสักหน่อย ตอนนี้พวกสุวรรณภูมิกำลังโกรธจัด รู้สึกว่าตอนนี้นายพลกองทัพบก ‘ท่านเสรี’ จะโดนหางเร่ไปด้วยแล้ว..” พิพัฒน์กล่าวอย่างท้อแท้ใจ มันมีแต่เรื่องวุ่นวายทั้งนั้นในตอนนี้“ห๊ะ! ท่านเสรี ปู่ของหนูมนต์เธอน่ะเหรอคะ.. นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะคะ..”

    คล้ายกับเรื่องระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน ที่คุณอ่าน