THE ONE

    ตอนที่ 76 นายน้อย


            เทียนคงที่ไม่ได้ตั้งตัวเรื่องฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายจากแรงระเบิดสูดควันเหล่านี้เข้าไปเต็มปอดจนสำลักออกมาเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าอาสามได้เข้ามาอยู่ตรงหน้าแล้ว ในสภาพบาดเจ็บหนักเอาเรื่องจึงวางดาบสองปลายที่เพิ่งตีเสร็จหมาด ๆลง กระทบพื้นดังเคร้ง

                  

            อาสามที่สายตาจดจ่ออยู่กับดาบเห็นเทียนคงปล่อยดาบก็ตกใจมากหมายจะเข้าไปรับ แต่ก็ถูกหยุดไว้โดยเทียนคงในทันทีซึ่งเทียนคงก็รีบพูดขึ้นว่า

                  

            “ท่านอานั่นมันก็แค่ดาบเล่มหนึ่ง อาการบาดเจ็บของท่านต้องมาก่อน ให้ข้ารักษาท่านก่อนเถอะดาบนั่นจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะอย่างไรมันก็เป็นของตระกูลท่านอยู่แล้ว”พูดจบเทียนคงก็พยุงอาสามให้ไปนั่งพักอยู่ที่ม้านักใกล้ ๆแล้วลงมือรักษาบาดแผลให้อาสามทันที

                  

            ส่วนอาสามก็ได้แต่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไม่ใช่เพราะเทียนคงรักษาให้เขาหรอก แต่เป็นเพราะเทียนคงบอกว่าดาบเล่มนี้เป็นของตระกูลหลิวมันหมายความว่าไงกัน

                  

            “เอ่อคุณชาย ที่ท่านพูดว่าดาบเล่มนี้เป็นของตระกูลหลิว ข้าไม่เข้าใจ”

                  

            “ก็ดาบเล่มนี้เดิมทีตั้งใจจะตีขึ้นเพื่อนำไปใช้ประลองอาวุธประจำปีไม่ใช่หรือและข้าก็แค่ขอมาดูการตีดาบก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรต้องสงสัยเลยนี่ท่าน”เทียนคงพูดไปก็รักษาให้ไป ไม่นานหลังจากพูดจบ บาดแผลบนตัวอาสามก็หายเป็นปลิดทิ้งหลงเหลือไว้แต่เสื้อผ้าบางส่วนที่ฉีกขาดซึ่งเทียนคงไม่ได้คืนสภาพให้กับเสื้อผ้าของอาสามด้วย

                  

            “เรื่องนั้นข้ารู้แต่ดาบเล่มนี้ท่านเป็นคนตีขึ้น มันย่อมเป็นของท่าน ไม่ใช่ของตระกูลหลิว”

                  

            “เฮ้ออออมากพิธีกันเสียจริงนะพวกท่านนี่ ถ้างั้นก็ ..... เอ้า ข้าขอมอบดาบเล่มนี้ให้กับตระกูลหลิวอย่างเป็นทางการ..... เท่านี้ก็ได้แล้วใช่ไหม ท่านอา” เทียนคงเห็นอาสามยืนยันเสียงแข็งก็ถอนหายใจแล้วเดินไปหยิบดาบสองปลายขึ้นมาแล้วถือไปให้อาสามที่นั่งมองดูร่างกายตัวเองอย่างประหลาดใจ

                  

            และในเวลานั้นเองที่สองพี่น้องได้เดินเข้ามาถึงโรงตีอาวุธหลังจากที่กระเด็นกระดอนไปไกลจากแรงระเบิดจึงได้ยินที่เทียนคงพูดกับอาสามพอดี จึงได้อ้าปากค้างอีกครั้ง เพราะเทียนคงมอบอาวุธระดับ5 ขั้นสูงสุดให้กับคนอื่นง่าย ๆแบบนี้เลย นี่

            

            ท่านรู้ไหมเนี่ยว่าหากนำมันออกไปขาย จะได้ราคาเท่าไหร่ เพราะนี่มันได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธระดับ 5ขั้นสูงสุดที่มีอยู่ในดาววิหคครามนี้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นและแต่ละชิ้นก็อยู่ในมือของสุดยอดนักรบแห่งดาววิหคครามกันทั้งนั้น และตระกูลหลิวตลอด 500 ปีมานี้ ตั้งแต่ก่อตั้งตระกูลมาก็ไม่เคยมีใครเคยครอบครองอาวุธระดับนี้มาก่อน

                  

            “คะคุณชายพูดจริงรึ ทะ ท่านจะมอบดาบเล่มนี้ให้ตระกูลหลิวจริง ๆรึ” อาสามแม้จะได้ยินชัดเต็มสองรูหูแต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ จึงเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นคลอ ตลอดชีวิตของเขาพยายามที่จะตีอาวุธระดับนี้ออกมาให้ได้ แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้งแต่เจ้ากลับตีมันขึ้นมาได้ง่าย ๆ แถมยังมอบมันให้ผู้อื่นง่ายยิ่งกว่า นี่เจ้าเป็นใครกันแน่เนี่ย

                  

            ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดใจและความประหลาดใจนี้ก็ได้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความพิศวงและเกรงขาม จนก้าวเลยไปถึงความกลัว

                  

            อาสามมีพลังอยู่ที่ระดับปรมาจารย์ขั้นสองถือได้ว่าเป็นผู้ใช้พลังที่อยู่ในระดับชั้นสูงสุดของดาววิหคครามแล้วเพราะผู้ที่มีระดับพลังสูงที่สุดของดาว ก็มีพลังอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้น 9 ก็คืออยู่ในระดับชั้นเดียวกัน

                  

            ซึ่งการที่เทียนคงตีดาบระดับ5 ได้ ก็คือเขาเองก็มีพลังอยู่ในระดับ 5 หรือระดับปรมาจารย์เช่นกัน ซึ่งตัวอาสามเองก็พอเดาได้อยู่แล้วเพราะเทียนคงนำชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับ 5 ในสภาพสมบูรณ์มาได้ดังนั้นเขาจะมีพลังที่แท้จริงอยู่ที่ระดับปรมาจารย์ ก็ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดเดา

                  

            แต่การตีดาบที่มีระดับ5 ขั้นสูงสุดได้นั้น มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเทียนคงจะต้องมีระดับขั้นที่สูงเอามากๆ ถึงขนาดที่ว่าอยู่ในระดับขั้นสูงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นคือระดับขั้นของนักรบที่แกร่งที่สุดของดาววิหคครามแล้วจะไม่ให้เขาเกรงกลัวได้อย่างไร

                  

            ด้วยอายุเพียงเท่านี้แต่มีระดับพลังที่ยากเกิดหยั่งถึง เช่นนั้นแล้วตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นใครมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากขุมอำนาจที่มากเหลือล้นจนผู้คนในดาววิหคครามนี้ไม่อาจจินตนาการได้

                  

            อาสามมือสั่นระริกหมายจะเอื้อมไปรับดาบที่เทียนคงยื่นมาให้ แต่มือมันสั่นไม่หยุดเพราะเกรงว่าจะทำให้อะไรให้เทียนคงไม่พอใจแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่มอบดาบเล่มนี้ให้กับตระกูลของเขาแล้ว

                  

            เทียนคงมองดูอาสามที่จู่ๆก็ตัวสั่นมือสั่น ก็งุนงง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร แล้วถือดาบค้างไว้อย่างนั้นจนอาสามสามารถรับมันไปได้ในที่สุด จากนั้นเทียนคงจึงถอยออกมาเพื่อให้อาสามได้ชมเชยมันได้อย่างถนัด แล้วอาจจะลองร่ายรำมันดูสักหน่อย

                  

            “ยอดยอดเยี่ยมมาก นี่มันช่าง สวยงามเหลือเกิน ...... ปึกกกกก คุณชาย ได้โปรดรับการคารวะจากข้าน้อยด้วยเถิดนับจากนี้ไป ข้า หลิวเยี่ยนเฟย ขอติดตามรับใช้คุณชายเทียนคง ไม่ว่าเรื่องอะไร ขอให้ท่านเอ่ยปากข้าน้อยยินดีที่จะรับใช้ขอรับ”

                  

            หาห๊า ห๊า ................. ทั้งเทียนคงและสองพี่น้องที่กำลังคิดว่าอาสามหลังจากเชยชมดาบแล้วก็คงจะสะบัดดาบเพื่อร่ายรำทดลองดาบเสียหน่อย ไม่มีใครคิดเลยว่าจู่ ๆอาสามจะปักดาบลงพื้นจนเปลวเพลิงจากดาบแผ่กระจายออกมาเป็นรัศมีหลายเมตรจากนั้นก็คุกเข่ากล่าวคำปฏิญานออกมาแบบนั้น

            

            สองพี่น้องถูกความร้อนจากเปลวเพลิงนี้ลวกเอาจนต้องถอยกรูดออกมาอีกครั้งแต่เปลวเพลิงนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความตะลึงกับภาพตรงหน้าลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย นะนี่มันอะไรกันน่ะ

            

            เทียนคงเองก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไปเลยเช่นกันแม้จะเจอเรื่องให้งุนงงมานักต่อนัก แต่ครั้งนี้ดูจะทำให้เทียนคงถึงกับพูดไม่ออกนี่มันบ้าอะไรเนี่ย

            

            “คุณชายได้โปรด รับข้าน้อยไว้รับใช้ด้วยเถอะขอรับ” อาสามที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วจึงไม่ลังเลที่จะพูดมันขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะมีลูกหลานดูอยู่ เขาก็ไม่รู้สึกอับอายเลยสักนิดเพราะเปลวเพลิงในใจเขา ที่เคยมอดดับไปแล้ว ตอนนี้มันได้ถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้งและพร้อมที่จะลุกโชนขึ้นโหมกระหน่ำทั่วหล้า และหากเขาได้ติดตามคุณชายปริศนาท่านนี้ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น

            

            ชีวิตที่คิดว่าคงจะต้องจบลงอย่างเงียบเหงาที่ป่าหลังตระกูลหลิวนี้ ตอนนี้กลับไม่คิดอยากเป็นแบบนั้นแล้ว ใจเขาตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังเป็นที่สุด และตอนนี้เขาก็รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

            

            “ทะท่านอา เดี๋ยวก่อน นี่ท่านกำลังทำอะไรน่ะ ลุกขึ้น ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยท่านบ้าไปแล้วหรือไง หลานท่านสองคนมองดูอยู่นะ” เทียนคงที่เริ่มได้สติก็รีบเข้าไปพยุงอาสามให้ลุกขึ้น แต่อาสามยังไงก็ไม่ยอมลุกไปตามเทียนคงจนเทียนคงเริ่มหงุดหงิดแล้วกล่าวเสียงแข็งว่า “ท่านอา หากท่านขอรับใช้ข้าจริงเหตุใดเพียงแค่คำขอของข้าคำแรก ท่านก็ทำไม่ได้เสียแล้ว”

            

            เพียงแค่เสียงแข็งกร้าวนี้ก็ทำเอาสองพี่น้องและอาสามสะดุ้งแล้ว แต่ไม่แค่นั้น ในน้ำเสียงนี้แฝงไว้ด้วยจิดสังหารที่รุนแรงซึ่งรุนแรงกว่าตอนที่เทียนคงใช้กับพวกทหารเลวตอนอยู่นครวิหคครามหลายเท่าจนสองพี่น้องถึงกับแข้งขาอ่อนแล้วทรุดตัวลงไปกองกับพื้น

            

            ส่วนอาสามนั้นแม้จะมีพลังระดับปรมาจารย์ แต่ร่างกายก็พลันสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกเปลวเพลิงที่แผ่ออกมาจากดาบพลันมลายหายไป เหงื่อเริ่มไหลออกมาเป็นเม็ดแล้วไหลลงมาเป็นทาง

            

            “ขะข้าน้อยขออภัย เป็นข้าน้อยใจร้อนไปหน่อย ได้โปรดคุณชายโปรดอภัยให้ด้วย”อาสามพอรู้ตัวแล้วว่าล้ำเส้น ก็รีบกล่าวขอโทษ แล้วลุกขึ้นทันทีแต่เพราะโดนจิตสังหารไปเต็ม ๆผนวกกับเพิ่งคุกเข่าไป พอลุกขึ้นเร็วก็เกิดอาการหน้ามืดเทียนคงจึงเข้ามาพยุงอีกครั้ง แล้วพาเขาไปนั่งยังม้านั่งตัวเดิม บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่จึงหายไปในที่สุดและสองพี่น้องที่เพิ่งทรุดตัวลงไปกองกับพื้น จึงจะสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง

            

            “เรื่องที่ท่านอยากติดตามรับใช้ข้าไม่ใช่ว่าข้าจะปฏิเสธ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ข้าเองก็มีภาระหน้าที่ของข้าดังนั้นแล้ว หากท่านคิดอยากรับใช้ข้าด้วยใจจริง ข้าเองก็จะรับปาก และเมื่อถึงเวลาข้าจะพาท่านไปด้วย ดีหรือไม่” เทียนคงไม่รู้จะตอบอย่างไรไม่ให้อาสามคนนี้เสียน้ำใจ จึงจำใจต้องพูดแบบนี้ออกไป อย่างน้อยพอเวลาได้ผ่านไปอาสามคงได้คิดทบทวนมากขึ้น และอาจจะไม่อยากติดตามเขาแล้วก็ได้

            

            “ย่อมได้ย่อมได้ขอรับนายน้อย” อาสามได้ยินดังนั้น ก็ดีใจเป็นที่สุด เขาอยู่คนเดียวแบบนี้มาหลายสิบปีจะให้รออีกสักหลายปีจะเป็นไรไป ขอเพียงรับปากนับว่าใช้ได้แล้ว

            

            “เฮ้อออเอาเถอะ แล้วก็ ท่านจะไม่ลองดาบสักหน่อยหรือ” เทียนคงเห็นชายชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับเด็กได้ขนมก็ถอนหายใจ นี่เขาดวงซวยเรอะ ถึงได้มาเจอเรื่องแบบนี้แล้วนี่จะกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้เซียนอินฟังว่ายังไงดีล่ะเนี่ย บ้าจริง

            

            สองพี่น้องไม่ได้ไปไหนจึงได้ยินบทสนทนาของอาสามและเทียนคงชัดเจนแจ่มแจ้ง หรือนี่เป็นศักราชใหม่ของตระกูลหลิวแล้ว ถ้าหากอาสามกลายเป็นข้ารับใช้ของเทียนคงตระกูลหลิวทั้งตระกูลก็คือข้ารับใช้ของเทียนคงไปด้วยไม่ใช่เหรอไง แม้ท่านอาได้บอกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในตระกูล แต่อย่างไรท่านก็คือผู้อาวุโสสูงสุดและเป็นนักรบที่แกร่งที่สุดของตระกูลหากไม่มีท่านแล้ว ตระกูลจะเป็นอย่างไร ดังนั้นทางเลือกเดียวของตระกูลก็คือต้องติดตามท่านไปด้วยไม่ใช่หรือ

            

            สองพี่น้องที่ได้กลายเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรดี เพราะตอนนี้คนที่พวกเขาพามา แล้วมองว่าเป็นแขกได้กลายเป็นผู้นำของตระกูลไปเสียแล้ว แม้จะยังไม่เป็นทางการ แต่ก็คงอีกไม่นาน

            

            เย่อิ๋งที่ชื่นชมเทียนคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วและเริ่มที่จะทำใจได้แล้วว่าตัวเองนั้นมันคนละระดับกับเทียนคง จึงไม่อาจคิดอะไรเกินเลยได้และพอเหตุการณ์เป็นแบบนี้ นางจึงตัดสินใจได้แล้วอย่างเด็ดขาดจึงพยุงร่างของตัวเองมาด้านหน้าของเทียนคง แล้วดึงกระบี่ของตัวเองออกจากฝัก จากนั้นจึงปักมันลงที่พื้นแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อย หลิวเย่อิ๋ง ขอคารวะนายน้อย”

            

            และดูเหมือนอีม่านจะคิดแบบเดียวกันเพราะเขาก็เดินตีคู่มากับเย่อิ๋ง ทุกกระบวนที่เขาทำคืออย่างเดียวกันกับเย่อิ๋งในช่วงเวลานั้นเขาไม่ได้นำอาวุธมาด้วยในวันนี้ จึงก้มตัวลงคุกเข่าหนึ่งข้าง หนึ่งมือกำเป็นหมัดต่อยลงพื้นอีกมือจับเข่าไว้ ก้มหัวลงแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อย หลิวอีม่าน ขอคารวะนายน้อย”