67 : ปริร้าว
ในห้องซึ่งเป็นออฟฟิสทำงานร้างผู้คนแต่ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของชั่วคราวเด็กหนุ่มใช้ดวงตาข้างขวามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างชั่งใจเมื่อตอนนี้ในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน
ยกมือขึ้นกำลำคอของอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นอยู่ใต้ผิวหนังนั้น แค่บีบมันซะ เพียงไม่กี่นาทีคนตรงหน้าก็จะหมดลมหายใจอย่างง่ายดาย
“ทำอะไรน่ะอั๊ค”
เสียงที่มักเป็นโทนราบเรียบอยู่เสมอมีกระแสตกใจเจือเล็กน้อย เจ้าของเสียงเข้ามาจับแขนอั๊คถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย จนเลียนต้องเรียกชื่อของเขาอีกครั้งด้วยเสียงหนักกว่าเดิมจึงยอมลดมือลง
“ทำไมท่านตนัยต้องเลือกผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องมือด้วยนะทั้งที่มีคนอื่นให้เลือกอีกมากแท้ๆ”ดวงตาข้างขวาของอั๊คยังคงจับจ้องเนียร์ไม่วางตา
เด็กสาวที่เกือบถูกฆ่าอยู่แล้วยังคงยืนเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่มีภาพใดสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นสีหน้าว่างเปล่าแบบที่หากอั๊คใช้กรรไกรบนโต๊ะทำงานแทงลงไปกลางอกก็คงเปลี่ยนสีหน้านี้ไม่ได้ราวกับตุ๊กตาดีๆ นี่เอง
“...เขาคงมีเหตุผลอยู่”เลียนตอบหลังจากนิ่งคิดไปครู่ “ว่าแต่นายเถอะทั้งที่รู้ว่าท่านตนัยสั่งห้ามทำอะไรเธอ ก็ยังคิดทำนายแทบไม่ได้คุยกับผู้หญิงคนนี้เลยแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้เกลียดมากขนาดนี้ล่ะ”
ว่ากันตามตรงอั๊คเคยพูดกับเนียร์เพียงสองหนและลงเอยด้วยการพยายามฆ่ากันเองทั้งสองหนเลยด้วยเป็นความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ เพียงแค่มองก็รู้สึกชิงชังขึ้นมาเหมือนเป็นอคติ...หรือไม่ก็เพราะรู้โดยสัญชาตญาณว่าเขากับเธอไม่มีทางลงรอยกันได้
“แปลกดีนะฉันกลับคิดว่านายกับเธอคนนี้เหมือนกันอย่างประหลาด”เลียนมองหน้าเนียร์แล้วหันกลับมาทางอั๊ค “ถึงมองเผินๆ จะแตกต่างกันมากก็เถอะแต่จุดประสงค์ในการต่อสู้ของพวกนายไม่ได้ต่างกันเลยนะ สู้...เพื่อความปรารถนาของตน”เลียนคลี่ยิ้มบาง “เพื่อให้คนที่รักได้มีความสุข”
แต่ก็ยังแตกต่างอั๊คหลุบตาลง อีกฝ่ายสู้เพื่อปกป้องโลกเดิม แต่เขาสู้เพื่อเปลี่ยนโลกนี้
...ไม่มีทางไปด้วยกันได้หรอก
“ช่วยทนเอาหน่อยละกันนะอัคคีโย” ตนัยเดินเข้ามาในห้อง ใกล้จนอั๊คและเลียนสังเกตเม็ดเหงื่อพราวเต็มใบหน้าชายหนุ่มและตกใจที่เห็นตนัยทรุดฮวบอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ท่านตนัย!?”
ตนัยทำมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นอะไรก่อนจะฝืนลุกใหม่ “แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะนึกไม่ถึงเลยว่าการจะคุมใครสักคนให้อยู่หมัด มันจะเหนื่อยขนาดนี้”ประโยคหลังพึมพำกับตัวเอง
“แล้ว...พวกนิกรติดต่อกลับมาบ้างรึยัง”ตนัยมองเลียนที่เป็นคนคอยติดต่อระหว่างกลุ่มให้
“เพิ่งส่งข้อความมาเมื่อสิบนาทีที่แล้วค่ะบอกว่า ‘เจอตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์แล้ว อยู่ที่โรงพยาบาล’ค่ะ”
ความเหนื่อยล้าบนหน้าของตนัยหายไปทันที
“ดีบอกให้รอก่อน เดี๋ยวจะส่งมารุตกับธุมเกตุไปช่วยฝากบอกสองคนนั้นด้วยนะว่าให้พาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์มาอย่างเป็นๆ”
“...เจอกันที่นี่เหรอคะ”เลียนถามย้ำเรื่องสถานที่เพื่อความแน่ใจที่นี่เป็นตึกสำนักงานซึ่งคนหนีกันไปหมดแล้วหลังจากเกิดเรื่องเหมาะที่จะอยู่ต่อก็จริง แต่ตนัยกลับนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนคิดต่าง
“อีกเดี๋ยวที่นี่คงมีพวกตำรวจแห่มาถึงจะไม่สะดวกนัก แต่ให้พาไปที่ตึกนิวเวิลด์แล้วกันถึงสภาพจะไม่พร้อมแต่คงสงบกว่าที่นี่”
เลียนรับคำและตั้งใจไปพร้อมกับอั๊คแต่เด็กหนุ่มถูกตนัยเรียกไว้เสียก่อน ทำให้เลียนต้องไปคนเดียวอย่างช่วยไม่ได้
อั๊คหันกลับมาสีหน้าบอกว่าหน่ายเต็มทีเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายอยากพูดด้วยคงไม่พ้นเรื่องเนียร์
“ขอโทษนะที่ฉันเลือกคนที่เธอไม่ชอบหน้ามาร่วมด้วย”
“ผมแค่ทำตามคำสั่งเพื่อความปรารถนาของผมส่วนท่านน่ะ ไม่ว่าจะเลือกใครหรือทำอะไรมันก็เรื่องของท่าน แต่ว่า...”อั๊คจ้องผู้มากวัยกว่าด้วยแววตาเย็นชาและพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่“อย่ามาขวางทางเดินของผมก็แล้วกัน”
อั๊คมีจุดยืนของตัวเองเหมือนที่ตนัยมีเส้นทางของพวกเขาสามารถไปด้วยกันได้ แค่อย่ามาขวางทับกันก็พอ
สวนใจกลางเมืองเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของใครหลายคนบัดนี้กลับว่างเปล่าเพราะอยู่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุแต่ตอนนี้มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามา และบางคนที่ถูกพาตัวมาแบบขัดขืน
“ปล่อยฉัน!” ฟิวส์ตะโกน พยายามฝืนตัวให้หลุดจากแรงลากของเพื่อนสนิทแต่พอมาถึงเสานาฬิกาใจกลางสวนโชลก็ผลักเขาไปตรงเสานั้นแล้วใช้ต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่รอบๆ มาพันรัดตัวไว้กับเสานาฬิกา“นายจะทำอะไร ปล่อยฉัน!”
“แล้วนายคิดจะไปหาเนียร์รึไงรู้เหรอว่าคนพวกนั้นพาเธอไปที่ไหน” โชล ถามกลับสีหน้าเคร่งเครียดอย่างน้อยครั้งจะได้เห็น ขนาดข้อสอบยากๆของโรงเรียนยังลบรอยยิ้มของเพื่อนเขาไม่ได้เลยแต่ตอนนี้โชลกลับทำเหมือนว่าตัวเขามีอะไรให้น่าเครียดกว่าหลายเท่าตัว
แน่นอนว่าฟิวส์ไม่รู้ว่าเนียร์ถูกพาไปไหนเขารู้แต่ว่าจะมัวอยู่เฉยๆ แล้วหนีมาแบบนี้ไม่ได้
“ที่สำคัญนายคิดว่าจะทำอะไรได้ เนียร์ถูกควบคุมไปแล้วนะนายก็เห็นอยู่ว่าเธอทำอะไรกับพวกเราบ้าง”
รอยแผลเด่นชัดบนตัวของทุกคนที่ถูกเนียร์ทำร้ายแต่ไม่มีใครเอ่ยถึง กิลถึงกับเอามือปิดไว้ด้วยซ้ำเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นภาพเหล่านั้นล้วนตอกย้ำฟิวส์
“ไม่รู้โว้ย! ฉันไม่รู้แล้วว่าควรจะทำไง แต่ว่า...ให้ปล่อยเธอไปโดยไม่ทำอะไรเลยเนี่ยนะฉันต้องปล่อยเธอไป...อีกกี่ครั้งกันล่ะ กว่าจะยื้อเธอไว้ได้” ฟิวส์ปิดตาแน่นอย่างทรมานใจ
พอได้ฟังแล้วโชลก็ทำใจมัดเพื่อนตัวเองไม่ได้อีก จึงคลายสิ่งพันธนาการรอบตัวฟิวส์ลง
เกิดความเงียบชั่วขณะให้ทุกคนอึดอัดกับคำถามที่ลอยค้างอยู่ในใจว่าควรทำอย่างไรกับเนียร์ดี...ไม่ว่าจะยอมโดนฆ่าให้เนียร์ต้องมีบาปติดตัวไปเรื่อยๆหรือทำใจฆ่าเนียร์ซะ ก็ล้วนแต่ทรมานใจพวกเขาทั้งสิ้น
“...ไม่มีทางช่วยเนียร์ได้เลยเหรอครับ”โชลถามคู่แฝดจากเผ่าเอดีวาส
“เรื่องนั้น...”เกลทำหน้าลำบากใจบ่งบอกได้ว่าหากมีทาง เธอคงเสนอไปแล้ว “ขอโทษด้วยค่ะฉันไม่รู้จริงๆ”
“ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ”ฟิวส์ตวัดตามอง “พลังนี้มันมาจากเผ่าเธอไม่ใช่รึไงแล้วจะไม่รู้ได้ยังไงว่ามีวิธีไหนช่วยเนียร์ได้บ้าง”
โชลเรียกฟิวส์เมื่อเห็นว่าเขากำลังพาล
“ขอโทษจริงๆค่ะ” เกลก้มหน้างุดกว่าเดิมตัวสั่นสะท้านใกล้ร้องไห้เต็มทีจนกิลต้องเอาตัวมาบังน้องสาวไว้และจ้องฟิวส์อย่างเอาเรื่องไม่ต่างกัน
“ถึงจะคอยดูแลมันแต่พวกเราก็เพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรกไม่ต่างจากพวกนายหรอก”
“เหอะ! ปัดความรับผิดชอบง่ายดีนี่” ฟิวส์เปลี่ยนเป้าหมายอย่างรวดเร็วเขายังโมโหไม่หายเรื่องที่กิลทำให้เนียร์เกือบตาย“ความจริงแล้วมันก็ความผิดของนายด้วยนี่ ถ้านายไม่ทำร้ายเนียร์ ตนัยมันคงควบคุมเธอไม่ได้หรอก!”
“ฉันทำเพื่อหยุดเธอหรือต้องรอให้เนียร์ฆ่าเกลก่อนรึไง” น้ำเสียงกิลดูเหลืออดกับการถูกโยนความผิดนี้“ที่สำคัญ ฉันจะลงมือหรือไม่ เธอก็ถูกท่านตนัยควบคุมอยู่ดี”
“นายรู้อยู่แล้ว? แล้วก็ไม่คิดหาทางป้องกันเนี่ยนะ ไอ้ทุเรศเอ๊ย!”ฟิวส์ขยับตัวไปใกล้ ยกหมัดขึ้นหมายจะชก หากถูกโชลจับไว้เสียก่อน
“ฟิวส์พอเถอะ”โชลห้ามเมื่อเรื่องเริ่มบานปลาย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาทะเลาะกันแต่โชลพอเข้าใจ เพราะหากเห็นใครสักคนทำร้ายเอลแบบที่กิลทำกับเนียร์เขาคงห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
พอฟิวส์เห็นกิลเงียบไม่คัดค้านอะไรราวกับจะยอมรับทำให้เขาถึงจุดเดือด
“ทำไมนายถึงไม่ทำบ้าอะไรสักอย่างวะทำไมถึงปล่อยให้เนียร์ถูกควบคุม”แล้วคำตอบก็ผุดเข้ามาในหัวเขาอย่างรวดเร็วและไม่ทันได้กลั่นกรอง“นายคิดจะฆ่าเนียร์ใช่มั้ยล่ะนายตั้งใจทำอย่างนั้นแต่แรกแล้วใช่มั้ยถึงได้ปล่อยเธอไปโดยไม่คิดทำอะไรเลย!”
ผัวะ!
กำปั้นตรงเข้าใส่หน้าเด็กหนุ่มผมส้มอย่างหนักหน่วงโดยฝีมือของกิลทำให้เกลถึงกับอ้าปากค้างและตะลึงหนักกว่าเดิมที่เห็นสีหน้าของพี่ชายฝาแฝดเต็มไปด้วยความโกรธอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“ฉันไม่ได้อยากฆ่าเธอ!”
กิลตะโกนท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนและเจ้าตัวก็รู้ตัวทันทีว่าเผลอทำอะไรไปดวงตาสีน้ำเงินเข้มฉายแววสับสนเพราะกำลังทำขัดกับหน้าที่ของตนอยู่
เพียงเพราะไม่อาจยอมรับข้อกล่าวหานั้นได้จึงหลุดการควบคุมเป็นครั้งแรกทั้งที่ปกติทนได้เสมอมา
เด็กหนุ่มเผ่าเอดีวาสขยับถอยหลังมองมือที่ใช้ต่อยฟิวส์อย่างไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะกล้าทำแต่กระนั้น...มันก็ทำให้ทุกคนในที่นี้รู้คำตอบ
ไม่มีใครต้องการให้เนียร์ตาย
นั่นคือความจริงของพวกเขาในตอนนี้ต่อให้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อก็ตาม
เกลมองฟิวส์ทีพี่ชายทีก่อนก้มมองมือสองข้างของตัวเองแล้วกำมือแน่น
“ฉันจะกลับไปหาท่านเดสิตค่ะ”
คำที่โพล่งออกมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัวทำให้ทุกคนหันมาทางเด็กสาวรัดผมแกละต่ำ
“เกล น้อง...”
“เกลจะกลับไปถามท่านเดสิตเองค่ะไม่แน่ท่านอาจจะรู้วิธีช่วยเนียร์ก็ได้”
“แต่ท่านจะรู้นะว่าเนียร์ถูกท่านตนัยควบคุมได้แล้วและถ้าเป็นแบบนั้นท่านคงเลือกที่จะ...” กิลหยุดพูดโดยพลันเมื่อรับรู้ถึงสายตาของคนรอบด้าน
“ฆ่างั้นเหรอ”ฟิวส์เป็นคนต่อประโยคให้จบเอง แววตาสื่ออารมณ์แบบที่เกลเห็นท่าจะไม่ดี ต้องรีบแย้ง
“มันก็ไม่แน่หรอกค่ะท่านเดสิตอาจจะรู้วิธีก็ได้”
“ผมไม่ชอบคำว่า ‘อาจจะ’ ของคุณเลยครับ เพราะหากคำตอบคือไม่พวกคุณคงขัดคำสั่งของผู้นำเผ่าไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะครับ”โชลเอ่ยเสียงเรียบแต่เย็นเยือกในความรู้สึก
“ระ...เรื่องนั้น”เกลเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที ยิ่งถูกหนุ่มหัวน้ำตาลจับตามองลิ้นยิ่งแข็งจนขยับพูดไม่ได้อีก
“...ทำไมตอนนั้นถึงหยุดล่ะ”จู่ๆ เด็กสาวที่เงียบมาตลอดก็เปิดปากขึ้น ดวงตาเฉยชาเลื่อนมาที่กิล“ตอนสุดท้ายก่อนลงดาบ อะไรหยุดนายไว้”
กิลนึกถึงเนียร์ที่บอกให้ฆ่าตัวเองเพียงคำเดียวของเธอที่สั่นคลอนความตั้งใจของเขา
“เพราะฉันเห็นเนียร์กลับมาถึงจะแค่แป๊ปเดียวก็เถอะ”
และเพียงประโยคเดียวจุดความหวังเป็นไฟให้ลุกโชน
หลายคนตื่นตัวขึ้นมาทันทีโชลเข้าไปซักกิลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดและนำมาวิเคราะห์หาความเป็นไปได้
“ถ้าอย่างนั้นอาจจะพอมีทาง”โชลพูดหลังจากครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง “ถึงจะยืนยันไม่ได้เต็มร้อยแต่ผมคิดว่าเรายังพาเนียร์กลับมาได้อยู่”
ทุกคนเงียบอย่างตั้งใจฟังเขาจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ
“ถ้ากิลสามารถเรียกเธอกลับมาได้ชั่วขณะงั้นถ้าเป็นเสียงของคนสำคัญละก็ เนียร์ต้องพยายามฝืนหลุดจากการควบคุมของตนัยได้แน่ถ้าให้พวกเอล...”
“แค่นั้นไม่พอหรอก”กิลค้าน “การควบคุมของท่านตนัยมันหยั่งลึกกว่านั้นต้องใช้คนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเธอ คนที่เข้าใจและรู้จักเธอมาทั้งชีวิต”
ดวงตาสีเงินเข้มเลื่อนมาหยุดตรงหนุ่มผมดำแซมทองแววตาสื่อให้คนถูกจ้องแยกยิ้ม
“เรื่องนั้นไม่บอกฉันก็กะทำเองอยู่แล้วไอ้ลูกหมา”
กิลหรี่ตาลงนึกถึงคำแนะนำของเนียร์ชั่วขณะ ก่อนตัดสินใจทำแค่เอ่ยแย้ง“ทั้งสายตระกูลของฉันเป็นมนุษย์ทุกคนนะ”
แต่ไม่มีใครสนใจอีกเมื่อตอนนี้พวกเขามีเป้าหมายใหม่แล้ว
วาลหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาเพียวหลังตกลงกันแล้วว่าจะไปเยี่ยมเอลก่อน เพื่อบอกเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
แต่ทว่า...
วาลไม่อาจจับใจความที่อีกฟากสายพูดได้เพราะมีเสียงบางอย่างเข้าแทรก...เสียงโครมครามของการต่อสู้ก่อนสายจะถูกตัดทิ้งให้คนฟังร้อนรนใจอย่างน้อยครั้งจะเป็น
“พวกนั้นกำลังแย่”วาลสรุปสั้นๆ ให้ทุกคนรับรู้และเรื่องแย่ในตอนนี้มีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่เป็นไปได้
คนของตนัยเจอตัวพวกเอลแล้ว
คนที่เหลือพยักหน้าให้กันเป็นการตกลงว่าจะรีบไปช่วยเดี๋ยวนี้แต่...เกล กลับร้องลั่น ส่งผลให้ทุกคนที่กำลังวิ่งพลันชะงัก แล้วจ้องมาทางเธอ
“เกล? เป็นอะไร”
“พี่กิล”เกลหน้าซีด “ครอบครัว...เกลเพิ่งนึกได้ ตอนนั้นเกลยังช็อกเรื่องเนียร์อยู่จน...จนลืมไปสนิท” เกลทำหน้าเหมือนพร้อมประหารชีวิตตัวเองแล้ว
“ลืมอะไร”กิลงุนงง เพราะตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องรีบไปช่วยพวกเอลโดยเร็วที่สุด
สีหน้าเสียใจอย่างสุดซึ้งของเกลหันมองมาทางคนหัวส้มให้ฟิวส์ลองตั้งคำถามว่าทำไมเกลถึงกลับมาหาพวกเขาเธอที่ควรอยู่ดูแลผู้ปกครองกับพวกเล็ท ทำไมถึงกลับมา
เพียงแค่นั้นฟิวส์ก็รู้โดยไม่ต้องรอคำตอบจากเกลเขารู้แล้วว่าเกลกลับมาเพราะอะไร หากนั่นไม่ใช่เรื่องของคนคนนั้นที่เพียงแค่นึกถึงหัวใจก็เหมือนถูกบีบรัดอย่างแรง
“แม่ของคุณ...หายตัวไป”เกลตอบเสียงสั่น ให้คนฟังรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังสั่นตาม
...เหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง...กำลังแตกสลายลง...
เขาเกลียดแม่
นั่นอาจไม่ใช่คำที่ลูกควรใช้กับคนที่ให้กำเนิดตัวเองหรืออย่างน้อยก็ไม่ควรพูดออกมาตรงๆ ให้ใครต่อใครได้ยินแต่มีบางคนเหมือนกันที่ต้องการประกาศให้ทุกคนรับรู้
ฟิวส์เป็นบางคนที่ว่านั่น
มีคนบอกว่าเด็กผู้ชายมักจะเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของผู้เป็นพ่อตั้งแต่ยังเล็กจนถึงช่วงเวลาหนึ่ง
เวลาแห่งการเรียนรู้ของฟิวส์สิ้นสุดลงตอนเขาอายุหกขวบ...ซึ่งเขาถือเป็นเรื่องโชคดีแล้วเพราะอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำตัวสมเป็นพ่อนักถึงขั้นดีใจด้วยซ้ำที่จะไม่มีคนมารังแกแม่กับเขาทุกครั้งที่เมาหรืออารมณ์เสีย
ฟิวส์เคยรักแม่
เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องปกป้องแม่ให้พ้นจากการทำร้ายของพ่อแม้เธอจะเจ็บ ก็ยังคงยิ้มให้ฟิวส์อย่างอ่อนโยนเสมอ คอยกอดให้เขาอบอุ่นและปลอดภัยพร้อมกับบอกว่าทุกอย่างจะต้องไม่เป็นอะไร
ฟิวส์สาบานกับตัวเองว่าจะปกป้องแม่ให้พ้นจากเงื้อมมือของพ่อให้ได้เพราะฉะนั้นวันที่พ่อออกไปจากชีวิตของพวกเขานั้นนั่นถือเป็นวันที่ฟิวส์มีความสุขที่สุดแทบจะเป็นชัยชนะของเด็กน้อยคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
กระเป๋าสัมภาระถูกโยนขึ้นท้ายรถเบาะข้างคนขับที่เคยเป็นที่ประจำของแม่ บัดนี้มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งมานั่งแทนคนที่ทั้งสาวและสวยกว่าแม่มาก แต่ฟิวส์กลับไม่ชอบ ทั้งรอยยิ้มและแววตาของผู้หญิงนั่นราวกับจะเยาะเย้ยแม่ของเขาอยู่
ไม่เป็นไรอีกเดี๋ยวทั้งพ่อทั้งผู้หญิงคนนั้นก็จะออกไปจากชีวิตของพวกเขาแล้วจะไม่มีใครมาทำร้ายแม่ได้อีก
ทั้งที่เขาคิดอย่างนั้นแท้ๆ
“อย่าไปนะ!”
...ทำไมล่ะ
“ขอร้องล่ะอย่าทิ้งพวกฉันไปเลยนะคะ”
พ่อทำร้ายแม่นะทำให้แม่เจ็บ แล้วยังไปหาผู้หญิงคนอื่นอีก ถึงอย่างนั้น...
“อย่างน้อยก็เห็นแก่ฟิวส์ด้วยเถอะค่ะอย่าไปเลยนะ”
ถึงอย่างนั้น...แม่ก็ยังอยากอยู่กับพ่ออีกเหรอ
ราวกับ...โลกทั้งใบกำลังถูกสั่นคลอน
แม่ไม่เป็นเหมือนเดิมอีกเลยหลังจากนั้นที่ทำงานบังคับให้แม่ลาออก ด้วยเหตุผลว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากพอเพื่อจะได้รับเด็กที่เพิ่งจบใหม่ที่วุฒิสูงกว่าและอายุน้อยกว่าเข้ามาแทน
บ้านที่เคยอยู่มาถูกขายทิ้งไปและย้ายไปเช่าห้องแคบๆ อยู่แทน
ปัญหาหลายอย่างรุมเร้าแต่ฟิวส์ก็ยังคิดว่าไม่เป็นไร เหมือนที่แม่คอยบอกอยู่เสมอ ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไรตราบใดที่แม่กับเขายังอยู่ด้วยกัน ดูสิ ตอนนี้เขาปกป้องแม่จากพ่อได้แล้วนะเรื่องอื่นๆ มันจะแค่ไหนกันเชียว
แต่แม่กลับทำตัวแปลกขึ้นเรื่อยๆไม่ยอมกินจนผอมโซ ร้องไห้ไม่หยุดแล้วยังเอาแต่พึมพำกับตัวเองอยู่ตลอดแม้กระทั่งตอนที่กอดเขาอยู่ว่า ‘ไม่เป็นไร’
คำที่แม่เคยใช้ปลอบโยนเขาตอนนี้แม่กำลังใช้กับตัวเอง
...และโลกทั้งใบก็แตกสลายลงในวันนั้นเอง...
มือที่จับกุมอยู่ถูกปล่อยทิ้งแม่วิ่งฝ่าถนนออกไปอย่างไม่คิดชีวิต จนเกือบถูกรถชนทุกอย่าง...เพียงเพื่อจะไปหาสามีคนเก่าที่เดินควงแฟนใหม่อยู่อีกฟากถนน
ฟิวส์ไม่ได้ยินอะไรเลยแต่ภาพกลับบอกเขาหมดทุกอย่าง
แม่ของเขา...ผู้หญิงคนนั้นถึงขั้นยกมือกราบเท้าขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมา ถึงขั้นเข้าไปเกาะขา จนคนแถวนั้นหันมามองด้วยแววตาสมเพช
...นี่น่ะหรือ...
คนที่เขาอยากปกป้อง?
ตัวเขาแทบไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำแม่ยังรักผู้ชายที่ทิ้งแม่ไปมากกว่าเขาที่พยายามได้ทุกอย่างเพื่อแม่ซะอีก
...คล้ายได้ยินเสียงปริร้าวดังขึ้นจากภายใน...
นี่คือ...ผู้หญิงสินะยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้ผู้ชายคืนมา
ไม่มีศักดิ์ศรี...ไม่มียางอาย
‘ไม่เป็นไรนะ’
คิดถึงแต่ตัวเองใส่ใจแต่ตัวเอง
ฟิวส์รู้ในที่สุดว่าแม่ไม่เคยรักเขาแม่เห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเหนี่ยวรั้งพ่อไว้เมื่อใช้การไม่ได้...ตัวเขาก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป
...สิ่งที่ปริร้าวอยู่นั้น
ได้แตกสลายลงเสียแล้ว...