พี่น้องทั้งสองเดินเล่นอยู่ทั่วบริเวณถนนสายหลักจวนจะครบทั้งเส้นก็ได้เห็นสถานที่หนึ่งสูงใหญ่งดงามสะดุดตามันคาดไม่ถึงว่าในนครหลวงแห่งนี้จะมีที่ใดงดงามได้เท่ามหาราชวัง ที่พำนักขององค์จักรพรรดิได้หากไม่ใช่ที่นี่
ชายหนุ่มชักจูงมือหญิงสาวไปยังหน้าสถานที่แห่งนั้นพร้อมด้วยองครักษ์ทั้งสองที่ตามติดตลอดเดินใกล้ถึงก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งยืนอยู่พร้อมทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าสถานที่อีกสองคนหนิงเฟยหลงบังเกิดความสงสัยจึงถามเจ้าหน้าที่นั้นออกไปว่า “สถานที่แห่งนี้คือที่ใดหรือ?”
เจ้าหน้าที่ได้ยินดังนั้นกลับไม่ใคร่จะสนใจเพียงมองดูและสายตานั้นก็ดูเหยียดหยามด้วยชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านั้นแต่งตัวสามัญธรรมดาเนื้อผ้าก็ธรรมดาไม่ได้ดูสวยงามแต่อย่างใดและหญิงสตรีที่ยืนอยู่ข้างก็เพียงแต่งกายเรียบร้อยไม่ได้แต่งตัวหรูหราจึงไม่ได้เกิดความปิติเมื่อพบเห็น
ส่วนบุรุษทั้งสองที่เดินตามติดมาแม้จะถือกระบี่ก็คล้ายว่าจะเป็นเพื่อนพ้องเสียมากกว่านายบ่าวเจ้าหน้าที่ผู้นี้จึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจด้วยคาดคิดว่า “เจ้าบ้านนอกผู้นี้มาจากที่แห่งใดจึงไม่รู้ว่าสถานที่นี้คือที่ใด”
หนิงเฟยหลงรออยู่เนิ่นนานก็ไม่ได้คำตอบจึงไม่ได้สนใจใคร่ถามต่อเพียงแต่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหวังจะเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นหากแต่ทันทีที่ก้าวไปก็ต้องเจอกับเสียงตะหวาดอย่างรุนแรง “หยุดนะ! พวกเจ้าจะเข้าไปไม่ได้ออกไป!”เสียงตะหวาดลั่นนั้นมาจากเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่นั่นเองประจวบเหมาะกับทหารทั้งสองนายชักกระบี่ออกจากฝักมากันท่าไว้เตรียมการตั้งรับและโจมตี
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มเกิดความไม่สบายใจนักไม่สบายใจถึงขั้นหงุดหงิดใจ!เหตุไฉนถึงเป็นเช่นนี้ได้ มันเข้ามาโดยไม่คิดสร้างความวุ่นวายสอบถามแต่โดยดีกลับถูกเมินเฉย แล้วนี่ยังจะมาขับไล่มันอีก!ในใจก็เกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาสายหนึ่ง ความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาสายหนึ่ง! หากแต่ยังไม่ปะทุออกมา
หนิงอันอันเองก็ไม่ได้พอใจเท่าใดนักใบหน้านั้นบังเกิดความบิดเบี้ยวคิ้วทั้งสองเกือบชนกันเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว หากไม่ใช่ว่าสัญญากับพี่ชายว่าจะควบคุมอารมณ์กิริยาให้ดีคงอาละวาดไปเสียแล้ว! ส่วนองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังนั้นก็โผตัวไปข้างหน้าชักกระบี่ออกมาป้องกันเจ้านายของตน
เจ้าหน้าที่นั้นก็ไม่ได้แปลกใจด้วยคิดอยู่แล้วว่าบุรุษด้านหลังคงจะออกมาตั้งรับแทนชายหญิงที่อยู่ข้างหน้าทั้งสองเป็นแน่ด้วยทั้งสองนั้นไม่มีอาวุธอันใดถืออยู่
เหตุการณ์นี้ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงจนกระทั่งมีสุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้น “วันนี้หอสมบัติช่างคึกครื้นนักเกิดเหตุใดขึ้นหรือ?”เสียงนี้มาจากชายหนุ่มผู้หนึ่งที่พึ่งมาถึงหน้าหอสมบัติเมื่อสักครู่กล่าวถามเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่พอเห็นชายผู้นี้ก็ได้ทำตัวนอบน้อมลงต่างจากอาการเย่อหยิ่งเมื่อสักครู่มันโน้มตัวคารวะต่อชายผู้นั้นพร้อมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอไปว่า “คุณชายเหรินอวิ้นอวี้ที่นี่เกิดความไม่สงบเล็กน้อยมีพวกยาจกมารบกวนอีกเดี๋ยวข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อย เชิญท่านข้างในก่อนเถอะ”มันกล่าวออกด้วยความสุภาพ
หนิงเฟยหลงได้ยินดังนั้นก็ก็ความไม่พอใจด้วยตนเองเป็นถึงซื่อจื่อถูกเจ้าหน้าที่นี้กล่าวหยาบคายอย่างดูแคลนไหนเลยจะสะกดข่มใจไหว“เจ้าสุนัขรับใช้ ข้าผู้นี้มาก่อนเหตุใดจึงไม่ให้เข้าไปพอคุณชายท่านนั้นมาเจ้ากลับให้เข้าไป ช่างเหลวไหลเสียจริง!” หนิงเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะด่าออกไป
เจ้าหน้าที่ได้ยินดังนั้นก็เกิดโทสะ! จึงด่ากราดออกไป “พวกเจ้าไพร่สามัญไร้ยางอายเหตุใดจึงกล้าเปรียบตนเทียบเท่าเสมอคุณชายเหริน เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านเป็นผู้ใด?เจ้าเป็นผู้ใด? เทียบเคียงได้หรือ?พวกยาจกเช่นเจ้าไม่สมควรเข้าไปยังสถานที่อันแสนวิเศษนี้ หากก้าวเท้าเข้าไปคงจะเกิดเสนียดเสียเปล่าๆจงเร่งกลับไปในทางที่พวกเจ้ามา มาจากรูใดก็กลับไปที่นั่น!”
หนิงเฟยหลงได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาแคบลง แผ่ไอสังหารที่เย็นเยียบออกมา ความอดทนมันสิ้นสุดถึงขีดจำกัดเสียแล้ว!
ฟึบ!!
เพียงพริบตาผ่านไปดวงตาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ต้องเบิกโพลง! ด้วยไม่คิดว่าจะมีมือหนึ่งมาบีบลำคอของมันไว้ด้วยความรุนแรงจนแทบหายใจไม่ได้และการเคลื่อนไหวนี้ก็รวดเร็วจนเกินไป ดุจดั่งสายลมที่พัดโชยมาเท่านั้นแทบไม่รู้ถึงการขยับตัวของยอดฝีมือผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
เหรินอวิ้นอวี้ที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็ตกใจขวัญหนี!ดีนะที่มันไม่ได้กล่าววาจาก้าวล่วงคนผู้นั้นแต่อย่างใดจึงอาจไม่ต้องเจอสภาพเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ ที่บังอาจกล่าววาจาระคายหูชายผู้นั้นแต่แขนขาของมันก็ต้องสั่นระริก! ตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้
ถึงแม้มันจะฝึกฝนวรยุทธ์ตั้งแต่เยาว์วัยเป็นอัจฉะริยะของตระกูลเหรินจนบัดนี้ก็ก้าวเข้าสู่เขตแดนกาย ขั้นที่เก้าแล้วแต่ก็ยังบังเกิดความกลัวต่อคนที่อยู่เบื้องหน้าที่ยามนี้แผ่ไอสังหารอย่างท่วมท้นออกมาสร้างความเย็นเยียบสุดขั้วหัวใจให้กับมันไม่เพียงเท่านี้ผู้คนโดยรอยบริเวณก็รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกนี้ที่แผ่ซ่านออกมา
ผู้คนกลางถนนต่างตื่นตกใจ! ไม่กล้าเดินผ่าน ไม่กล้าจ้องมองมาผู้คนที่เดินผ่านอยู่ก่อนก็บังเกิดความอ่อนล้าของต้นขา ความหวาดกลัวของจิตใจล้มพับลงไปหัวใจของเจ้าหน้าที่นั้นสั่นระรัวเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนว่าเตรียมที่จะระเบิดออกมาองครักษ์ของชายหนุ่มและหญิงสาวเองก็ได้เดินถอยหลังออกไป กระบี่ในมือหล่นล่วงบนพื้น
องครักษ์ทั้งสองประคองร่างหนิงอันอันถอยหลังออกไปจากบริเวณนี้ไม่ต้องกล่าวถึงทหารยามทั้งสองที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ตอนนี้ทั้งคู่ได้คุกเข่าลงกับพื้นด้วยอาการสั่นเทิ้มไม่หยุดหวาดกลัวไม่หยุด!ผ่านไปเนิ่นนานก็มีชายชราผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากหอสมบัติแผ่พลังลมปราณอันแรงกล้ามาต้านรับชายหนุ่มไว้ทั้งบริเวณจึงเริ่มคลายความกดดันลง แต่ก็ไม่ถึงกับหายเป็นปกติ เหรินอวิ้นอวี้เห็นมีโอกาสจึงลอบหนีไป
ชายชรานั้นก็ได้กล่าวขึ้นว่า “คุณชายท่านนี้ได้โปรดไว้มือยั้งไมตรีด้วยเถอะ”ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงพลังลมปราณและน้ำเสียงที่สุภาพนั้น จึงหยุดมือที่กำคอเจ้าหน้าที่นั้นลงคลายมือออก
แต่ก็พบว่าแม้จะอยากไว้ไมตรีเพียงใดแต่ผู้ที่อยู่ในมือของตนเมื่อสักครู่นั้นได้หยุดหายใจไปเสียแล้วใบหน้านั้นซีดเผือดซีดเผือดจนขาวเหมือนไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงทว่าอีกสักพักก็เหมือนว่าจะมีสีหน้าที่แจ่มใสขึ้นเล็กน้อยแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตอยู่เพียงแต่เลือดลมนั้นสูบฉีดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไปอย่างไม่หวนคืน
ชายชรานั้นส่ายหน้าอย่างจนใจ แต่ก็หาได้สนใจร่างของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่กลับกล่าวขอโทษชายหนุ่มและเชิญชวนให้เข้าไปยังหอสมบัติ พร้อมการต้อนรับอย่างดี
“คุณชาย ข้ามีนามว่าอวิ้นหยางเป็นผู้ดูแลหอสมบัติในที่นี้ต้องขออภัยอย่างยิ่งกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ เจ้าผู้นั้นมีตาหามีแววไม่หรือมันไม่มีลูกตาเช่นนั้น ถึงบังอาจทำให้คุณชายขุ่นเคืองได้ทว่าข้าไม่เห็นว่ามีความจำเป็นใดที่ท่านต้องสังหารมันผู้นั้นเลย”ชายชรากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่ได้มีความอ่อนน้อมสุภาพและไม่ได้มีความแข็งกร้าวหรือโทสะแต่ประการใด แม้แต่ความเศร้าสลดก็ไม่มี
หนิงเฟยหลงพลันมองหน้าของชายผู้นั้น แล้วก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ไร้อารมณ์ “เดิมทีข้าก็ไม่ได้อยากฆ่ามันไม่ได้มีเจตนาที่จะสังหารมันแต่อย่างใดเพียงแต่รู้สึกว่าตนเองเมื่อสักครู่ควบคุมไม่ได้ ยังดีที่ท่านได้เข้ามาระงับเหตุไว้”กล่าวจบชายหนุ่มก็ประสานมือขอบคุณ
ชายชราเองก็ประสานมือกลับเช่นกัน “ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าเพียงแต่ข้ารู้สึกว่าท่านยังเยาว์คงยังอายุไม่ถึงสิบห้าปีกระมัง เหตุใดถึงมีจิตสังหารมากมายเช่นนี้?และเหตุใดท่านถึงมีฝีมือที่สูงส่งเช่นนี้ได้?” อวิ้นหยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้แต่ที่ข้ามีฝีมือมากเช่นนี้ก็เพราะฝึกกรำอย่างหนักทุกวันมิได้ว่างเว้นจนมีวันนี้ได้”หนิงเฟยหลงไม่ได้กล่าวความจริงเสียทั้งหมด และเรื่องการฝึกฝนของมันย่อมไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้แต่มันก็ไม่รู้จริงๆว่าเหตุใดตนเองถึงมีจิตสังหารมากมายเพียงนี้
อวิ้นหยางไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงแต่พยักหน้าแล้วเดินนำเชิญหนิงเฟยหลงและพรรคพวกเข้าไปด้านใน แล้วเล่าความเป็นมาของที่นี่ว่าที่นี่คือสถานที่ใดตอนนี้ชายหนุ่มรู้แล้วว่าสถานที่นี้คือที่ใด มันคือสถานที่ที่เก็บรวบรวมสมบัติมากมายทั้งสมุนไพรหายากตำราเคล็ดวิชา อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมไปถึงสิ่งของวิเศษ ราคานั้นก็ไม่ใช่ย่อมเยา และสถานที่นี้ยังเป็นสถานที่สำคัญที่ใช้ในการประมูลสิ่งของที่วิเศษอีกด้วย