ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว
หลี่เทียนจีฟื้นขึ้นมา และลืมตาขึ้นมองท้องฟ้าอันสดใสอารมณ์ของเขาดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับท้องฟ้าในเวลานี้ ใบหน้าของเขาหม่นหมองหัวใจเต็มไปด้วยความเศร้า เขามั่นใจมากว่าจะหาข้อสรุปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฉินอวี่ได้เขารีบนำวิชาโลหิตฟ้าดินออกมาใช้อย่างไม่ลังเล แต่กลับไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา สิ่งนี้ทำให้คนโอหังอย่างหลี่เทียนจีคับข้องใจอย่างยิ่ง
หากคนที่เขากำลังวิเคราะห์เป็นยอดฝีมือในระดับขั้นกุมารทิพย์และไม่สามารถพบข้อสรุปอะไรออกมา ในใจของเขาคงจะรู้สึกดีกว่านี้แต่นี่เป็นเพียงชายหนุ่มขั้นยุทธ์ระดับเจ็ดคนหนึ่งเท่านั้นกลับไม่สามารถหาข้อสรุปอะไรได้เลยเรื่องนี้ทำให้หลี่เทียนจีรู้สึกไม่ค่อยพอใจและเริ่มเกิดความสงสัยในตัวเองมากขึ้น
“คนที่มีความหวังจะได้ตำแหน่งเซียนซ่วนจื่อมากที่สุดในสำนักเซียนซ่วนบ้าบออะไรกัน? ข้าไม่อยากจะเชื่อเจ้าอีกแล้วข้าหลี่เทียนจีไม่อยากถูกเจ้าหลอกอีกแล้ว คนชื่อ ‘ซิงเฉิน’อะไรกัน? ข้ายังไม่เห็นแม้แต่ผีสักตนแล้วจะเป็นความหวังที่สุดในการเป็นเซียนซ่วนจื่ออะไรอีก... เซียนซ่วนจื่ออะไรบ้าบอเซียนซ่วนจื่อกับผีสิ” หลี่เทียนจีรู้สึกน้อยใจ
ขณะที่หลี่เทียนจีเริ่มหมดความอดทนเสียงที่หยาบกระด้างของสยงท่าเทียนก็ดังมาเข้ามาในหูของเขา
“พี่ฉิน จะว่าไป นี่ข้ายังไม่รู้จักเขาดีพออีกหรือ?ยังมัวแต่คิดจะมาทำการพยากรณ์หาข้อสรุปอะไรนั่น จนตัวเองถึงกับสลบไป ก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งแล้วอย่าหาว่าข้าตำหนิเลยนะ พี่ฉิน ข้ารู้สึกจริงๆว่าหลี่เทียนจีไม่เหมาะกับการพยากรณ์อะไรนั่นเลยเขาไม่เหมาะกับอะไรทางด้านนั้นหรอก ไม่ใช่ว่าทำนายผิดพลาดหรอกนะแต่เรียกว่าทำนายไม่แม่นยำมากกว่า เขาก็แค่มานั่งหลอกตัวเองอยู่ตรงนี้”
หลี่เทียนจีผู้ซึ่งท้อแท้อยู่แต่เดิมแทบจะเป็นลมเมื่อได้ยินเสียงดังของสยงท่าเทียน
“จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้ เขายังไม่ได้เข้าสู่เส้นทางของการพยากรณ์ สิ่งเหล่านี้รอให้เขามีประสบการณ์มากขึ้นในอนาคตเมื่อได้เรียนรู้มากขึ้นก็จะสามารถเดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้องได้ เรื่องทุกอย่างจะเร่งรีบไม่ได้หรอก”เสียงของฉินอวี่ดังขึ้น
หลี่เทียนจีรู้สึกดีขึ้นมาแล้ว
ใช่ เขาอายุเพียงสิบห้าปีเขาเพิ่งเรียนรู้พยากรณ์เหล่านี้มาไม่กี่ปียังไม่ได้ก้าวเข้าสู่หนทางของการพยากรณ์อย่างแท้จริงรอให้ได้ก้าวเข้าสู่หนทางที่แท้จริง ตนเองจะต้องกลายเป็นเซียนซ่วนจื่อได้อย่างแน่นอนและจะต้องเป็นคนที่มีความหวังในการก้าวขึ้นเป็นเซียนซ่วนจื่อมากที่สุด
แต่คำพูดของฉินอวี่ทำให้เลือดลมบนหน้าอกของหลี่เทียนจีพลุ่งพล่านขึ้นจนเกือบจะกระอักเลือดออกมา
“น่าเสียดายที่ยังเด็กเกินไป คนวัยหนุ่มสาวมีความเย่อหยิ่งสำคัญตนว่าถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ด้วยระดับการฝึกฝนของเขาหากถูกพยากรณ์ออกมาได้? นั่นคงจะไม่น่าเป็นไปได้”
“ใครยังเด็กเกินไป? ใครมีความเย่อหยิ่ง? เจ้าอายุมากกว่าข้ามากนักหรือ? อยู่ที่นี่ช่วยอวดดีให้มันน้อยหน่อยเถอะ!”หลี่เทียนจีเริ่มโมโห และกระโดดลุกขึ้นยืน ก่อนจะด่าออกไปเสียงดังจนความเย่อหยิ่งอันเยือกเย็นได้อันตรธานหายไป
“เฮ้ หลี่เทียนจีฟื้นแล้ว พี่ฉินพวกเราหยุดพูดกันก่อนเถอะไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโจมตีพวกเราได้ อย่าหาว่าเขาเป็นพวกเย่อหยิ่งเลย จริงๆแล้วเขาเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองมาก” สยงท่าเทียนที่อยู่ไม่ไกลมองดูหลี่เทียนจีด้วยความเห็นใจและพึมพำกับฉินอวี่เพียงแต่เสียงอันดังของเขาเมื่อกดเสียงลงแล้วก็ดูไม่ต่างจากเก่า
หลี่เทียนจีเกือบจะวิ่งไปด้วยความโกรธหน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำเป็นสีเลือดและมองไปทางสยงท่าเทียน เขาคิดอยากจะฉีกปากของสยงท่าเทียนออกจากกันเสียเดี๋ยวนี้
ฉินอวี่มองไปที่สยงท่าเทียน จากนั้นก็หันกลับไปมองหลี่เทียนจีและเกิดความรู้สึกตลกในใจเขาสังเกตเห็นนานแล้วว่าหลี่เทียนจีฟื้นขึ้นมาแล้ว เพียงแต่หลี่เทียนจีมีความโอหังเกินไปอีกทั้งยังมัวแต่ทำหน้าตาเคร่งขรึม ราวกับว่าไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ ในอีกไม่กี่เดือนจากนี้ก็ไม่ง่ายเลยที่จะเข้ากันได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการดีที่จะกระชากเอาสิ่งที่ปกปิดตัวเขาออกเสียก่อน
สยงท่าเทียนยิ้มและพูดว่า “หลี่เทียนจี ข้าไม่ได้ว่าอะไรเจ้าสักหน่อยข้ากำลังคุยกับพี่ฉิน” สยงท่าเทียนกล่าวโดยไม่หันกลับไปมองหลี่เทียนจี
ผ่านไปครู่หนึ่งสยงท่าเทียนยังคงรู้สึกว่าหลี่เทียนจีกำลังจ้องมองมาที่เขาอีกครั้งจึงอดไม่ได้ที่จะโกรธ เขาหันศีรษะและจ้องไปทางหลี่เทียนจี และพูดอย่างโกรธเคือง“หลี่เทียนจี เจ้ายังมาจ้องข้าทำไมอีก?”
หน้าอกของหลี่เทียนจีกระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอจนแทบจะปะทุออกมาด้วยความโกรธ เมื่อมองไปยังใบหน้าที่อวบอิ่มของสยงท่าเทียนความโกรธในใจของหลี่เทียนจีก็ไม่อาจระเบิดออกมาได้และแอบเตือนตัวเองว่าอย่าได้ไปสนใจคนที่ยังไร้เดียงสามีจิตวิญญาณที่ยังไม่เข้าถึงอารยะทำให้หลี่เทียนจียิ่งอึดอัดมากขึ้น และพูดอย่างเย็นชา “เอาล่ะในเมื่อพวกเจ้าสองคนดูถูกข้า เช่นนั้นพวกเราก็แยกกันตรงนี้พวกเจ้าไปในทางของพวกเจ้า ข้าจะไปทางของข้า!” พูดจบ หลี่เทียนจีก็ยืดตัวขึ้นและหันหลังเดินเข้าไปยังส่วนลึก
“พี่ฉิน ท่านดูเขาสิ เด็กชะมัดเลย ทำตัวขี้งอนอีกแล้ว”
“พี่ฉิน ท่านเชื่อหรือไม่ ประเดี๋ยวเขาจะต้องกลับมาแน่นอนเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจะตายไป ข้าชินกับมันแล้ว เฮ้อ”
เสียงที่พยายาม “ลดลง” ของสยงท่าเทียนเป็นเหมือนแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เขาถึงกับโกรธจนตัวสั่นและส่งเสียงตะโกนดังพร้อมรีบเข้าไปด้านใน เพราะกลัวว่าหากเขามัวแต่ชักช้าก็อาจจะย้อนกลับไปทะเลาะกับสยงท่าเทียนอย่างแน่นอน
“เฮ้ หลี่เทียนจี เจ้าไม่เอาเศษผ้านั่นแล้วหรือ?” หลังจากที่หลี่เทียนจีออกไปไกลแล้วสยงท่าเทียนก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมา
หลี่เทียนจีที่กำลังเร่งรีบก็หยุดอย่างกะทันหัน เพราะนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้หยิบผ้าขาวผืนนั้นมาด้วยเขายืนลังเลใจอยู่ตรงนั้น จะกลับไปก็ไม่ควร จะไม่กลับก็ไม่ได้จิตใจของเขาตอนนี้ยิ่งหดหู่มากขึ้น
ผ่านไปเป็นเวลานาน หลี่เทียนจีตัดสินใจหันหลังกลับไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สามารถทิ้งผ้าขาวผืนนั้นได้
เมื่อกลับมาที่เดิม หลี่เทียนจีหยิบผ้าขาวขึ้นมาและเตรียมจะไปต่อแต่กลับได้ยินสยงท่าเทียนพูดขึ้นมา “พ่อของข้าบอกกับข้าเสมอลูกผู้ชายจะต้องมีใจกว้างอย่าไปใส่ใจคำพูดคน อย่าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย แต่ดูเจ้าสิเจ้าโกรธมากมายขนาดนี้ ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าเป็นผู้ชายหรือไม่”
“สยงท่าเทียน เจ้ากำลังว่าใคร?”หลี่เทียนจีหันศีรษะด้วยความโกรธและจ้องไปที่สยงท่าเทียน
สยงท่าเทียนนั่งบนพื้นเหมือนหอคอยเหล็กเล็กๆเงยหน้าขึ้นเหลือบมองหลี่เทียนจี และพูดอย่างโกรธเคือง “หลี่เทียนจีเจ้าอยากจะหาเรื่องทะเลาะกันใช่หรือไม่? นี่เจ้ากำลังจ้องหาเรื่องข้าอยู่นี่”
ฉินอวี่มองสยงท่าเทียนด้วยความประหลาดใจเขายังคงใช้เหตุผลอย่างยิ่งใหญ่และองอาจยิ่งนัก และในตอนนี้... ยังมีเจ้าสองคนนี้มาเป็นศัตรูคู่อาฆาตเสียอีกทันใดนั้น ฉินอวี่ก็รีบพูดว่า “พอได้แล้วๆ เจ้าก็ด้วยสยงท่าเทียน เมื่อครู่นี้ก็ยังเป็นห่วงหลี่เทียนจีอยู่เลยตอนนี้พอเขาฟื้นขึ้นมากลับมายั่วโมโหเขา หลี่เทียนจี พวกข้าไม่มีเจตนาร้ายเลยจริงๆก่อนหน้านี้ข้าก็แค่ถามสยงท่าเทียน ว่าเกิดอะไรขึ้นเจ้าจึงได้สลบเช่นนั้นจะได้หาวิธีช่วยเจ้า”
“ฮึ ข้าไม่เป็นห่วงเขาหรอก” สยงท่าเทียนหันศีรษะไปอีกด้านหนึ่งและพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา
สีหน้าของหลี่เทียนจีเริ่มซีดลงด้วยความอาย เขามองไปที่สยงท่าเทียนจากนั้นจึงมองไปทางฉินอวี่ แม้ว่าในใจของเขาจะรู้สึกอารมณ์เสียแต่ในตอนนี้กลับไม่ปรากฏออกมา
“สยงท่าเทียนก็ห่วงตนเองเหมือนกัน และสติปัญญาของเขาก็ยังไม่พัฒนาดังนั้นจะไปเอาอะไรกับเข้ามากมาย?” หลี่เทียนจีปลอบใจตัวเอง และไม่จากไปไหน แต่กลับนั่งลงทันที
“จริงสิ หลี่เทียนจี สยงท่าเทียนบอกว่าเจ้าสามารถพยากรณ์ได้หรือ? พยากรณ์เรื่องอนาคต?” ฉินอวี่รีบหันมาเปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว
“แน่นอน!” หลี่เทียนจีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและพูดอย่างเย็นชา
“เช่นนั้น เจ้าช่วยพยากรณ์ให้ข้าบ้างได้หรือไม่?ลองดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับข้าบ้าง?” ฉินอวี่พูดด้วยความประหลาดใจ
เมื่อรู้สึกถึงการจ้องมองของฉินอวี่ ใบหน้าของหลี่เทียนจีแข็งทื่อทันทีสายตาของหลี่เทียนจีสั่นไหวครู่หนึ่ง และพูดอย่างเสียงแข็ง“เจ้าอยากให้ข้าพยากรณ์ก็ต้องพยากรณ์หรือ? อย่างไรข้าก็ไม่พยากรณ์ให้เจ้าหรอก”
“เฮ้ หลี่เทียนจี เจ้านี่ใจเหี้ยมเหมือนหมาป่าจริงๆตอนที่เจ้าหมดสติไปพี่ฉินเขาคอยป้อนยาให้เจ้า คอยเป็นห่วงเจ้า แต่พอเจ้าดีขึ้นแล้วกลับมาทำแบบนี้กับพี่ฉินหรือ เจ้านี่มันเนรคุณจริงๆ ยอดของความเนรคุณเลยทีเดียว”สยงท่าเทียนกล่าวอย่างโกรธเคือง
หลี่เทียนจีตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นและรู้สึกเสียใจเล็กน้อยในใจ รู้สึกเหมือนคำพูดของตนเองนั้นดูน่าเบื่อสิ้นดีแต่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบฉินอวี่ไปอย่างไรดี หากจะตอบกลับไปว่าไม่สามารถพยากรณ์ออกมาได้?เช่นนี้จะไม่เป็นการตบหน้าตนเองหรือ?
หลี่เทียนจีไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรอยู่ครู่หนึ่ง จะขอโทษก็ไม่ใช่ไม่ขอโทษก็ไม่ใช่ ท้ายที่สุด เขาก็หลับตาลงและทำเฉยไม่รู้ไม่เห็น
ฉินอวี่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่ เหลือบมองสยงท่าเทียนที่กำลังไม่พอใจและเหลือบมองหลี่เทียนจีที่กำลังดูอึดอัด ฉินอวี่ก็อดยิ้มไม่ได้และเขาก็ดูมีความสุขกับวันเวลาเช่นนี้จริงๆ
ตลอดหกปีที่ข้ามผ่านความสิ้นหวังมาฉินอวี่ไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจเช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว เขาไม่ใช่คนคร่ำครึและไม่ใช่คนที่ไร้รอยยิ้ม เพียงแต่ เขามีความสิ้นหวังมากมายในชีวิตทำให้เขาไม่อาจจะปล่อยวางภาระที่มีได้อย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าเขาจะเหมือนได้เกิดใหม่ แต่ท้ายที่สุดฉินอวี่ผู้มีวัยไม่เกินยี่สิบเอ็ดปีแม้ว่าความสิ้นหวังตลอดหกปีที่ผ่านมาจะทำลายความสามารถของเขาไป
แต่ไม่ว่าความสามารถจะถูกทำลายไปอย่างไรก็ยังเป็นความสามารถ
เขายังคงเป็นเขาเขาผู้ซึ่งลุกขึ้นจุดไฟในตัวเองและปลุกความหวังขึ้นมาอีกครั้ง