ภายในอาณาเขตพื้นที่ของสัตว์ปีศาจระดับสองซ่งไป่หลางยืนหยัดท่ามกลางซากศพของสัตว์ปีศาจจำนวนมากในนั้นยังมีสัตว์ปีศาจระดับสองจำนวนสามตัวรวมอยู่ด้วย
“นี่ก็คือพลังของวิชาระดับ์”ซ่งไป่หลางรู้สึกถึงความเหนือชั้นที่แตกต่างจากเดิม ฝ่ามือบัว์และวิชาต่างๆของเขาถูกนำมาเริ่มต้นฝึกฝนใหม่เพื่อให้กลายเป็วิชาระดับ์ที่สมบูรณ์ตอนนี้เขาฝึกได้สมบูรณ์เพียงแค่ฝ่ามือบัว์ขั้นที่หนึ่งทว่าพลังของมันมหาศาลเสียจนแม้แต่สัตว์ปีศาจระดับสองยังไม่สามารถต้านทานได้
‘ฮึหากเป็คนทั่วไปคงไม่สามารถใช้วิชาระดับ์ได้แต่เ้ามีพลังิญญาที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งนัก ยังมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ร่างกายพัฒนาเหนืุ์ไปหลายขั้นอย่างไรก็ตามจนกว่าจะพัฒนาไปถึงระดับเที่ยงแท้ เ้ายังไม่สามารถพัฒนาวิชาระดับ์ได้มากกว่าขั้นหนึ่ง’
ถึงแม้ว่าซ่งไป่หลางจะมีระดับเหนือกว่าคนทั่วไปหลายขั้นแต่ก็ยังคงมีขีดจำกัดเด็กหนุ่มไม่สามารถรองรับพลังของวิชาระดับ์ได้มากกว่าระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามลำพังวิชาขั้น์ระดับหนึ่งก็ร้ายกาจมากพอที่จะบดขยี้วิชาระดับสูงที่มีความชำนาญต่ำกว่าระดับห้าทั้งหมดแล้ว
“ตอนนี้เ้าสะสมแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจขั้นสองได้ถึงสามสิบชิ้นระดับหนึ่งอีกนับพัน เพียงแค่นี้ก็น่าจะมากพอให้ใช้ฝึกฝนถึงระดับสิบก่อกำเนิดแล้วแต่การฝึกฝนต้องใช้เวลา เ้าต้องเก็บตัวฝึกฝนนานนับเดือนจึงจะดูดซับแก่นิญญาทั้งหมด”
โดยทั่วไปการดูดซับแก่นิญญานั้นไม่ควรทำติดต่อกันใน่เวลาสั้นๆแต่ซ่งไป่หลางนั้นเป็กรณียกเว้นแก่นิญญาไม่สามารถสร้างอันตรายและผลข้างเคียงต่อร่างกายของเด็กหนุ่มได้ทว่าโดยปกติมันจะทำให้การดูดซับทำได้น้อยลงทุกครั้งที่เขาฝึกฝน
ทว่าด้วยวิธีการพิเศษของเซี่ยหยางเขาสามารถสอนให้ซ่งไป่หลางใช้เทคนิคหลอมรวมแก่นิญญาโดยการสะสมแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจจำนวนมาก จะทำให้สามารถบีบอัดพลังให้มีคุณสมบัติเทียบเท่าแก่นิญญาที่ระดับสูงกว่า
แต่วิธีนี้นับว่าสิ้นเปลืองเป็อย่างมากสมมติว่าแก่นิญญาระดับสองมีค่าเท่ากับแก่นิญญาระดับหนึ่งหนึ่งร้อยชิ้นแต่เมื่อนำมาหลอมรวมกันจะต้องใช้แก่นิญญาระดับหนึ่งสองร้อยชิ้นเพื่อให้ได้แก่นิญญาระดับสองหนึ่งชิ้น
กล่าวโดยง่ายก็คือการสิ้นเปลืองจะเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวแต่ก็แลกมาด้วยความคุ้มค่าที่ทำให้ไม่ต้องใช้เวลามากมายในการดูดซับแก่นิญญาทีละชิ้น
ซ่งไป่หลางหลอมรวมแก่นิญญาระดับหนึ่งทั้งหมดจนกลายเป็แก่นิญญาระดับสองในที่สุดเขามีแก่นิญญาระดับสองจำนวนแปดสิบชิ้น เป็จำนวนที่มากพอที่จะทำให้ศิษย์สายในทั้งหมดคลุ้มคลั่ง
ควรทราบว่าต่อให้เป็ศิษย์ที่ได้รับความเอาใจใส่จากผู้าุโก็ยังได้รับแก่นิญญาเพียงหนึ่งชิ้นต่อเดือนเท่านั้น
“ข้าจะเริ่มหลอมรวมแก่นิญญาระดับสอง” ในความเป็จริงการสร้างแก่นิญญาระดับสาม้าแก่นิญญาระดับสองจำนวนหนึ่งพันชิ้นทว่าซ่งไป่หลางไม่ได้้าสร้างแก่นิญญาระดับสามเขาเพียง้าทำให้แก่นิญญาระดับสองมีความบริสุทธิ์เทียบเท่ากับแก่นิญญาที่ได้รับจากสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางเท่านั้น
นอกจากการหลอมรวมนี้ซ่งไป่หลางยังมีแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางอีกหนึ่งชิ้นที่เขาได้รับจากสัตว์ปีศาจอสรพิษเพลิงสีชาด
“หลอมรวม”
แก่นวิญญารระดับสองเริ่มสลายและกลายเป็พลังงานบริสุทธิ์ซ่งไป่หลางควบคุมพลังอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อทำการหลอมรวมพลังของมันเข้าด้วยกัน
“พลังของมันรุนแรงกว่าแก่นิญญาระดับหนึ่งหลายขั้น” เด็กหนุ่มััได้ถึงแรงต้านทานอันมหาศาลหากไม่ใช่เพราะว่าเขามีพลังิญญาเหนือกว่าคนทั่วไปคงไม่สามารถควบคุมการหลอมรวมนี้ได้
ผ่านไปสามชั่วยาม ในที่สุดพลังงานทั้งหมดเริ่มสงบลงภายใต้การชักนำของซ่งไป่หลางมันเริ่มควบรวมเป็แก่นผลึกิญญาที่มีสีใสขึ้นกว่าเดิมพลังของมันมหาศาลกว่าแก่นิญญาระดับสองหลายขั้น
“ได้เวลาที่ข้าจะเริ่มฝึกฝนเสียที”
แก่นิญญาของสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางสองชิ้นนี่เป็สมบัติที่แม้แต่ผู้าุโก็ยังพยายามเก็บรักษาไว้อย่างหวงแหน
“แก่นิญญาระดับนี้หากมีจำนวนห้าชิ้นแม้แต่ระดับเที่ยงแท้ขั้นหนึ่งก็สามารถพัฒนาไปยังขั้นสองได้แม้จะต้องใช้เวลาก็ตามข้าจะยอมใช้มันต่อเนื่องกันและปล่อยให้มันสูญเสียไปเล็กน้อยเพื่อแลกกับเวลา”
ตอนนี้เขาเหลือเวลาเพียงสองเดือนสุดท้ายในการเตรียมตัวก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้นแม้ว่าด้วยระดับของซ่งไป่หลางในปัจจุบันจะสามารถเอาชนะซ่งเจียหลานและไม่มีปัญหาในการเข้าร่วมการประลองศิษย์สายในทว่าซ่งไป่หลางกลับมองข้ามไปถึงอีกระดับแล้ว
‘ข้าจะเข้าร่วมการประลองของศิษย์หลัก’ ดวงตาของซ่งไป่หลางเต็มไปด้วยประกายต่อสู้ศิษย์สายในสามารถเข้าต่อสู้ในสนามของศิษย์หลักได้เช่นกันทว่าด้วยเงื่อนไขที่เป็ไปไม่ได้คือต้องเอาชนะและชิงตำแหน่งห้าอันดับแรกของศิษย์หลักมาศิษย์สายในอันดับหนึ่งทั่วไปอย่างมากก็เอาชนะได้แค่ศิษย์หลักที่อ่อนแอไม่กี่คนเท่านั้น
เพื่อที่จะยืนยันให้แน่ใจว่าความ้าของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อฉินจีซ่งไป่หลางได้ช่วยนางพัฒนาเคล็ดวิชาต่างๆจนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นภายในเวลาสองเดือนที่เหลืออยู่ซ่งไป่หลางเชื่อว่านางจะสามารถเอาชนะผู้ที่มีพลังระดับสามเที่ยงแท้ทั้งหมดได้
หลังจากพิจารณาถึงเื่ต่างๆอย่างรอบคอบในที่สุดซ่งไป่หลางได้เดินทางกลับไปยังเรือนพักและเริ่มเก็บตัวฝึกฝนด้วยแก่นิญญาที่มี
“เหลืออีกเพียงสิบวันเท่านั้นก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้นตัวแทนของศิษย์หลักและศิษย์สายในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็คนที่โดดเด่นที่สุดของนิกายเรา”ยิ่งเวลาของการประลองใกล้เข้ามาความตื่นเต้นของผู้คนก็ยิ่งทวีคูณ
“อู๋หลิวมีพลังและความสามารถที่โดดเด่นอย่างมากเขาจะต้องได้สิบอันดับแรกในการประลองและนำชื่อเสียงมาสู่นิกายอย่างแน่นอน”
“ยังมีฉินจีอีกคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีพลังระดับต่ำกว่าสามเที่ยงแท้ นางไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใดสักครั้งทั้งพลัง เทคนิค ความงามและพร์นับว่าเป็เทพธิดาที่สมบูรณ์แบบ”
“ในศิษย์สายในก็แข่งขันกันอย่างดุเดือดในบรรดาคนทั้งหมดซ่งเจียหลานโดดเด่นที่สุดพลังของนางอยู่ที่ระดับหนึ่งเที่ยงแท้และใกล้จะบรรลุระดับสองแล้ว นอกจากนี้นางยังมีเคล็ดกระบี่ที่ร้ายกาจ”
“อย่างไรก็ตามศิษย์สายในยังไม่สามารถตัดสินได้เพราะคนที่แข็งแกร่งที่สุดยังเก็บตัวเงียบ”
หลายคนต่างสงสัยถึงการเก็บตัวของซ่งไป่หลางเขาทำราวกับว่าไม่สนใจการประลองสิบนภาทว่าในบรรดาผู้าุโระดับสูงของนิกายต่างคาดหวังในตัวซ่งไป่หลางเป็อันมาก ชื่อเสียงและพร์ของเขาถูกจับตามองทั้งจากในและนอกนิกายหากซ่งไป่หลางเข้าประลองละก็เขาจะต้องสามารถคว้าห้าอันดับแรกของศิษย์สายในทั้งหมดในแคว้นมาได้สำเร็จแน่นอน
“ผู้าุโจางเหตุใดซ่งไป่หลางจึงยังไม่ออกจากการเก็บตัวมาชิงตำแหน่ง” รองเ้านิกายมีท่าทีเคร่งเครียดวิตกกังวลด้วยชื่อเสียงของซ่งไป่หลางแม้แต่เ้านิกายที่เก็บตัวฝึกฝนอยู่ก็กดดันสอบถามเขาในเื่นี้
“ซ่งไป่หลางกำลังอยู่ใน่เวลาสำคัญแต่เขาจะเข้าร่วมการประลองแน่นอน”ผู้าุโจางถอนหายใจ สำหรับเื่การฝึกฝนของซ่งไป่หลางเขาเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรมากเพียงแค่ช่วยสนับสนุนด้านทรัพยากรหลายๆอย่างเท่านั้น
ขณะที่พวกผู้าุโกำลังประชุมกันเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นจากลานประลองของนิกายเรียกความสนใจของพวกเขาผู้าุโจางสั่งการเพียงไม่กี่คำก็มีชายคนหนึ่งทะยานร่างเข้ามารายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผู้าุโจางเสียงโห่ร้องนี่เกิดจากการประลองระหว่างฉินจีศิษย์ของท่านกับฟงซุ่ยหลังจากประลองกันหลายสิบกระบวนท่าในที่สุดฉินจีก็เป็ฝ่ายชนะนางขึ้นมาอยู่อันดับสามของศิษย์หลักในขณะนี้” ผู้ส่งสารเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ผู้าุโจางยิ้มอย่างพึงพอใจยิ่งฉินจีแข็งแกร่งมากขึ้นเขาก็ยิ่งได้รับชื่อเสียงในฐานะอาจารย์ของนาง
“ไปดูกัน”เพื่อแสดงความยินดีให้กับฉินจี ผู้าุโจางตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ลานประลองผู้าุโคนอื่นๆรวมถึงรองเ้านิกายก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปด้วยพวกเขา้าผูกมิตรกับฉินจีที่เป็อัจฉริยะผู้โดดเด่นและมีอนาคตอันรุ่งโรจน์
ทว่าเมื่อเหล่าผู้าุโมาถึงลานประลองเสียงโห่ร้องกลับดังก้องขึ้นยิ่งกว่าเดิมและเสียงโห่ร้องนี้ไม่ใช่เสียงที่แสดงออกถึงความชื่นชมยินดีทว่าเป็เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและดูิ่สร้างความสงสัยให้กับบรรดาผู้าุโเป็อย่างมาก
“ซ่งไป่หลาง เ้าอย่าได้โอหังเกินไปนัก”
เมื่อพวกเขามาถึงผู้าุโจางได้ยินเสียงะโจากปากของศิษย์หลักคนหนึ่ง
“ข้าโม่หลางแม้จะไม่ได้เป็ศิษย์หลักอันดับต้นๆแต่ในฐานะตัวแทนศิษย์หลักจะขอสั่งสอนเ้าเอง เป็เพียงศิษย์สายในก็อยู่ในที่ของเ้าเสีย”
ศิษย์หลักผู้หนึ่งที่มีพลังขั้นสองเที่ยงแท้ะโออกมาเมื่อมองไปยังร่างของผู้ที่เผชิญหน้ากับเขานั่นสร้างความตื่นตะลึงให้กับบรรดาผู้าุโอย่างมาก
“เกิดอันใดขึ้น” ผู้าุโจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังพลังกดดันของเขาทำให้เสียงโห่ร้องเงียบงันในพริบตา
“คารวะรองเ้านิกาย คารวะผู้าุโ” บรรดาศิษย์ทั้งหมดในพื้นที่รีบคารวะ
“หลางเอ๋อ เกิดอันใดขึ้น” ผู้าุโจางหันมาถามศิษย์ของตน
ฉินจีมีสีหน้ากังวลนางรีบเข้ามาหาผู้าุโจางแล้วเอ่ยตอบ “อาจารย์หลังจากข้าประลองจบ ศิษย์น้องมาที่นี่พร้อมกับประกาศว่าเขาจะขอใช้สิทธิ์ในการชิงตำแหน่งประลองด้วยฐานะศิษย์หลักและเขาท้าประลองไปยังเทียนเจินที่เป็อันดับห้าในปัจจุบันและฟงซุ่ยที่อยู่อันดับสี่”
“ชิงตำแหน่งประลองด้วยฐานะศิษย์หลัก” ผู้าุโต่างสูดลมหายใจ บางคนก็แค่นเสียงออกมาศิษย์สายในที่พลังไม่ถึงระดับเที่ยงแท้ผู้หนึ่งกลับกล้ากระทำการเช่นนี้ราวกับว่าไม่รับรู้ความแตกต่างของ์กับผืนดิน
“หลางเอ๋อ เ้าในตอนนี้ขอเพียง้าก็สามารถเป็อันดับหนึ่งของศิษย์สายในเหตุใดถึงเลือกทำเช่นนี้กัน”ผู้าุโจางเอ่ยถาม
ซ่งไป่หลางคารวะผู้าุโจางเล็กน้อย“อาจารย์ รางวัลของศิษย์หลักย่อมดีกว่าศิษย์สายใน”
“เ้าหนู ไม่ว่าใครก็ล้วน้ารางวัลที่ดีแต่เ้าจะต้องรู้จักประเมินตนเสียบ้าง ผู้าุโจางศิษย์ของท่านหัวรั้นไม่รู้จักยอมรับความเป็จริงข้าคิดว่าควรให้โม่หลางได้สั่งสอนเขาเสียเล็กน้อยเพื่อให้เขาตระหนักได้ว่าจุดยืนของตัวเองอยู่ที่ใด”
ผู้าุโหลายๆคนต่างเห็นด้วยอัจฉริยะมักจะเย่อหยิ่งทว่าซ่งไป่หลางกลับทระนงจนกลายเป็โง่เขลาพวกเขา้าสั่งสอนไม่ให้ซ่งไป่หลางต้องตายเพราะความเย่อหยิ่งในอนาคต
“ให้เขาสั่งสอนข้า?” ซ่งไป่หลางมองโม่หลางแล้วเผยรอยยิ้มเยือกเย็น คนผู้นี้ยังอ่อนแอยิ่งกว่าซ่งชุนเสียอีกตอนที่เขามีพลังระดับแปดก่อกำเนิดก็สามารถเอาชนะซ่งชุนได้แล้วหากไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถชิงตำแหน่งประลองของศิษย์หลักมาได้เขาคงไม่มายืนอยู่ที่นี่
“ได้”ผู้าุโจางไม่มีทางเลือกเขาเองก็อยากให้ซ่งไป่หลางได้ตระหนักถึงความต่างระหว่างพลังเช่นกัน
“ฮ่าๆ เ้าเด็กน้อยผู้าุโทั้งหลางได้ให้อนุญาตแล้ว ข้าจะสั่งสอนเ้าในฐานะรุ่นพี่เอง”โม่หลางหัวเราะก่อนจะะเิพลังระดับสองเที่ยงแท้แล้วพุ่งเข้าหาซ่งไป่หลาง
“ไปให้พ้นจากสายตาข้า”ซ่งไป่หลางเอ่ยเพียงเบาๆทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังกดดันพริบตานั้นเงาของดอกบัวจากฝ่ามือบัว์ได้ปรากฏครอบคลุมร่างของโม่หลางเอาไว้คล้ายการลงทัณฑ์จาก์
เปรี้ยง!! “อ้าก!” พริบตาเดียวโม่หลางทรุดลงไปนอนอยู่บนพื้นทั่วร่างได้รับาเ็แม้จะไม่สาหัสแต่ก็ไม่สามารถขยับได้ในเวลาสั้นๆซ่งไป่หลางลงมือด้วยพลังเพียงสี่ส่วนเท่านั้นเขาไม่จำเป็ต้องลงมือเต็มที่กับคนระดับโม่หลาง
“อันใดกัน”
ไม่ว่าใครที่เห็นภาพนี้ต่างก็ต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างพลังระดับสิบก่อกำเนิดที่สามารถเอาชนะระดับสองเที่ยงแท้ในกระบวนท่าเดียวทั้งยังเอาชนะได้อย่างสบายๆ ข่าวลือที่ซ่งไป่หลางเคยเอาชนะคนที่มีพลังเหนือกว่าฟังดูเกินจริงไปมากทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าตอกย้ำให้พวกเขาได้แค่เชื่อว่ามันคือความจริง
“ข้าจะขอพูดซ้ำอีกครั้ง เทียนเจิน ฟงซุ่ยไม่ว่าจะเป็ใครในพวกเ้าสองคนจงก้าวออกมาประลองกับข้าข้าขอท้าชิงอันดับจากพวกเ้า”คราวนี้ทุกคนต่างเงียบกริบ เสียงโห่ร้องด้วยความดูถูกสลายหายไปหมดสิ้นไม่ว่าใครต่างก็รู้ดีว่าซ่งไป่หลางมีสิทธิ์และมีความสามารถมากพอที่จะเอ่ยคำพวกนี้ออกมา
“ต่อให้เป็เทียนเจินหรือฟงซุ่ยก็ไม่สามารถเอาชนะโม่หลางในกระบวนท่าเดียวเช่นนั้นได้ซ่งไป่หลางเขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่”
ศิษย์หลักหลายๆคนต่างตัวสั่นด้วยความกลัวสำหรับพวกเขาเทียนเจินและฟงซุ่ยนับเป็ตัวตนอันสูงส่งแต่ซ่งไป่หลางเวลานี้กลับเหมือนปีศาจร้ายที่สามารถสังหารได้แม้กระทั่งพระเ้า
“ฟงซุ่ยเพิ่งจะผ่านการประลองกับฉินจีมาซ่งไป่หลางหากจะเลือกก็เลือกเทียนเจินเถอะ”ผู้าุโคนหนึ่งเอ่ยออกมาเขาเป็อาจารย์ของฟงซุ่ยดังนั้นจึงโยนเทียนเจินให้ซ่งไป่หลางจัดการแทนศิษย์ของตน
“ได้”ซ่งไป่หลางไม่มีปัญหา สำหรับเขาขอแค่ได้สิทธิ์ไปร่วมประลองไม่จำเป็ว่าต้องเป็อันดับสี่หรือห้า
ในบรรดาศิษย์หลักเทียนเจินมีสีหน้าซีดขาวและก้าวออกมาด้วยความไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามเขายังไม่คิดว่าตัวเองจะพ่ายแพ้โดยง่ายระดับสองและสามเที่ยงแท้มีความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่อีกทั้งเขายังเชี่ยวชาญวิชาระดับสูงถึงขั้นสี่แม้จะพ่ายแพ้ต่อฉินจีแต่กับซ่งไป่หลางที่มีพลังด้อยกว่ามากเขายังมีโอกาสชนะ
“กระบี่ลายเงิน” เขาใช้อาวุธวิเศษระดับสูงอีกทั้งยังมีเจตกระบี่ที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
“ไม่เลว”ดวงตาของซ่งไป่หลางมีประกายของการต่อสู้
“พวกเ้าคิดว่าผู้ใดจะชนะ” ผู้คนต่างพูดคุยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ต้องเป็เทียนเจินอยู่แล้ว หากเขาลงมือเต็มกำลังย่อมสามารถเอาชนะโม่หลางได้ง่ายดายเช่นกัน”
“แต่ซ่งไป่หลางเอาชนะโม่หลางโดยง่ายดูแล้วคล้ายยังไม่ลงมือเต็มกำลังด้วยซ้ำ”
“เ้าโง่ ข้าว่ามันแกล้งทำเป็สบายๆมากกว่าดีไม่ดีนั่นอาจเป็กระบวนท่าที่มันใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เทียบกันแล้วเทียนเจินที่มีพลังสูงกว่าย่อมได้เปรียบ”
“แต่ข้าเชื่อว่าซ่งไป่หลางจะชนะเขาแข็งแกร่งราวกับปีศาจและมีพลังที่ก้าวข้ามกำแพงขีดจำกัดไปได้ อีกทั้งวิชาที่เขาใช้มันน่าจะเป็ฝ่ามือบัว์ที่ขัดเกลาถึงระดับสุดยอดแม้จะเป็วิชาระดับกลางแต่พลังทำลายล้างไม่ต่างจากวิชาระดับสูงที่ฝึกฝนจนชำนาญเลย”
ผู้าุโจางมีความคาดหวังปรากฏขึ้นในแววตาเขาหันมาถามฉินจี “ฉินเอ๋อเ้ามีความเห็นอย่างไรกับการประลองนี้”
ฉินจีมองซ่งไป่หลางด้วยความชื่นชม“อาจารย์ศิษย์น้องจะต้องชนะแน่นอน ในมุมมองของข้าศิษย์น้องแข็งแกร่งและน่าอัศจรรย์ยิ่งนักแม้แต่ข้าเองยังไม่รู้ว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้หรือไม่ราวกับว่าเขาเป็เทพ์ที่ลงมาจุติใหม่”
“วิชาของเ้าก็ได้รับการชี้นำให้ดัดแปลงแก้ไขจากหลางเอ๋อราวกับว่าเขามีความเข้าใจในวิชาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใดในนิกายแม้แต่ฝ่ามือบัว์ของเขาก็สูงส่งกว่าฝ่ามือบัว์ทั่วไปราว์กับผืนดิน” ผู้าุโจางพยักหน้าเห็นด้วย
การแสดงกระบวนท่าของซ่งไป่หลางสร้างความประทับใจและสั่นสะท้านให้กับบรรดาผู้าุโทั้งหมดต่อให้เป็พวกเขาที่มีวิชาระดับสูงมากมายก็ยังไม่กล้าเอ่ยว่าจะสามารถใช้วิชาที่มีพลังทำลายล้างระดับนี้ได้
“ซ่งไป่หลาง” เวลานี้เด็กหนุ่มกลายเป็ที่จับตามองของคนทั้งนิกายแม้แต่อัจฉริยะอันดับหนึ่งและสองของศิษย์หลักก็ยังมองดูด้วยความสนใจ
อันดับหนึ่งจูเหวินถอนหายใจ “ต่อจากอู๋หลิวก็มีฉินจี และยังมีเด็กคนนี้อีก นี่คือยุคของอัจฉริยะอย่างแท้จริง”
สำหรับจูเหวินที่กำลังจะพ้นจากสถานะศิษย์เขาไม่ได้คิดอะไรมากนักในปีถัดไปเขาจะกลายเป็ผู้ฝึกสอนและจะกลายเป็ผู้าุโเมื่อพลังของเข้าก้าวไปถึงระดับห้าเที่ยงแท้ดังนั้นการแข่งขันแย่งชิงของศิษย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขาอีกต่อไป
เทียบกันแล้วอู๋หลิวกลับเป็คนที่ให้ความสนใจมากกว่า
“ซ่งไป่หลาง เ้าเด็กคนนี้ประหลาดยิ่งนักราวกับว่าเขามีวิชาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับสูง”ดวงตาของเขาทอประกายวาวโรจน์นึกอยากทดสอบความสามารถของซ่งไป่หลางอย่างไรก็ตามด้วยระดับที่แตกต่างกันมากเกินไปเขาไม่ควรไปยุ่งกับอีกฝ่ายเว้นแต่ซ่งไป่หลาง้าสู้กับเขาด้วยตัวเอง