นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 193 เนื้อแท้ของความแข็งแกร่ง

        ตอนที่ 193 เนื้อแท้ของความแข็งแกร่ง

         

         

        แม้อยู่ห่างออกมาถึงเพียงนี้แต่ความแปลกประหลาดของห้องกระจกนั้นยังทำให้พวกเขาเกิดความระแวง ห้องใต้ดินและบันไดทางลงที่ทั้งหมดทำมาจากกระจกสะท้อนกลางป่าใต้พิภพ เป็นส่วนผสมอันแปลกประหลาดที่ไม่สมควรจะอยู่ด้วยกันได้เลย

         

        ยังมีความแปลกประหลาดเรื่องที่พื้นที่แถบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่อีกและมีสัตว์อสูรระดับอริยะปกป้องอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากก็พอจะเดาได้ว่าห้องใต้ดินแห่งนี้สมควรเป็นสถานที่สำคัญสำหรับสุสานแห่งนี้

         

        ฟาง หมิงเป็นคนที่เดินไปสำรวจศพของสิงโตผสมหมาป่า ยามนี้ร่างของมันแทบไม่เหลืออะไรเลย การคลายเกลียวของร่มปกปักหทัยนั้นมีอำนาจมากถึงเพียงนั้น

         

        คำแห่งพลัง เกลียว คือส่วนเสริมที่จะช่วยให้นิทานมีพลังโจมตีที่สูงกว่าเดิม แม้เขาจะเสริมพลังจนพลังกายเทียบเคียงได้กับอริยะ แต่การโจมตีธรรมดา ๆ ของเขายังคงห่างไกลจากระดับอริยะอีกมาก โดยเฉพาะอริยะที่มีคำแห่งพลังประเภทโจมตีอย่างอริยะเข็มโลหิต

         

        การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขายังคงเป็นวัชระดาวตก แต่ปัญหาเรื่องการเตรียมการก็ยังคงอยู่ ท่าประสานหัตถ์ไม่อาจใช้สังหารศัตรูที่อยู่ในระดับเดียวกันได้ง่าย ๆ ดังนั้นจุดด้อยเรื่องพลังโจมตีของนิทานยังคงมีอยู่ 

         

        ส่วนคีตานั้นถึงแม้มันจะไม่มีสมบัติชั้นเลิศแต่กรงเล็บและเขี้ยวของมันก็สามารถใช้โจมตีได้ดี อย่างตัวคีตาเองยามเสริมพลังแล้วเขี้ยวและเล็บของมันสามารถสร้างบาดแผลให้กับสิงโตครึ่งหมาป่าได้ ต่างกับนิทานที่ต้องใช้ร่มปกปักหทัย

         

        ดังนั้นเมื่อรวมกับคำแห่งพลัง เกลียว แล้ว ความสามารถในการโจมตีของนิทานก็จะสูงขึ้นมาก นอกจากมันจะเหมาะกับร่มคันนี้แล้วมันยังสามารถใช้ลอบโจมตีจังหวะเผลอได้ดีเยี่ยม

         

        ยามเกลียวคลายออก พลังทำลายนั้นมากพอจะทำร้ายร่างของอริยะ ดังเช่นขาหน้าของสิงโตครึ่งหมาป่าที่ระเบิดหายไป แต่เมื่อเสริมกับวัชระดาวตกแล้วพลังของมันมากพอจะเป่าทั้งร่างของสิงโตครึ่งหมาป่าให้เป็นละออง

         

        สิ่งที่ฟาง หมิงเจอจึงมีเพียงอุ้งเท้าที่เหลือของสิงโตครึ่งหมาป่าเท่านั้น ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของมัน แรงทำลายจึงถูกลดระยะลงเหลือเพียงครอบคลุมตัวมัน ไปไม่ถึงส่วนอุ้งเท้า อุ้งเท้าทั้ง 3 จึงยังเหลือรอดอยู่ ส่วนอีกหนึ่งที่ขาดกระเด็นไปนั้นตัวเล็บเต็มไปด้วยรอยปริร้าว ไม่อาจใช้งานได้อีก

         

        ฟาง หมิงนำอุ้งเท้าที่เหลือกลับมามอบให้นิทาน เธอยังจำข้อตกลงได้ดี เธอเพียงร่วมทางและช่วยเหลือเท่านั้น เธอไม่มีสิทธิ์หยิบฉวยสมบัติใด ๆ ก็ตามในนี้

         

        “ฉันลองตรวจสอบดูคร่าว ๆ แล้วค่ะ ถึงมันจะเป็นพันธุ์ผสมแต่ความแข็งและคมของเล็บที่เหลือนี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงมากทีเดียว ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสมบัติได้ไม่มีปัญหาค่ะ” ฟาง หมิงกล่าวขึ้น เธอเป็นแม่ค้า สายตาในการตรวจสอบวัตถุดิบจึงดีเป็นพิเศษ

         

        กายวิภาคของสิงโตครึ่งหมาป่านั้นแปลกเป็นพิเศษ แม้รูปร่างมันจะดูเหมือนส่วนผสมระหว่างสิงโตและหมาป่า หากอุ้งเท้านั้นเป็นของสิงโตแน่นอน เล็บในแต่ละอุ้งมีเพียง 3เล็บเท่านั้น ไม่ได้มี 5เล็บดั่งสิงโตทั่วไป แม้จะมีน้อยลงแต่ความแข็งแกร่งกลับอยู่กันคนละระดับ

         

        “ดูจากขนาดที่เล็บอันหนึ่งใหญ่พอ ๆ กับฝ่ามือแล้ว ถ้าจะใช้เป็นวัตถุดิบหลักคงต้องใช้ทั้ง 3อุ้งเท้าถึงจะหลอมดาบได้เล่มหนึ่งครับ ถ้าเป็นแค่เล็บเดี่ยว ๆ น่าจะทำได้แค่มีดขว้าง ถ้าจะเป็นมีดสั้นก็คงต้องใช้ 1อุ้งเท้าเลย” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาบ เพชฌฆาตกะปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้หากนำเล็บนี้ไปทำสมบัติได้อย่างรวดเร็ว

         

        “ไม่เสมอไปหรอกครับ วิธีการทำแบบนั้นคือการใช้เพียงเล็บกับวัตถุดิบอื่นเพื่อคงรูปเท่านั้น หากนักรังสรรค์มีฝีมือดีพอละก็เพียงหนึ่งอุ้งเล็บก็มากพอจะหลอมดาบเล่มหนึ่งได้แล้ว” อิซึมิกล่าวเสริม เขาพูดด้วยรอยยิ้มมั่นใจ เขาเป็นคนตระกูลอิสึกะ หากเป็นเรื่องการหลอมสร้างสมบัติเขานั้นเชี่ยวชาญกว่าใคร ๆ

         

        โฮโจพยักหน้ารับ เขานำผ้ามาเช็ดเล็บเปื้อนคราบโลหิตพวกนั้นอย่างเบามือ ล้วงหาบางสิ่งในกระเป๋าบรรจุวัง ไม่นานก็พบสิ่งที่เขาตามหา โฮโจนำสารเหลวบางอย่างเทลงไปเคลือบอุ้งเท้าทั้ง 3

         

        เขาอัดพลังจิตวิญญาณลงไปในสารเหลวเหล่านั้น เพียงไม่นานมันก็คงรูปกลายเป็นเหมือนผลึกที่ห่อหุ้มอุ้งเท้าไว้ข้างใน

         

        “ผลึกเหลวเคลือบสมบัติของตระกูลอิสึกะครับ มีสรรพคุณคงสภาพวัตถุดิบสำหรับหลอมสร้างอาวุธและป้องกันไม่ให้มันเสื่อมสภาพยามขนย้าย” โฮโจกล่าวด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เคลือบวัตถุดิบระดับสูงเช่นนี้ด้วยตนเอง แถมมันยังเป็นผลงานที่เขามีส่วนร่วมอีกด้วย

         

        อุ้งเท้าทั้ง 3 ที่ถูกเคลือบแล้วถูกวางกองไว้หน้านิทาน ไม่มีใครมีท่าทีคัดค้านใด ๆ มีเพียงโฮโจที่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

         

        “ถ้าอยากรังสรรค์สมบัติจากเขี้ยวพวกนี้ มาหาผมได้เสมอนะครับ หรือจะทำเป็นวัตถุสลักคำก็ยังได้ คุณนิทานจะได้รับส่วนลดสำหรับการซื้อปลาคาร์ปผนึกอักษรเสมอครับ”

         

        เพชฌฆาตและเลโอฟังข้อเสนอนั้นตาปริบ ๆ พวกเขาเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงที่สูงชั้นพอจะรู้จักถึงสินค้าเรือธงของกลุ่มการค้าอิสึกะ

         

        “แบ่งกันเถอะครับ คุณโฮโจช่วยแบ่งเล็บให้ผมกับคีตาคนละชิ้นก็พอแล้วครับ มันมีทั้งหมด 9ชิ้นนี่นา” นิทานส่ายหน้า

         

        “คุณเลโอต้องใช้สมบัติส่วนตัวไปด้วย คุณฟาง หมิงก็เหมือนกัน เอาไปคนละ 2อันก็ได้นะครับ ทีนี้ก็พอดีแล้ว” เขาลองลูบผลึกที่เคลือบอุ้งเท้าอยู่เบา ๆ เพื่อดูว่าตนจะสามารถแบ่งเล็บได้หรือไม่

         

        “ของฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยังไงก็เตรียมมาสำหรับสถานการณ์แบบนั้นอยู่แล้ว ทางศาสนจักรเป็นคนเตรียมให้ค่ะ” เลโอปฏิเสธ

         

        “ฉันก็ด้วยค่ะ ตามข้อตกลงฉันจะไม่มีส่วนแบ่งในสมบัติใด ๆ” ฟาง หมิงส่ายหน้า

         

        นิทานขมวดคิ้วมุ่น เขาลองยื่นอุ้งเท้าที่สมควรขายได้ราคาหลายแสนถึงหลักล้านไกอาไปทางเพชฌฆาตที อิซึมิที แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนส่ายหน้าไม่รับไว้

         

        เงินเหลือกันรึไง นิทานบ่นอุบ เขาไม่สบายใจเลยหากจะให้ตนเป็นคนรับสมบัติทั้งหมดไว้คนเดียวทั้ง ๆ ที่ศึกนี้ทุก ๆ คนนั้นช่วยกันจึงชนะมาได้

         

        “งั้นไว้ค่อยแบ่งส่วนแบ่งแล้วกันครับ” เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมีท่าทีจะรับส่วนแบ่งเสียที โฮโจจึงรับอุ้งเท้ากลับมา 2อัน เก็บลงกระเป๋าบรรจุวังของตน ส่วนอีกอันหนึ่งที่เขาไม่ได้รับมาด้วยนั้นก็คือการบังคับกลาย ๆ ให้นิทานรับไว้

         

        เมื่อเห็นว่าอย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่ต้องรับทั้งหมดแถมยังได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยนิทานก็อดดีใจไม่ได้

         

        เอาไปทำอาวุธให้คีตาก็น่าสนใจเหมือนกันนะ หรือไม่ก็เอาไปหลอมมารวมกับทัณฑ์สีขจีไปเลยก็ใช้ได้ นิทานคิดอย่างชวนฝัน วัตถุดิบดี ๆ ระดับนี้จะนำไปให้นักรังสรรค์หรือขายไปก็เป็นเงินก้อนโตทั้งนั้น

         

        พวกเขานั่งพักกันอีกเล็กน้อยเพื่อรอให้ร่างกายและจิตใจหายล้า พลังจิตวิญญาณแม้จะยังมีมากแต่สภาพจิตใจก็ส่งผลเป็นอย่างยิ่งต่อการต่อสู้ พวกเขานั้นเข้าใจตรงกันได้โดยไม่มีใครต้องพูดยามมองไปยังห้องใต้ดินนั้น

         

        มีโอกาสสูงมากที่จะมีศึกเช่นนี้หรือใหญ่กว่านี้อยู่

         

        “ว่าแต่การโจมตีสุดท้ายนั่นมันอะไรกันครับคุณนิทาน แรงขนาดป่นร่างของสัตว์อสูรระดับอริยะได้จนไม่เหลือซากเลยนะครับ แถมพวกคุณยังเข้าไปฟัดกับมันตรง ๆ ได้อีก ตอนแรกผมเข้าใจว่ามีแค่พลังจิตวิญญาณที่ขึ้นไปถึงระดับอริยะนะครับ แต่ร่างกายด้วยนี่เป็นไปได้ด้วยเหรอ” เพชฌฆาตถามขึ้น การต่อสู้ก่อนหน้าทำให้เขาเข้าใจได้ทันทีว่านิทานจริง ๆ แล้วน่าทึ่งเพียงไหน

         

        การเสริมพลังส่วนมากมักเป็นการเสริมเพียงด้านเดียว พลัง ความเร็ว พลังจิตวิญญาณ กายา และอื่น ๆ อย่างคำแห่งพลัง ถวาย ของเพชฌฆาตเองก็เป็นการเลือกเสริมเฉพาะจุด

         

        ส่วนใหญ่เขามักเสริมพลังจิตวิญญาณ เพชฌฆาตเพียงประยุกต์ใช้มันกับคำแห่งพลัง ฟัน ของเขาเพื่อสร้างการโจมตีที่ระดับสูงกว่าตัวเขาเอง บางครั้งจึงจะถวายเพื่อเสริมความเร็วหรือพลัง นี่คือความลับของความแข็งแกร่งของเขา คำแห่งพลังที่เลือกเสริมพลังได้ตามความต้องการ

         

        แต่กับนิทานนั้นไม่เหมือนกัน เท่าที่เขาดู มันแทบจะเสริมขึ้นในทุก ๆ ด้าน ทั้งกำลังกาย ความเร็ว พลังจิตวิญญาณ กายา เป็นการใช้พลังครั้งเดียวที่ยกระดับทั้งร่างของตนโดยสมบูรณ์

         

        นอกจากนั้นยังมีการที่ร่างของเขาราวกับเคลือบด้วยเหล็กได้อีก นั่นเป็นการป้องกันที่สูงล้ำที่สุดของนิทาน แต่เพราะแม้แต่ตัวคีตาก็สามารถใช้ได้ เพชฌฆาตจึงคิดไปตามมาตรฐานของผู้ฝึกสัตว์ที่มักมีคำแห่งพลังที่ทำให้ผู้ฝึกสัตว์และสัตว์คู่หูนั้นแข็งแกร่งขึ้นยามต่อสู้ด้วยกัน

         

        แน่นอนว่าไม่ใกล้เคียงกับคำตอบเลย เพราะความเป็นจริงแล้วนิทานกับคีตาสามารถแบ่งพลังกันใช้ได้โดยสมบูรณ์ต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่านิทานไม่โทษเพชฌฆาตที่หัวไม่ไวพอ แต่คนปกติทั่วไปไม่มีทางเดาได้อยู่แล้วว่าทั้งสองจะมีคำแห่งพลังระบุชื่อของกันและกัน

         

        ก็นะ ยกเว้นพวกหัวไวบางคน นิทานยิ้มมุมปากยามคิดถึงเพื่อนของตนคนหนึ่งที่เดาคำแห่งพลังของเขาได้อย่างง่ายดาย

         

        “การโจมตีนั่นเป็นพลังจากสมบัติของผมน่ะครับ ร่มปกปักหทัยที่ผมพกติดตัวคุณอารากะช่วยสลักคำแห่งพลังคำที่ 3 ให้ก่อนหน้านี้ไม่นานเอง”

         

        “ส่วนเรื่องการเสริมพลัง มันเป็นการประยุกต์ใช้คำแห่งพลังแบบหนึ่งนะครับ ส่วนใหญ่ผมก็ใช้ร่มป้องกันนั่นแหละครับ ส่วนคีตามันกินโลหิตสรรพชีวิตเข้าไป ร่างกายก็เลยทนเป็นพิเศษ” นิทานโกหกหน้าตาย สมาชิกกลุ่มหลายคนมีท่าทีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หากก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร จะอย่างไรมันก็เป็นความลับของนิทาน

         

        หากไม่สนิทกันจริงหรือปากเปราะเป็นพิเศษเช่นเพชฌฆาต ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะกล้าถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ แต่ในเมื่อนิทานยอมบอกถึงขนาดนั้นพวกเขาจึงตั้งใจฟังเป็นพิเศษ

         

        ยิ่งสิ่งที่เพชฌฆาตถามนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาสงสัยเช่นกัน การเสริมพลังของนิทานออกจะดูเกินเหตุไปจริง ๆ และมันไม่ใช่เพราะการหล่อเลี้ยงจากคำแห่งพลังดังเช่นซอเด็ต เอเทลด้วย

         

        ผู้เรียนรู้ 5คำยามเรียนรู้คำจนถ่องแท้ ก้าวขึ้นเป็นนักสลักเอก คำแห่งพลังที่มีมากถึง 5คำจะหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแกร่งเหนือล้ำกว่านักสลักอื่น ๆ เมื่อรวมกับคำแห่งพลังที่มีหลากหลายและอัจฉริยภาพแล้ว นักสลักเอกที่มาจากผู้เรียนรู้ 5คำจึงมักมีพลังเทียบเคียงได้กับอริยะขั้นต้น

         

        ซอเด็ต เอเทลเป็นเช่นนั้น แต่นิทานนั้นไม่ใช่ เขาไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากคำแห่งพลังมากมายเพียงนั้น แถมพวกเขายังค่อนข้างมั่นใจว่านิทานไม่ใช่ผู้เรียนรู้ 5คำ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่โด่งดังในฐานะผู้ที่ทำลายอนาคตของตัวเอง

         

        “ส่วนเรื่องการเสริมพลังที่ทำให้ผมขึ้นไปถึงระดับอริยะ ไม่บอกครับ” นิทานยิ้มกว้าง เขาเริ่มรู้สึกดีอีกครั้งที่คนส่วนมากไม่รู้ความลับของเขา ดูเหมือนช่วงหลังเขาจะอยู่กับปีศาจแสนฉลาดบางคนมากไปหน่อยจนเริ่มหมดความมั่นใจในการปิดบังความลับของตน

         

        คนที่เหลือแสดงท่าทีเสียดายอย่างปิดไม่มิด ส่วนเพชฌฆาตนั้นหัวเราะลั่น ใครบ้างเล่าจะไม่อยากรู้ความลับที่ทำให้ผู้ที่ทำลายอนาคตตัวเองมีพลังเทียบเท่าได้กับผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน

         

        น่าเสียดายที่ความลับนั้นคงไม่อาจทำตามได้โดยง่าย เพราะเนื้อแท้ของความลับนั้นก็เป็นแค่สายสัมพันธ์ระหว่างนิทานและคีตาที่ทำให้เกิดคำแห่งพลัง นิทาน วงจันทรา และ คีตา วงจันทรา ก็เท่านั้นเอง