กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 53 ข้อแลกเปลี่ยนของลูเซียส

         แม้จะมีการสืบสวนเรื่องราวของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการลอบสังหารแอเรียสอยู่ลับๆแต่บรรยากาศภายในตระกูลสการ์เชียก็ไม่ได้ตึงเครียดมากนัก การที่แอเรียสเกือบจะถูกสังหารถูกปดปิดเอาไว้เป็นความลับ 

     

        อีกหนึ่งวันต่อมาเพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของแอเรียสฟาร์ฮานจึงสั่งให้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นภายในตระกูลสการ์เชียเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองต่อการกลับมาและชัยชนะของแอเรียส  แอเรียสพึ่งจะฝึกฝนเวทมนตร์ได้เพียงไม่ถึงหนึ่งปีเท่านั้นแต่กลับได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของบรรดานักเวทที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน  อนาคตของแอเรียสนั้นนับว่าไม่อาจจะคาดเดาได้อย่างแท้จริง 

     

         แต่เดิมที่ฟาร์ฮานเคยมีเพียงความคาดหวังให้แอเรียสสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างคนปกติทั่วไปก็เพียงพอแล้ว  แต่ในตอนนี้ดูเหมือนอนาคตของแอเรียสจะได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้แอเรียสในสายตาของฟาร์ฮานคือมังกรตัวเล็กๆที่พึ่งฟักออกมาจากไข่สักวันเมื่อเขาเติบโตมากพอเขาจะต้องกลายเป็นมังกรที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใดภายใต้ท้องนภานี้ได้อย่างแน่นอน ความคิดนี้มันทำให้ฟาร์ฮานเผลอยิ้มเล็กๆออกมาด้วยความภาคภูมิใจอย่างช่วยไม่ได้ 

     

          “ ยินดีด้วยนะท่านฟาร์ฮานที่มีหลานชายที่มากด้วยพรสวรรค์เช่นนี้“

     

          เสียงของบุรุษร่างท้วมคนหนึ่งที่กำลังควงแก้วไวน์ในมือเบาๆพร้อมกับเอ่ยคำชื่นชมแอเรียสแก่ฟาร์ฮาน 

     

         “ หลานชายของท่านฟาร์ฮานช่างเป็นมังกรในหมู่บุรุษจริงๆ  ความจริงแล้วลูกสาวของข้าก็วัยใกล้เคียงกับแอเรียสหลานชายของท่าน หากท่านฟาร์ฮานมีเวลาว่างข้าเองก็อยากจะเชิญท่านกับหลานชายมาเยี่ยมชมตระกูลดาร์สันสักหน่อย  บางทีการให้เด็กๆได้ทำความรู้จักกันไว้ก็คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย“

     

         เสียงของบุรุษท่าทางภูมิฐานผู้หนึ่งที่เอ่ยปากเชื้อเชิญฟาร์ฮานและแอเรียสให้ไปเยือนตระกูลของตน แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าชายผู้นี้ต้องการจะทาบทามแอเรียสให้กับลูกสาวของตนเอง

     

         ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใดฟาร์ฮานก็มักจะได้ยินเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้คนในงานเลี้ยงอย่างไม่ขาดสาย  แม้งานเลี้ยงฉลองให้กับแอเรียสในครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นมาภายในตระกูลสการ์เชียแต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับคำเชิญให้มาร่วมงาน 

         “ เจ้าของงานเลี้ยงทำไมถึงปลีกตัวออกมาจากงานเช่นนี้ล่ะ  อย่างนี้งานเลี้ยงไม่กร่อยหมดรึ “

     

         เสียงทักทายดังมาจากด้านหลังของแอเรียส  มันทำให้แอเรียสรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย เขาเองก็ปลีกตัวออกมาเพื่อหลบหนีความวุ่นวายในงานเลี้ยงแล้วช่างไม่คาดคิดจริงๆว่าจะมีคนที่ตามตัวเขาเจอจนได้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อดาวเด่นของงานนี้ก็คือแอเรียสที่เป็นเจ้าของงาน  มันจึงไม่อยากแปลกใจอะไรที่ผู้คนจะมาทักทายเขาเช่นนี้

     

           “ ข้าก็แค่เบื่อๆก็เลยออกมาเดินเล่น  อยู่ในงานเลี้ยงมันวุ่นวายจะตายไป  หืม..นึกว่าใครที่ไหน  ที่แท้ก็เจ้านั่นเอง “

     

         แอเรียสละจากตาจากท้องฟ้ายามราตรีและดวงดาวที่เขากำลังจ้องมองอยู่แล้วหันกลับไปมองเจ้าของเสียงที่ด้านหลัง เจ้าของเสียงนั้นดูเหมือนจะเป็นบุคคลที่เขาค่อนข้างคุ้นเคยดี  ลูเซียสผู้ที่ได้รับอันดับสองและเป็นคู่ต่อสู้ของเขาในงานประลองนั่นเอง 

     

          “ นึกว่าเจ้าจะจำข้าไม่ได้ซะอีก“

     

         ลูเซียสยิ้มออกมาเล็กๆ  ก่อนจะกับจิบไวน์แดงที่อยู่ในมือเล็กน้อย

     

         “ อีกสองวันพวกเราก็ต้องเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์แล้ว เจ้าเคยสงสัยบ้างหรือเปล่าว่าดินแดนแห่งนั้นมันพิเศษยังไง  หรือว่าหน้าตาของมันเป็นยังไง  แล้วในดินแดนแห่งนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ “      

     

         ลูเซียสเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆแอเรียสพร้อมกับเอ่ยถาม 

     

         “ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าเองก็พึ่งจะเคยได้ยินชื่อของดินแดนภูตสวรรค์เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากคำบอกเล่าเรื่องที่ว่ามันเป็นดินแดนที่เคยมีพวกภูตอาศัยอยู่ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันอีกเลย  หรือว่าเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมัน ? “

     

         แอเรียสเอ่ยตอบคำถาม  พร้อมกับหันหน้าไปตั้งคำถามกับลูเซียส โดยพื้นฐานของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาแล้วก็มีฐานะเป็นถึงทายาทของตระกูลมัลเลอร์  บางทีลูเซียสอาจจะรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับดินแดนภูตสวรรค์ก็เป็นได้

     

         “ ความจริงแล้วข้าเองก็พอจะรู้ความลับบางอย่างมาบ้าง  แต่ถ้าจะให้ข้าบอกเจ้าง่ายๆมันก็ไม่คุ้มค่ากับความลับสิ  จริงไหม ? หากเจ้าอยากรู้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง “

     

         ลูเซียสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับสังเกตท่าทีของแอเรียส

     

         “ เจ้านี่เป็นคนประเภทอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆด้วย“

     

          แอเรียสหัวเราะออกมาเล็กๆ

     

         “ ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมแล้วกันนะ  ว่าแต่เจ้าสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกับข้ารึเปล่าล่ะ“

     

         ลูเซียสยิ้มรับ พร้อมกับจ้องมองไปยังแอเรียสเพื่อรอคอยคำตอบ

     

          “ เจ้าลองบอกข้อแลกเปลี่ยนของเจ้ามาก่อนสิ หากว่ามันไม่ได้หนักหนาอะไรและความลับของเจ้ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากพอข้าเองก็จะตกลง“

     

         แอเรียสหรี่ตาพร้อมยกยิ้มขึ้น  มันเป็นยิ้มที่ดูมีเลศนัยและดูไม่น่าไว้ใจสักเท่าใดนัก  ไม่ว่าลูเซียสจะมองไปยังดวงตาของแอเรียสยังไงแต่เขาก็ไม่สามารถอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย

     

        ในเวลานี้ภาพของแอเรียสและลูเซียสที่กำลังยืนเจรจาตกลงข้อแลกเปลี่ยนกันอยู่มันช่างราวกับจิ้งจอกสองตัวที่กำลังจ้องมองกันด้วยความเจ้าเล่ห์  มันเป็นการลองหยั่งชั้นเชิงและวัดเล่ห์เหลี่ยมระหว่างจิ้งจอกน้อยทั้งสองอย่างแท้จริง 

     

         “ ข้าจะบอกเรื่องราวต่างๆของดินแดนภูติสวรรค์รวมถึงสาเหตุที่ผู้คนต่างอยากจะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ให้กับเจ้า แลกกับการที่เจ้าตกลงเป็นพันธมิตรกับข้ายามเมื่อพวกเราเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์  ข้อแลกเปลี่ยนทั้งหมดก็มีเพียงง่ายๆเท่านี้  ข้าว่าเจ้าเองก็ไม่ได้สูญเสียสิ่งใด มันก็เพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเล็กน้อยเท่านั้น  อย่างน้อยการเข้าไปแบบมีจุดหมายมันก็คงดีสำหรับเจ้ามากกว่าการที่เข้าไปโดยไม่รู้จุดหมายอะไรเลย“

     

         ลูเซียสเอ่ยอธิบายข้อเสนอของเขาออกมาพร้อมกับจ้องมองไปทางแอเรียสเพื่อรอคอยคำตอบ 

     

         “ พันธมิตร?  นี่เจ้าต้องการจะให้ข้าร่วมมือกับเจ้าเพื่อตามหาสิ่งที่เจ้าต้องการในดินแดนภูตสวรรค์อย่างนั้นรึ?  ถ้าแบบนั้นข้าขอไม่เอาด้วยดีกว่า  มันดูน่ารำคาญเป็นบ้าที่จะต้องคอยมาเดินหลังผู้อื่น  อีกอย่างการที่ข้าไปไหนมาไหนคนเดียวมันก็คล่องตัวกว่าการที่ต้องเดินทางร่วมกับเจ้า“

     

         แอเรียสยักไหล่ขึ้นพร้อมเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอของลูเซียส หากจะต้องร่วมมือกันเพื่อค้นหาสมบัติในดินแดนภูตสวรรค์สู้ให้เขาไปคนเดียวยังจะดีซะกว่า  เพราะหากรวมกลุ่มกันนั่นก็หมายถึงสมบัติที่ได้ก็ต้องแบ่งสันปันส่วนกันออกไป  สำหรับแอเรียสแล้วมันดูไม่คุ้มค่าเลยสักนิด 

     

         “ เจ้าเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้ามารวมกลุ่มกับข้าหรอก เพียงแค่จะให้เจ้าสัญญาว่าจะไม่โจมตีข้ายามที่อยู่ในดินแดนภูตสวรรค์ และหากข้าได้รับอันตรายร้ายแรงเจ้าเองก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และในทางกลับกันข้าเองก็จะไม่โจมตีเจ้าเช่นกัน  รวมถึงหากมีภัยเกิดขึ้นกับเจ้าข้าเองก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ  เป็นไงล่ะฟังดูไม่เลวใช่ไหม “

     

         ลูเซียสพยายามยังคงเอ่ยปากโน้มน้าวให้แอเรียสรับขอเสนอ 

     

         “ ฟังดูก็ไม่เลวนัก  แล้วหากอันตรายที่เจ้าเจอมันร้ายแรงจนเกินความสามารถที่ข้าจะช่วยเจ้าได้ล่ะ  ถ้าเช่นนั้นมันไม่เป็นการกอดคอกันไปตายหรอกรึ “

     

        แอเรียสเอ่ยถาม ความจริงแล้วข้อเสนอของลูเซียสก็ฟังดูไม่เลวนัก  ความจริงแล้วเขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าภายในดินแดนภูตสวรรค์มีความซ่อนอยู่ เขาเองก็เคยถามจากฟาร์ฮานแล้วแต่ดูเหมือนฟาร์ฮานจะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนภูตสวรรค์มากนัก  ข้อเสนอของเด็กหนุ่มตรงหน้าจึงค่อนข้างน่าสนใจสำหรับแอเรียส 

     

         “ ข้าว่าเจ้าเองก็คงจะรู้ดีไม่ใช่รึว่าหากเจอเหตุการณ์แบบนั้นเจ้าควรจะทำเช่นไร“

     

         ลูเซียสยังพูดคุยพร้อมด้วยรอยยิ้ม เขารู้ดีว่าหากมีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงแอเรียสก็คงจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเป็นแน่  และหากเป็นเขาเองก็คงจะทำแบบเดียวกัน  เขาและแอเรียสหาได้สนิทสนมกันมากถึงขนาดที่จะต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่ออีกคน ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงข้อตกลงแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของกันและกันเท่านั้น

     

         “ ข้าชักจะชอบนิสัยเจ้าแล้วสิฮ่าๆๆ “

     

         แอเรียสหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้  ดูเหมือนเขาจะพบเจอจิ้งจอกที่แสนเจ้าเล่ห์อีกตัวหนึ่งแล้ว

     

         “ งั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้  หวังว่าเจ้าคงเป็นคนที่รักษาสัจจะ “

     

         ลูเซียสยิ้มรับออกมาอย่างยินดี ดูเหมือนการเจรจาของเขาในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี

     

          “ ในเมื่อข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้าแล้ว  ถึงคราวที่เจ้าต้องตอบแทนข้าบ้าง  หวังว่ามันคงไม่ใช่นิทานหลอกเด็กที่เจ้าฟังมาก่อนนอนแล้วจำมาเล่าให้ข้าฟังหรอกนะ“

     

         แอเรียสมองไปทางลูเซียสอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับพูดจาหยอกล้อลูเซียสอยู่เล็กๆ

     

         “ เรื่องที่ข้าจะเล่าหากเจ้าคิดว่าเป็นนิทานมันก็คงเป็นแค่นิทาน  แต่หากเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมันก็เป็นเรื่องจริง เมื่อนับพันปีมาแล้วดินแดนภูตสวรรค์หาได้ปกปิดตัวเองเช่นนี้ไม่ ประตูของดินแดนภูตสวรรค์นั้นเปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา ในดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยเหล่าภูตอาศัยอยู่  ภูตยังคงติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นอย่างเป็นมิตร  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปด้วยการคุกคามของบางสิ่งในที่สุดประตูของดินแดนภูตสวรรค์ก็ถูกปิดลง  และประตูแห่งดินแดนภูตสวรรค์ก็กลับกลายเปิดออกทุกๆห้าปี แต่เมื่อผู้คนเข้าไปอีกครั้งก็พบว่าไม่มีเหล่าภูตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว  แต่ว่ากันว่าในดินแดนแห่งนั้นยังคงมีสมบัติของเหล่าภูตที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง แม้จะมีผู้เข้าไปในดินแดนแห่งนั้นหลายครั้งแต่ก็มีเพียงสมบัติเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกนำออกมา สมบัติอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ที่สุดยังคงถูกซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนแห่งนั้น  และนี่คือสิ่งที่ยืนยันคำพูดของข้า “

     

         ลูเซียสเล่าเรื่องราวไปด้วยดวงตาที่ดูคาดหวัง ภายในใจของเขากำลังเฝ้าฝันถึงสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนแห่งนั้น  และเขาจะต้องเป็นผู้ที่นำมันกลับมาให้ได้ 

     

         ลูเซียสล้วงเข้าไปในแหวนมิติก่อนจะหยิบแผ่นหนังสัตว์สีน้ำตาลชิ้นหนึ่งขึ้นมาส่งให้กับแอเรียสเพื่อเป็นสิ่งยืนยันคำพูดของเขา  มันดูเก่าแก่และทรุดโทรมเป็นอย่างมาก บนหนังสัตว์มีตัวหนังสือที่ดูเก่าแก่และโบราณเขียนเอาไว้ 

     

         “ นี่เป็นของที่ปู่ข้าค้นพบในดินแดนภูตสวรรค์เมื่อครั้งที่ท่านเคยเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เมื่อหลายสิบปีก่อน  ตระกูลของข้าถอดความหมายของมันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  ‘สมบัติแห่งภูตไพร  หลับใหลในนิทรา  รอเวลาที่หวนคืน’ มีเพียงประโยคนี้เท่านั้นที่ตระกูลของข้าถอดความหมายของมันได้  “   

        

         ลูเซียสเห็นแอเรียสจ้องมองนิ่งไปยังแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นจึงเอ่ยคำอธิบายออกมา แต่ดูเหมือนสายตาของแอเรียสจะยังคงไม่ละสายตาจากแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นเลยแม้แต่น้อย