แม้จะมีการสืบสวนเรื่องราวของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการลอบสังหารแอเรียสอยู่ลับๆแต่บรรยากาศภายในตระกูลสการ์เชียก็ไม่ได้ตึงเครียดมากนัก การที่แอเรียสเกือบจะถูกสังหารถูกปดปิดเอาไว้เป็นความลับ
อีกหนึ่งวันต่อมาเพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของแอเรียสฟาร์ฮานจึงสั่งให้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นภายในตระกูลสการ์เชียเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองต่อการกลับมาและชัยชนะของแอเรียส แอเรียสพึ่งจะฝึกฝนเวทมนตร์ได้เพียงไม่ถึงหนึ่งปีเท่านั้นแต่กลับได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของบรรดานักเวทที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน อนาคตของแอเรียสนั้นนับว่าไม่อาจจะคาดเดาได้อย่างแท้จริง
แต่เดิมที่ฟาร์ฮานเคยมีเพียงความคาดหวังให้แอเรียสสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างคนปกติทั่วไปก็เพียงพอแล้ว แต่ในตอนนี้ดูเหมือนอนาคตของแอเรียสจะได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้แอเรียสในสายตาของฟาร์ฮานคือมังกรตัวเล็กๆที่พึ่งฟักออกมาจากไข่สักวันเมื่อเขาเติบโตมากพอเขาจะต้องกลายเป็นมังกรที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใดภายใต้ท้องนภานี้ได้อย่างแน่นอน ความคิดนี้มันทำให้ฟาร์ฮานเผลอยิ้มเล็กๆออกมาด้วยความภาคภูมิใจอย่างช่วยไม่ได้
“ ยินดีด้วยนะท่านฟาร์ฮานที่มีหลานชายที่มากด้วยพรสวรรค์เช่นนี้“
เสียงของบุรุษร่างท้วมคนหนึ่งที่กำลังควงแก้วไวน์ในมือเบาๆพร้อมกับเอ่ยคำชื่นชมแอเรียสแก่ฟาร์ฮาน
“ หลานชายของท่านฟาร์ฮานช่างเป็นมังกรในหมู่บุรุษจริงๆ ความจริงแล้วลูกสาวของข้าก็วัยใกล้เคียงกับแอเรียสหลานชายของท่าน หากท่านฟาร์ฮานมีเวลาว่างข้าเองก็อยากจะเชิญท่านกับหลานชายมาเยี่ยมชมตระกูลดาร์สันสักหน่อย บางทีการให้เด็กๆได้ทำความรู้จักกันไว้ก็คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย“
เสียงของบุรุษท่าทางภูมิฐานผู้หนึ่งที่เอ่ยปากเชื้อเชิญฟาร์ฮานและแอเรียสให้ไปเยือนตระกูลของตน แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าชายผู้นี้ต้องการจะทาบทามแอเรียสให้กับลูกสาวของตนเอง
ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใดฟาร์ฮานก็มักจะได้ยินเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้คนในงานเลี้ยงอย่างไม่ขาดสาย แม้งานเลี้ยงฉลองให้กับแอเรียสในครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นมาภายในตระกูลสการ์เชียแต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับคำเชิญให้มาร่วมงาน
“ เจ้าของงานเลี้ยงทำไมถึงปลีกตัวออกมาจากงานเช่นนี้ล่ะ อย่างนี้งานเลี้ยงไม่กร่อยหมดรึ “
เสียงทักทายดังมาจากด้านหลังของแอเรียส มันทำให้แอเรียสรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย เขาเองก็ปลีกตัวออกมาเพื่อหลบหนีความวุ่นวายในงานเลี้ยงแล้วช่างไม่คาดคิดจริงๆว่าจะมีคนที่ตามตัวเขาเจอจนได้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อดาวเด่นของงานนี้ก็คือแอเรียสที่เป็นเจ้าของงาน มันจึงไม่อยากแปลกใจอะไรที่ผู้คนจะมาทักทายเขาเช่นนี้
“ ข้าก็แค่เบื่อๆก็เลยออกมาเดินเล่น อยู่ในงานเลี้ยงมันวุ่นวายจะตายไป หืม..นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เจ้านั่นเอง “
แอเรียสละจากตาจากท้องฟ้ายามราตรีและดวงดาวที่เขากำลังจ้องมองอยู่แล้วหันกลับไปมองเจ้าของเสียงที่ด้านหลัง เจ้าของเสียงนั้นดูเหมือนจะเป็นบุคคลที่เขาค่อนข้างคุ้นเคยดี ลูเซียสผู้ที่ได้รับอันดับสองและเป็นคู่ต่อสู้ของเขาในงานประลองนั่นเอง
“ นึกว่าเจ้าจะจำข้าไม่ได้ซะอีก“
ลูเซียสยิ้มออกมาเล็กๆ ก่อนจะกับจิบไวน์แดงที่อยู่ในมือเล็กน้อย
“ อีกสองวันพวกเราก็ต้องเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์แล้ว เจ้าเคยสงสัยบ้างหรือเปล่าว่าดินแดนแห่งนั้นมันพิเศษยังไง หรือว่าหน้าตาของมันเป็นยังไง แล้วในดินแดนแห่งนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ “
ลูเซียสเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆแอเรียสพร้อมกับเอ่ยถาม
“ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าเองก็พึ่งจะเคยได้ยินชื่อของดินแดนภูตสวรรค์เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากคำบอกเล่าเรื่องที่ว่ามันเป็นดินแดนที่เคยมีพวกภูตอาศัยอยู่ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันอีกเลย หรือว่าเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมัน ? “
แอเรียสเอ่ยตอบคำถาม พร้อมกับหันหน้าไปตั้งคำถามกับลูเซียส โดยพื้นฐานของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาแล้วก็มีฐานะเป็นถึงทายาทของตระกูลมัลเลอร์ บางทีลูเซียสอาจจะรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับดินแดนภูตสวรรค์ก็เป็นได้
“ ความจริงแล้วข้าเองก็พอจะรู้ความลับบางอย่างมาบ้าง แต่ถ้าจะให้ข้าบอกเจ้าง่ายๆมันก็ไม่คุ้มค่ากับความลับสิ จริงไหม ? หากเจ้าอยากรู้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง “
ลูเซียสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับสังเกตท่าทีของแอเรียส
“ เจ้านี่เป็นคนประเภทอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆด้วย“
แอเรียสหัวเราะออกมาเล็กๆ
“ ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมแล้วกันนะ ว่าแต่เจ้าสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกับข้ารึเปล่าล่ะ“
ลูเซียสยิ้มรับ พร้อมกับจ้องมองไปยังแอเรียสเพื่อรอคอยคำตอบ
“ เจ้าลองบอกข้อแลกเปลี่ยนของเจ้ามาก่อนสิ หากว่ามันไม่ได้หนักหนาอะไรและความลับของเจ้ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากพอข้าเองก็จะตกลง“
แอเรียสหรี่ตาพร้อมยกยิ้มขึ้น มันเป็นยิ้มที่ดูมีเลศนัยและดูไม่น่าไว้ใจสักเท่าใดนัก ไม่ว่าลูเซียสจะมองไปยังดวงตาของแอเรียสยังไงแต่เขาก็ไม่สามารถอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
ในเวลานี้ภาพของแอเรียสและลูเซียสที่กำลังยืนเจรจาตกลงข้อแลกเปลี่ยนกันอยู่มันช่างราวกับจิ้งจอกสองตัวที่กำลังจ้องมองกันด้วยความเจ้าเล่ห์ มันเป็นการลองหยั่งชั้นเชิงและวัดเล่ห์เหลี่ยมระหว่างจิ้งจอกน้อยทั้งสองอย่างแท้จริง
“ ข้าจะบอกเรื่องราวต่างๆของดินแดนภูติสวรรค์รวมถึงสาเหตุที่ผู้คนต่างอยากจะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ให้กับเจ้า แลกกับการที่เจ้าตกลงเป็นพันธมิตรกับข้ายามเมื่อพวกเราเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ ข้อแลกเปลี่ยนทั้งหมดก็มีเพียงง่ายๆเท่านี้ ข้าว่าเจ้าเองก็ไม่ได้สูญเสียสิ่งใด มันก็เพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเล็กน้อยเท่านั้น อย่างน้อยการเข้าไปแบบมีจุดหมายมันก็คงดีสำหรับเจ้ามากกว่าการที่เข้าไปโดยไม่รู้จุดหมายอะไรเลย“
ลูเซียสเอ่ยอธิบายข้อเสนอของเขาออกมาพร้อมกับจ้องมองไปทางแอเรียสเพื่อรอคอยคำตอบ
“ พันธมิตร? นี่เจ้าต้องการจะให้ข้าร่วมมือกับเจ้าเพื่อตามหาสิ่งที่เจ้าต้องการในดินแดนภูตสวรรค์อย่างนั้นรึ? ถ้าแบบนั้นข้าขอไม่เอาด้วยดีกว่า มันดูน่ารำคาญเป็นบ้าที่จะต้องคอยมาเดินหลังผู้อื่น อีกอย่างการที่ข้าไปไหนมาไหนคนเดียวมันก็คล่องตัวกว่าการที่ต้องเดินทางร่วมกับเจ้า“
แอเรียสยักไหล่ขึ้นพร้อมเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอของลูเซียส หากจะต้องร่วมมือกันเพื่อค้นหาสมบัติในดินแดนภูตสวรรค์สู้ให้เขาไปคนเดียวยังจะดีซะกว่า เพราะหากรวมกลุ่มกันนั่นก็หมายถึงสมบัติที่ได้ก็ต้องแบ่งสันปันส่วนกันออกไป สำหรับแอเรียสแล้วมันดูไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
“ เจ้าเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้ามารวมกลุ่มกับข้าหรอก เพียงแค่จะให้เจ้าสัญญาว่าจะไม่โจมตีข้ายามที่อยู่ในดินแดนภูตสวรรค์ และหากข้าได้รับอันตรายร้ายแรงเจ้าเองก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และในทางกลับกันข้าเองก็จะไม่โจมตีเจ้าเช่นกัน รวมถึงหากมีภัยเกิดขึ้นกับเจ้าข้าเองก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เป็นไงล่ะฟังดูไม่เลวใช่ไหม “
ลูเซียสพยายามยังคงเอ่ยปากโน้มน้าวให้แอเรียสรับขอเสนอ
“ ฟังดูก็ไม่เลวนัก แล้วหากอันตรายที่เจ้าเจอมันร้ายแรงจนเกินความสามารถที่ข้าจะช่วยเจ้าได้ล่ะ ถ้าเช่นนั้นมันไม่เป็นการกอดคอกันไปตายหรอกรึ “
แอเรียสเอ่ยถาม ความจริงแล้วข้อเสนอของลูเซียสก็ฟังดูไม่เลวนัก ความจริงแล้วเขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าภายในดินแดนภูตสวรรค์มีความซ่อนอยู่ เขาเองก็เคยถามจากฟาร์ฮานแล้วแต่ดูเหมือนฟาร์ฮานจะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนภูตสวรรค์มากนัก ข้อเสนอของเด็กหนุ่มตรงหน้าจึงค่อนข้างน่าสนใจสำหรับแอเรียส
“ ข้าว่าเจ้าเองก็คงจะรู้ดีไม่ใช่รึว่าหากเจอเหตุการณ์แบบนั้นเจ้าควรจะทำเช่นไร“
ลูเซียสยังพูดคุยพร้อมด้วยรอยยิ้ม เขารู้ดีว่าหากมีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงแอเรียสก็คงจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเป็นแน่ และหากเป็นเขาเองก็คงจะทำแบบเดียวกัน เขาและแอเรียสหาได้สนิทสนมกันมากถึงขนาดที่จะต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่ออีกคน ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงข้อตกลงแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของกันและกันเท่านั้น
“ ข้าชักจะชอบนิสัยเจ้าแล้วสิฮ่าๆๆ “
แอเรียสหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะพบเจอจิ้งจอกที่แสนเจ้าเล่ห์อีกตัวหนึ่งแล้ว
“ งั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้ หวังว่าเจ้าคงเป็นคนที่รักษาสัจจะ “
ลูเซียสยิ้มรับออกมาอย่างยินดี ดูเหมือนการเจรจาของเขาในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี
“ ในเมื่อข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้าแล้ว ถึงคราวที่เจ้าต้องตอบแทนข้าบ้าง หวังว่ามันคงไม่ใช่นิทานหลอกเด็กที่เจ้าฟังมาก่อนนอนแล้วจำมาเล่าให้ข้าฟังหรอกนะ“
แอเรียสมองไปทางลูเซียสอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับพูดจาหยอกล้อลูเซียสอยู่เล็กๆ
“ เรื่องที่ข้าจะเล่าหากเจ้าคิดว่าเป็นนิทานมันก็คงเป็นแค่นิทาน แต่หากเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมันก็เป็นเรื่องจริง เมื่อนับพันปีมาแล้วดินแดนภูตสวรรค์หาได้ปกปิดตัวเองเช่นนี้ไม่ ประตูของดินแดนภูตสวรรค์นั้นเปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา ในดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยเหล่าภูตอาศัยอยู่ ภูตยังคงติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นอย่างเป็นมิตร แต่เมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปด้วยการคุกคามของบางสิ่งในที่สุดประตูของดินแดนภูตสวรรค์ก็ถูกปิดลง และประตูแห่งดินแดนภูตสวรรค์ก็กลับกลายเปิดออกทุกๆห้าปี แต่เมื่อผู้คนเข้าไปอีกครั้งก็พบว่าไม่มีเหล่าภูตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ว่ากันว่าในดินแดนแห่งนั้นยังคงมีสมบัติของเหล่าภูตที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง แม้จะมีผู้เข้าไปในดินแดนแห่งนั้นหลายครั้งแต่ก็มีเพียงสมบัติเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกนำออกมา สมบัติอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ที่สุดยังคงถูกซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนแห่งนั้น และนี่คือสิ่งที่ยืนยันคำพูดของข้า “
ลูเซียสเล่าเรื่องราวไปด้วยดวงตาที่ดูคาดหวัง ภายในใจของเขากำลังเฝ้าฝันถึงสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนแห่งนั้น และเขาจะต้องเป็นผู้ที่นำมันกลับมาให้ได้
ลูเซียสล้วงเข้าไปในแหวนมิติก่อนจะหยิบแผ่นหนังสัตว์สีน้ำตาลชิ้นหนึ่งขึ้นมาส่งให้กับแอเรียสเพื่อเป็นสิ่งยืนยันคำพูดของเขา มันดูเก่าแก่และทรุดโทรมเป็นอย่างมาก บนหนังสัตว์มีตัวหนังสือที่ดูเก่าแก่และโบราณเขียนเอาไว้
“ นี่เป็นของที่ปู่ข้าค้นพบในดินแดนภูตสวรรค์เมื่อครั้งที่ท่านเคยเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตระกูลของข้าถอดความหมายของมันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ‘สมบัติแห่งภูตไพร หลับใหลในนิทรา รอเวลาที่หวนคืน’ มีเพียงประโยคนี้เท่านั้นที่ตระกูลของข้าถอดความหมายของมันได้ “
ลูเซียสเห็นแอเรียสจ้องมองนิ่งไปยังแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นจึงเอ่ยคำอธิบายออกมา แต่ดูเหมือนสายตาของแอเรียสจะยังคงไม่ละสายตาจากแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นเลยแม้แต่น้อย