ระบบจักรพรรดิแห่งวันสิ้นโลก-วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต (ตอนกลาง)

            ฝูงชนแยกออกจากกัน!

            จ้าวจื่อเซียวและพรรคพวกอีกสองคนเดินใกล้เข้ามาก่อนที่จ้าวโหย่วเกินและจ้าวเสี่ยวเผิงจะผลักชายร่างยักษ์สองคนลงพื้น

            “พูดสิ่งที่พวกนายเพิ่งพูดเมื่อกี้ออกมาซ้ำอีกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบสิ”

            ชายร่างยักษ์ทั้งสองพอเห็นสายตาเย็นชาของหวังเยว่เฉิงแล้วก็ตัวสั่นสะท้านเมื่อเห็นสมาชิกหน่วยพิทักษ์กว่าสามสิบคนที่นำโดยหลิวเฉิงยืนถือปืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของพวกเขาก็กลอกไปมาก่อนที่ชายร่างยักษ์ทางด้านซ้ายจะตะโกนออกมา

            “ท่านผู้นำหัวหน้าหลิว ช่วยด้วย! พวก... พวกมันรุมทำร้ายพวกเราอย่างอุกอาจและไร้ซึ่งเหตุผล แถมยังใช้มีดแทงมือของพวกเราทั้งสองคนด้วยพวกมันต้องการบังคับให้พวกเราใส่ร้ายท่านผู้นำต่อหน้าทุกคนท่านผู้นำและหัวหน้าหลิวได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!”

            เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวจื่อเซียวและพวกอีกสองคนก็ตกตะลึงทันทีจ้าวเสี่ยวเผิงที่อารมณ์ร้อนก็โกรธจนแทบคลั่ง!

            เขายกเท้าขึ้นก่อนจะเตะไปที่ชายร่างยักษ์ที่พูดจาเหลวไหลคนนั้นจนล้มลง

            “นาย...นายกล้าบิดเบือนความจริงเชียวหรือ ถึงกับพูดจาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นนายต้องไม่ตายดีแน่!”

            “ทำไมถึงทำร้ายเขา?”

            “นี่มันรังแกกันชัดๆ!”

            “พวกคุณมันเป็นคนจากฐานที่มั่นมหานครแห่งเวทกล้าดียังไงถึงได้มาก่อเรื่องในฐานที่มั่นว่านตะวันตกของพวกเรา?”

            ลูกเตะของจ้าวเสี่ยวเผิงทำให้ผู้รอดชีวิตจากฐานที่มั่นว่านตะวันตกจำนวนมากที่ไม่รู้เรื่องโกรธแค้นพวกเขาจึงพากันตะโกนด่าทอออกมา

            ให้ตายเถอะ!ไอ้สองคนนี้มันกล้าหักหลัง แถมยังกัดไม่ปล่อยอีก!

            จ้าวจื่อเซียวโกรธจนแทบคลั่ง!

            “ทุกคนเห็นหรือไม่? นี่แหละคือผู้แข็งแกร่งจากฐานที่มั่นมหานครแห่งเวทพวกมันบุกโจมตีฐานที่มั่นบงกชทมิฬที่เป็นหนึ่งในหกฐานที่มั่นในมหานครจนราบคาบวันนี้พวกมันมาที่ฐานที่มั่นของเรา โดยอ้างว่ามาตามหาญาติ แต่แท้จริงแล้วกลับต้องการยึดครองฐานที่มั่นของเราและยังใช้วิธีใส่ร้ายป้ายสีเพื่อกำจัดผมที่เป็นผู้นำ!” หวังเยว่เฉิงกล่าวเสียงดัง แม้ว่าลำคอของเขาจะยังถูกรัดด้วยเถาวัลย์หนามก็ตามแต่เวลานี้เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก!

            หวังเยว่เฉิงแสร้งทำเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องราวไม่ว่าจะเป็นตอนก่อนหรือหลังวันสิ้นโลกมาเยือน เขาก็มีความชื่นชอบเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือผู้หญิงและความชื่นชอบนี้ก็มีลูกน้องคนสนิทเท่านั้นที่รู้ ส่วนห้องลับของเขาก็มีเพียงแค่ลูกน้องที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่รู้!

            และหนึ่งในนั้นก็มีหลิวเฉิงและผู้วิวัฒนาการระดับ3 สองคนนี้รวมอยู่ด้วย

            ในสายตาของหลิวเฉิงและสมุนคนอื่นๆของหวังเยว่เฉิงแล้ว เมื่อเทียบกับความดีความชอบที่ท่านผู้นำได้ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมากมายแล้วการเล่นสนุกกับผู้หญิงสักสิบกว่าคนไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นหวังเยว่เฉิงก็ค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนี้ ดังนั้นผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ในฐานที่มั่นจึงไม่รู้เรื่องนี้

            ดังนั้นเมื่อหวังเยว่เฉิงพูดจบผู้รอดชีวิตจำนวนมากที่อยู่ในฐานที่มั่นว่านตะวันตกที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

            “หวังเยว่เฉิงหน้ากากจอมปลอมของนายนี่มันแนบเนียนดีจริงๆ! ถ้าอย่างนั้นนายจะอธิบายเรื่องที่ลูกน้องของนายพูดอย่างไรล่ะ?” ทันใดนั้นก็มีเสียงใสดังขึ้น ก่อนจะพบว่ามีคนกลุ่มใหญ่เดินตรงเข้ามา โดยมีเทพธิดาประจำชาติอย่างเย่ชิงเฉิงเป็นผู้นำ!

            ด้านซ้ายของเธอคือจ้าวเสี่ยวจวินและชิวอวิ๋นหาวส่วนทางด้านขวาคือจ้าวเสี่ยวเยว่กับผู้วิวัฒนาการระดับ 4ของตระกูลฉู่และคนหนุ่มสาวเลือดร้อนอีกหลายคนที่กำลังคุมตัวชายฉกรรจ์ห้าคนที่ใบหน้าบวมช้ำที่ด้านหลังยังมีผู้รอดชีวิตหลายร้อยคนจากฐานที่มั่นว่านตะวันตก

            “คุณเย่ชิงเฉิงคุณเป็นถึงดาราดัง จะพูดจาอะไรก็ควรระวังหน่อย! อย่าใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นมั่วซั่วโดยไม่มีหลักฐานสิ!”สีหน้าของหวังเยว่เฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “เอ๊ะนั่นเย่ชิงเฉิงนี่นา! ทำไมดาราดังถึงได้มาอยู่ที่นี่?”

            “ว้าว!นั่นเย่ชิงเฉิงจริงๆ ด้วย สวยสมกับเป็นดาราดังจริงๆ! ทั้งสวย น่ารัก เท่สุดๆไปเลย!”

            ผู้รอดชีวิตที่มุงดูเหตุการณ์อยู่หลายคนต่างก็เป็นแฟนคลับของเย่ชิงเฉิง

            เมื่อเห็นเย่ชิงเฉิงเดินเข้ามาดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกาย

            แต่ก็มีผู้รอดชีวิตจำนวนไม่น้อยที่อยู่ข้างหวังเยว่เฉิง!

            “ใช่แล้วคุณเย่ชิงเฉิง คุณไม่สามารถใส่ร้ายท่านผู้นำโดยไม่มีหลักฐานคุณมีหลักฐานอะไรมากล่าวอ้างว่าท่านผู้นำของเราเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก?”

            ใส่ร้ายป้ายสีอย่างนั้นหรือ?

            หลักฐานอย่างนั้นหรือ?

            เย่ชิงเฉิงยิ้มบาง!

            เธอเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะมองไปที่หวังเยว่เฉิง ใบหน้าสวยของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย็นชาและเยาะเย้ย

            “ท่านผู้นำหวังดูท่าหากไม่เห็นโลงศพ คุณคงไม่หลั่งน้ำตาสินะ! เอาละ วันนี้มีคนอยู่เยอะแยะเช่นนั้นฉันจะเปิดโปงใบหน้าที่จอมปลอม ไร้ยางอายและหยาบโลนของคุณเอง!”

            จากนั้นเย่ชิงเฉิงก็กวาดตามองไปยังคนสองฝ่ายที่กำลังเล็งปืนใส่กัน!

            พอเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วคิ้วเรียวของเธอก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

            “พวกเราไม่ได้มาแย่งชิงถิ่นฐานและก็ไม่ได้มาบุกโจมตีฐานที่มั่นว่านตะวันตกด้วย พวกเรามาตามหาญาติเท่านั้น ทุกคนปืนของพวกเราควรเล็งไปที่ซอมบี้และสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ที่ดุร้ายถึงจะถูกไม่ใช่เล็งไปที่เพื่อนมนุษย์ชาวจีนด้วยกัน! เห็นแก่หน้าฉันแล้ววางปืนลงเถอะ!”

            หลิวเฉิงและคนอื่นๆที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลังเลเล็กน้อย!

            ส่วนเชียนมู่เซวี่ยกลับตอบตกลงอย่างรวดเร็ว

            “เก็บปืน!”

            เชียนซือหยวนและคนอื่นๆอีกสองคนได้ยินก็ทำตามอย่างไม่ลังเลและลดปืนลง!

            หลิวเฉิงมองไปที่ถังฮ่าว!

            ทันใดนั้นถังฮ่าวก็คิดอะไรบางอย่างออกก่อนที่เถาวัลย์หนามจะหายไปในพริบตา แต่เขาก็ยังคงวางมือขวาไว้บนไหล่ของหวังเยว่เฉิงตามเดิม!

            สายตาของหลิวเฉิงไหวระริกก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            “เก็บปืน!”

            หลิวเฉิงคิดอย่างรอบคอบแล้วที่นี่คือฐานที่มั่นว่านตะวันตก หลังจากเกิดความวุ่นวายเมื่อครู่ก็มีสมาชิกหน่วยพิทักษ์จำนวนไม่น้อยรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำร้ายท่านผู้นำต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้!

            เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายผ่อนคลายลงเย่ชิงเฉิงก็ยิ้มบางก่อนจะหันกลับมามองชายฉกรรจ์ห้าคนที่ใบหน้าบวมช้ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทุกคนฟังอีกครั้งซะ!”

            ชายร่างยักษ์ที่อยู่ข้างหน้าสุดมีสีหน้าสิ้นหวัง

            “แค่กๆคุณเย่ พวกคุณไม่ได้ถ่ายวิดีโอไว้เหรอครับ? ไม่เห็นต้องพูดซ้ำเลยนี่”

            “ถ่ายวิดีโอก็ส่วนถ่ายวิดีโอ!นายก็แค่พูดอย่างที่เคยพูดไปก็พอ จำไว้ให้ดีตอนที่พูดมีพยานหลายร้อยคนได้ยินเชียวนะ!”

            ชายร่างยักษ์อับจนหนทางจึงจำต้องเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาอีกครั้ง

            ไม่เพียงแต่พูดถึงคำสั่งที่พวกเขาได้รับที่ต้องพาตัวจ้าวเสี่ยวจวินชิวหยุนห่าว และคนอื่นๆ ไปซ่อนแต่ยังพูดถึงซ่งปิงหยุนรวมไปถึงห้องเก็บของลับที่หวังเยว่เฉิงสร้างขึ้นด้วย

            สีหน้าของหวังเยว่เฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะตวาดออกมาว่า

            “นี่มันโทษมหันต์ที่ปรักปรำกันชัดๆทุกคนดูสิ ดูสภาพของพวกมันทั้งห้าคนก็รู้แล้วว่าจะต้องถูกบังคับให้ใส่ร้ายป้ายสีผม!”

            “นี่เป็นเรื่องจริงพวกเขาไม่ได้โกหก พวกเราสามารถยืนยันได้ ตอนนั้นพวกเรามีหลายร้อยคนที่ได้ยิน พวกเราทุกคนสามารถเป็นพยานได้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงและไม่มีคำโกหกเลยสักคำเดียว!” จ้าวเสี่ยวจวินกล่าวเสียงดัง

            “พวกนายสมคบคิดกันเพื่อโค่นล้มผมที่เป็นผู้นำแล้วก็ยังคิดจะยึดครองฐานที่มั่นว่านตะวันตกอีก! ทุกคนอย่าไปหลงกลพวกมัน พวกมันแค่อยากจะยึดครองถิ่นฐานพวกเราเท่านั้นพวกมันแค่อยากให้คนในฐานที่มั่นของเรากลายเป็นแพะรับบาปให้กับฐานที่มั่นมหานครแห่งเวทของพวกมัน!”หวังเยว่เฉิงยังคงตะโกนต่อไป

            ถูกบังคับให้ใส่ร้าย? แล้วก็สมคบคิดกันอย่างนั้นหรือ?

            ถังฮ่าวและเย่ชิงเฉิงไม่คิดเลยว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วแต่หวังเยว่เฉิงก็ยังปากแข็งไม่ยอมรับผิดอีก!

            ในขณะที่ผู้คนรอบข้างรวมถึงสมาชิกหน่วยพิทักษ์บางคนกำลังลังเลโดยไม่รู้ว่าควรเชื่อใครดีนั้นก็พลันมีภาพสามมิติขนาดใหญ่ฉายขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของทุกคน!

            ในภาพฉายมีภาพหลายคนปรากฏ

            และพวกเขาก็คือฉู่หย่งเจี๋ยจางอวิ๋นจือ ชิวอวิ๋นเอียนกับผู้แข็งแกร่งระดับสี่อีกคนของตระกูลฉู่ ไม่เพียงเท่านี้แต่ยังมีอีกสี่คนที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางนั่นคือด็อกเตอร์ที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยของฐานที่มั่นว่านตะวันตกและชายวัยกลางคนอีกคนที่สวมชุดหน่วยพิทักษ์อยู่ทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นอย่างดี เพราะเขาคือฉินไห่ที่เป็นหนึ่งในรองหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ของฐานที่มั่นว่านตะวันตก

    คล้ายกับเรื่องระบบจักรพรรดิแห่งวันสิ้นโลก-วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด 【จบ】 ที่คุณอ่าน