หลังจากกลับจากร้านขายอาวุธ ซูเหยียนก็บอกกับสารถีบังคับรถม้า ให้ตรงกลับจวนของนาง เพราะเื่หย่าขาดกับอดีตสามียังไม่มีคนนอกรู้เื่ นางจึงไม่อยากปรากฏตัวให้เป็ที่น่าสนใจมากเกินไปนัก ในระหว่างทางที่กลับจวนรถม้าได้วิ่งผ่านศาลารวมข่าว
ซึ่งศาลารวมข่าวแห่งนี้นั้น เป็สถานที่ที่องค์ฮ่องเต้ได้ให้ทหารจัดตั้งขึ้น เพื่อใช่เป็สถานที่ปิดการประกาศข่าวสารจากทางราชสำนัก ทั้งยังใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อปิดประกาศเผยแพร่ข่าวสารจิปาถะอื่นๆของชาวบ้านอีกด้วย
"คนมุงดูอะไรกันน่ะชุ่ยเหอ" ซูเหยียนถามอย่างสงสัย
"คงมีการปิดประกาศข่าวสารที่สำคัญกระมังเ้าคะ" ชุ่ยเหอพูดตอบผู้เป็นาย
"จะให้บ่าวลงไปถามดูไหมเ้าคะนายหญิง เผื่อว่าศาลารวมข่าวจะมีการแจ้งข่าวสารที่สำคัญ พวกเราจะได้ไม่ตกข่าวเ้าค่ะ"
อิงเถาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เพราะนางเองก็นึกสงสัยอยากจะรู้เช่นเดียวกัน ความสงสัยฆ่าคนให้ตายไม่ได้ แต่อิงเถาคงนอนไม่หลับเป็แน่ ถ้านางไม่หายสงสัยในเื่ที่อยากรู้
"เ้านี่นะ...เอาเถอะบอกให้รถม้าจอดเทียบใกล้ๆศาลารวมข่าว แล้วเ้าก็ลงไปถามความดูสักหน่อย แต่อย่าเข้าไปเบียดในฝูงชนเล่า ตัวยิ่งเล็กกระจ้อยร่อยอยู่ด้วย ประเดี๋ยวจะถูกผู้อื่นเหยียบเอา"
"เ้าค่ะ..บ่าวทราบแล้วเ้าค่ะนายหญิง"
อิงเถาตอบรับแล้วรีบสั่งให้สารถีชะลอเพื่อจอดรถม้า เมื่อรถม้าจอดสนิทนางก็ะโลงไปอย่างไม่สำรวม ทำเอาซูเหยียนกับชุ่ยเหอถึงกับกุมขมับ ในกิริยาท่าทางของนาง ไม่ใช่ว่าอิงเถาไม่มีคนคอยอบรมสั่งสอนนาง ชุ่ยเหอสอนนางอย่างเข้มงวดแล้ว แต่ว่านางไม่ใส่ใจจะทำตามคำสอนต่างหากเล่า
"บ่าวถามความกับชาวบ้านจนทราบเื่แล้วเ้าค่ะนายหญิง"
อิงเถายืนถามไถ่ชาวบ้านอยู่ไม่นาน นางก็วิ่งมารายงานเื่ให้เ้านายของตนฟัง
"เ้ารีบขึ้นมาบนรถม้าก่อน มีอะไรค่อยพูดกันทีหลัง"
ซูเหยียนเอ่ยเรียกด้วยความเป็ห่วง เพราะผู้คนข้างนอกมีค่อนข้างมาก นางกลัวว่าบ่าวตัวน้อยจะถูกผู้อื่นชนจนเกิดได้รับาเ็
"เ้าค่ะนายหญิง" อิงเถารีบปีนะโขึ้นรถม้า ท่าทางยังคงไม่สำรวมเช่นเดิม
"เอาล่ะได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง" ซูเหยียนเอ่ยปากถามอย่างใจเย็น
"เป็ประกาศจากวัดไท่ซานเ้าค่ะนายหญิง ในประกาศที่ปิดไว้ในศาลารวมข่าว เขียนว่าเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาค เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดไท่ซานเ้าค่ะ" อิงเถาเอ่ยให้นายของตนฟังอย่างละเอียด
"เหตุใดทางวัดจึงต้องออกมาปิดประกาศเช่นนี้ หรือว่าไม่มีผู้ใดไปทำบุญ ถวายปัจจัยให้ที่วัดแห่งนี้เลยหรืออย่างไร"
ซูเหยียนเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
"เรียนนายหญิงเท่าที่บ่าวทราบมา วัดไท่ซานตั้งอยู่บนูเาไท่ซาน ที่มีระยะทางไกลอีกทั้งถนนหนทางที่จะไปก็ขรุขระ ทำให้การเดินทางไปกลับลำบากยิ่ง ผู้คนจึงมักไม่นิยมไปทำบุญที่วัดแห่งนี้เ้าค่ะ บ่าวคาดว่าที่ทางวัดออกมาปิดประกาศ เพื่อเชิญชวนให้คนไปทำบุญบริจาคเงิน คงเป็เพราะว่าเมื่อกลางปีใน่ฤดูฝนที่ผ่านมา ได้เกิดพายุกระหน่ำทำให้สิ่งก่อสร้างบางแห่งของวัดและหอคัมภีร์ เกิดการเสียหายและพังถล่มลงมาเ้าค่ะ" ชุ่ยเหอเอ่ยตอบข้อสงสัยของเ้านายตน
"อืมเป็อย่างนี้นี่เอง... แต่ว่าวัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดอะไรนะชุ่ยเหอ" ซูเหยียนถามซ้ำเพื่อความมั่นใจ เพราะชื่อของวัดแห่งนี้เคยเป็สถานที่ ที่เกี่ยวพันกับนางในชาติก่อน
"ชื่อวัดไท่ซานเ้าค่ะ เป็วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนูเาไท่ซานเ้าค่ะนายหญิง" ชุ่ยเหอตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ขณะที่รถมากำลังวิ่งกลับจวนอย่างช้าๆไม่รีบเร่ง ซูเหยียนก็นั่งครุ่นคิดถึงเื่ราว เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน ในตอนนั้นหลังจากที่ฟางลั่วเฉินได้แต่งสตรี ที่มีนามว่ารั่วเซียนเข้าตระกูลฟาง มาในฐานะภรรยารอง หลังจากนั้นห้าเดือน สตรีผู้นั้นก็ตั้งครรภ์ทายาทของเขา ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้พาทุกคนไปกราบไหว้ขอพรที่วัด ซึ่งวัดนั้นก็คือ วัดไท่ซานที่ตั้งอยู่บนูเาไท่ซานนั่นเอง
การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ กลับไม่ได้ราบรื่นเหมือนตอนขามา นักฆ่าฝีมือฉกาจที่ไม่รู้ว่าโผล่ออกมาจากไหน ได้ลงมืออย่างโเี้ไร้ปรานี องครักษ์และผู้ติดตามของตระกูลฟางถูกสังหารตกตายไปแทบไม่มีเหลือ ใน่วินาทีความเป็ความตายที่ชุลมุนอยู่นั้น
ได้มีหนึ่งในนักฆ่าพุ่งเป้ามาที่ซูเหยียน แต่เพราะชุ่ยเหอและอิงเถาบ่าวหญิงคนสนิททั้งสอง ใช้ร่างตัวเองรับดาบแทนนาง ซูเหยียนจึงรอดพ้นจากวิถีของดาบในมือของนักฆ่ามาได้ แต่สุดท้ายนางกลับโง่เขลา ใช้ร่างกายของตนบังลูกธนูให้กับฟางลั่วเฉิน ภาพสุดท้ายที่นางมองเห็นก่อนที่จะสิ้นใจ คือภาพที่ฟางลั่วเฉินโอบประคองรั่วเซียนด้วยความห่วงใย
ความบังเอิญไม่มีอยู่ในโลก มีแต่ความตั้งใจของมนุษย์เท่านั้นที่เป็สิ่งแน่นอนที่สุด บางทีวัดไท่ซานแห่งนี้อาจจะเกี่ยวพันถึงชะตาบางอย่างของนางไม่มากก็น้อย ในตอนนั้นนางยังจำได้ดี ก่อนที่นางจะเดินทางกลับ มีหลวงจีนชรารูปหนึ่งได้เอ่ยคำพูดบางอย่างกับนาง เป็คำพูดที่นางฟังแล้วไม่เข้าใจ
"ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมเป็ตัวกำหนด ผลของกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำ จะส่งผลดีและผลร้ายตามติดไปในอีกหลายชาติภพ"
คำพูดที่เป็เหมือนปริศนาของหลวงจีนชรารูปนั้น เมื่อนางได้ตายแล้วเกิดใหม่สองครั้ง ถึงทำให้ซูเหยียนเข้าใจในความหมาย
"ชุ่ยเหอ..อิงเถา"
"เ้าคะนายหญิง"/"เ้าคะนายหญิง"
"อีกสามวันพวกเราไปทำบุญที่วัดไท่ซานกันเถอะ"
ซูเหยียนเอ่ยกับบ่าวหญิงคนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แต่ว่านายหญิงเ้าคะ วัดแห่งนี้อยู่ห่างไกลนัก
อีกทั้งระยะทางจากเมืองหลวงไปถึงวัดไท่ซาน ต้องนั่งรถม้าถึงสองชั่วยามครึ่งเลยนะเ้าคะนายหญิง"
ชุ่ยเหออดที่จะเป็กังวลไม่ได้ เพราะนอกจากวัดแห่งนี้จะมีระยะทางไกลแล้ว ถนนหนทางยังไม่ดีอีกด้วย
(สองชั่วยามครึ่ง ก็ประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆ)
"เอาเถอะน่าถึงวัดจะตั้งอยู่ห่างไกลแล้วจะเป็ไรไปเล่าถือเสียว่าเป็การท่องเที่ยวไปในตัวเลยก็แล้วกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถือเสียว่าออกไปเปิดหูเปิดตา เ้าอุดอู้อยู่แต่ในจวนไม่เบื่อบ้างหรือยังไงกัน"
"ทราบแล้วเ้าค่ะ นายหญิงว่าอย่างไรบ่าวก็ว่าอย่างนั้นเ้าค่ะ"
ชุ่ยเหอตอบกลับอย่างเอาใจผู้เป็นายของตน
"แล้วเ้าเล่าอิงเถา อยากที่จะไปด้วยหรืออยู่คอยที่จวน" ซูเหยียนแกล้งถามบ่าวตัวน้อย ทั้งที่รู้แก่ใจว่าอิงเถา ไม่มีทางที่จะยอมถูกทิ้งไว้ที่จวนเป็แน่
"เรียนนายหญิง นายหญิงไปที่ใดบ่าวก็จะตามติดนายหญิงทุกฝีก้าวเ้าค่ะ ที่ไหนมีนายหญิงที่แห่งนั้นมีบ่าวเ้าค่ะ" อิงเถาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เื่ไปเที่ยวมีหรือที่นางจะพลาด
"ฮ่าๆๆ ได้ๆที่ไหนมีข้าที่นั่นมีเ้า ตกลงตามนั้น"
ซูเหยียนหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ บ่าวหญิงตัวน้อยคนนี้ นางช่างรู้จักทำให้เ้านายอารมณ์ดีเสียจริงๆเลยเชียว
"เ้านี่น่ะ ช่างรู้จักพูดนัก" ชุ่ยเหออดที่จะเอ็นดูอิงเถาไม่ได้ ความร่าเริงสดใสของนาง ทำให้คนรอบข้างพลอยที่จะยิ้มตามนางไปด้วย
เมื่อซูเหยียนกลับมาถึงจวน นางก็สั่งให้บ่าวปูเบาะนอนที่ศาลาสระบัว นางเอนกายอย่างเกียจคร้าน ่เวลาการนั่งๆนอนเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ เป็่เวลาที่นางชอบเป็ที่สุด ในระหว่างที่กำลังพักผ่อนอยู่ นางก็อดย้อนคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ ในชาตินี้นางหย่าขาดกับฟางลั่วเฉิน เหตุการณ์ไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็ นั่นจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ผีเสื้อขยับปีก"หรือไม่ นางอดไม่ได้ที่จะนึกหวั่นใจ
แต่ในขณะที่ซูเหยียนกำลังเอนกายพักผ่อนและใช้สมองครุ่นคิดถึงเื่ต่างๆอยู่นั้น ทางด้านขององครักษ์เงาของฉีอ๋องก็ทำงานได้อย่างรวดเร็วว่องไว ผ่านไปเพียงแค่ครึ่งวัน เขาก็ได้รายละเอียดทุกอย่างของซูเหยียนมาอยู่ในมือ
ณ พระราชวังของฉีอ๋อง
"กระหม่อมถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ"
"ได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง"
"กราบทูลท่านอ๋อง สตรีนางนั้นมีนามว่าซูเหยียน นางเป็บุตรสาวของเสนาบดีซู ที่เกิดจากอนุที่มีนามว่าเหม่ยฮัว แม่นางซูได้สมรสกับแม่ทัพฟางลั่วเฉิน แม่ทัพพิทักษ์แดนประจิม แต่เหตุเพราะแม่ทัพฟางได้พาสตรีอื่นเข้าจวน แม่นางซูจึงขอหย่าขาดจากเขา แล้วย้ายออกจากจวนตระกูลฟาง ไปพักอาศัยที่จวนแห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขตที่อยู่ชานเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งยังมีข่าวลือที่เชื่อถือได้ ออกมาจากปากของคนตระกูลฟางด้วยว่า แม่นางซูเหยียนและแม่ทัพฟางลั่วเฉิน ยังมิเคยร่วมหอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวพ่ะย่ะค่ะ"
องครักษ์เงาที่มีนามว่าอี เอ่ยรายงานเ้านายอย่างละเอียดกับเื่ที่เขาได้สืบรู้มา
"อืม..ข้ารู้แล้ว เ้าไปได้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ฉีอ๋องนั่งนิ่งเงียบอยู่สักครู่ใหญ่ จากนั้นจึงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆแล้วจึงยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนเอ่ยออกมาว่า
"อืม..ซูเหยียนเ้าทำให้ข้าสนใจในตัวเ้าเสียแล้ว"
น้ำเสียงที่เย็นะเืของฉีอ๋อง ทำเอาองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่เกิดอาการขนลุกขนชัน พวกเขาร่วมใจกันไว้อาลัยให้กับสตรีที่ถูกฉีอ๋องสนใจ
สามวันผ่านไป
วันนี้เป็วันที่ซูเหยียนมีกำหนดการที่จะไปทำบุญที่วัดไท่ซาน นางจึงได้ตื่นเช้าเป็พิเศษ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาในการเดินทางไปเยือนวัดไท่ซาน
นางจึงเลือกที่จะเดินทางออกจากเมืองหลวงแต่เช้า
"นายหญิงเ้าคะ รถม้าพร้อมแล้วเ้าค่ะ"
อิงเถารีบวิ่งมาเรียกเ้านายของตนด้วยความร่าเริง เพราะว่านางนับวันรอที่จะได้ไปเที่ยวนอกเมืองหลวง
เมื่อถึงวันเดินทาง ดูท่าว่าอิงเถาจะตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน
"อืม..ไปกันเถอะ ขืนช้ากว่านี้แดดจะร้อน" ซูเหยียนเอ่ยกับบ่าวทั้งสองคน
"เ้าค่ะ"/"เ้าค่ะ"
ในการเดินทางไปทำบุญที่วัดไท่ซานแห่งนี้ ซูเหยียนไม่ได้พาคนไปมากนัก มีเพียงบ่าวหญิงคนสนิทสองคนที่ติดตามไป นั่นก็คือกับชุ่ยเหอและอิงเถา ซูเหยียนและบ่าวผู้ติดตามทั้งสองนั่งกันในรถม้าคันใหญ่ ที่บุนวมภายในทั้งคันรถเพื่อกันการกระแทก ด้านนอกมีบ่าวชายที่มีวรยุทธสูงอีกสี่คน ที่ขี่ม้าขนาบข้างของรถม้าเพื่อคอยติดตามคุ้มกันภัย
ตลอดสองข้างทางที่รถม้าวิ่งผ่าน ช่างร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ซูเหยียนให้บ่าวเปิดม่านขึ้น เพื่อชมทิวทัศน์สองฝั่งถนนเป็การฆ่าเวลา รถม้าวิ่งมาได้สองชั่วยามครึ่งก็ถึงจุดหมายปลายทาง วัดอันเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนผู้เขาไท่ซาน
เป็เพราะวัดมีที่ตั้งอยู่บนูเา ไม่มีถนนที่จะให้รถม้าวิ่งขึ้นเขาได้ พวกนางจึงจำเป็ต้องเดินเท้าเพื่อขึ้นไป บันไดหนึ่งร้อยแปดขึ้นที่อยู่เบื้องหน้า ทำเอาซูเหยียนและบ่าวทั้งสองถึงกับถอนหายใจยาวออกมา
คาดว่านี่คงเป็เหตุผลหนึ่งกระมัง ที่ไม่ค่อยมีคนมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ นอกจากจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานพอสมควรแล้ว ยังต้องเหนื่อยล้ากับการเดินขึ้นบันไดอีก
"ผู้ที่จะมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้ได้ คงต้องเป็ผู้ที่มีจิตศรัทธาอันแรงกล้านะเ้าคะนายหญิง" อิงเถาพูดกับนายหญิงของตนด้วยสีหน้าหดหู่ เมื่อเห็นบันไดร้อยแปดขั้นที่อยู่ตรงหน้า
"อืมใช่..และผู้ที่มีจิตศรัทธาอันแรงกล้าผู้นั้น ก็คือพวกเรานั่นเอง..เอาล่ะไปกันเถอะ" ซูเหยียนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เพราะนางขำกับท่าทางที่หดหู่ของอิงเถาบ่าวตัวน้อย
"โธ่..นายหญิง ท่านจะขึ้นไปจริงๆน่ะหรือเ้าคะ" อิงเถาเอ่ยท้วงนายหญิงของตน เพราะแค่นางมองบันไดที่สูงของวัดแห่งนี้ นางก็หมดแรงแล้วไม่ต้องพูดถึงเื่เดินขึ้นไป
"เอาน่า..มาถึงขั้นนี้แล้ว หันหลังกลับไม่ได้แล้วล่ะ ถือเสียว่าเดินออกกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรงก็แล้วกัน ...มาเถอะอย่ามัวชักช้า" ซูเหยียนพูดจบก็เดินนำหน้าบ่าวทั้งสองคนไป
บันไดร้อยแปดขั้นสามารถทดสอบความอดทน และกำลังขาของคนที่มาเยือนได้เป็อย่างดี ซูเหยียนเดินๆหยุดๆ นางหยุดพักเป็ระยะไม่ได้รีบเร่ง เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ พวกนางก็เดินขึ้นมาถึงประตูทางเข้าวัด อิงเถาถึงกับร้องะโออกมาด้วยความดีใจ
"นายหญิงในที่สุดพวกเราก็เดินขึ้นมาถึงวัดไท่ซานแล้วเ้าค่ะ" อิงเถานางรู้สึกภูมิใจไม่น้อย
"อืม..ไปกันเถอะ ไปกราบพระกัน"
"เ้าค่ะ"/"เ้าค่ะ"
ซูเหยียนพาบ่าวทั้งสอง ไปกราบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ โดยห้องโถงใหญ่แห่งนี้ มีสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ของวัดไท่ซาน ซูเหยียนบริจาคตั๋วเงินไปหนึ่งหมื่นตำลึงทอง เพื่อสมทบในการบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัด นางได้มอบตั๋วเงินให้กับผู้ดูแลวัดไป ซึ่งเป็ตั๋วเงินปึกใหญ่ทีเดียว
จากนั้นซูเหยียนจึงเดินไปเติมน้ำมันตะเกียง มีความเชื่อว่าการเติมน้ำมันตะเกียงเวลาไปทำบุญที่วัด เปรียบเสมือนเป็การเติมแสงสว่างและเติมเชื้อไฟให้กับชีวิต นางจึงไม่ลืมที่จะชวนบ่าวทั้งสองคนข้างกาย ให้ทำการเติมน้ำมันตะเกียงให้เต็ม เพื่อที่ชีวิตจะได้มีแสงสว่างรุ่งโรจน์ตลอดไป
ในขณะที่กำลังเติมน้ำมันตะเกียงอยู่นั้น ก็มีเสียงพูดที่ดังมาจากข้างหลัง ทำเอาซูเหยียนถึงกับใจนสะดุ้ง เมื่อนางหันหน้าอย่างช้าๆไปมอง ก็พบกับหลวงจีนชรารูปหนึ่ง
"อมิตตาพุทธ"
"ทะ..ท่าน..เป็ท่าน" ซูเหยียนใจนหน้าซีด
"เจริญพร..พบกันอีกครั้งแล้วนะประสก"