อาณาจักรนิรันต์

    ศึก ณ ที่ราบคาราดูน (5)

    ภายในเต็นท์บัญชาการของกองทัพคาร์ทุซ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างสะท้อนกับเกราะและอาวุธที่แขวนอยู่รอบด้าน บรรยากาศอึมครึมเต็มไปด้วยแรงกดดัน เหล่านายทหารระดับสูงยืนล้อมโต๊ะประชุม โต๊ะไม้เก่าเต็มไปด้วยรอยขูดขีด แผนที่ที่ราบคาราดูนกางอยู่ ตัวหมากไม้แกะสลัก รูปอัคคาวิส, เหยี่ยว, ดาบ วางเป็นสัญลักษณ์กองกำลังคาร์ทุซและทารอน

     

    ที่หัวโต๊ะนั่ง คาเรซ มือเท้าคาง ฟังการรายงานของนายทหารผู้หนึ่ง ด้วยใบหน้าเย็นชา แม้ท่าทางจะดูเรียบง่ายราวกับไม่ใส่ใจนัก แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงออร่าแห่งอำนาจที่กดทับรอบเต็นท์จนแทบหายใจไม่สะดวก “นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เรามีขอรับ จากการคาดการณ์ อีกไม่เกินสองสัปดาห์ เสบียงของพวกทารอนจะหมด เมื่อถึงตอนนั้น พวกมันมีทางเลือกแค่ไม่โจมตีเราก็ถอยกลับ แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ก็ถือเป็นจุดจบของพวกมันขอรับ!” นายทหารพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ มือชี้หมากไม้บนแผนที่

     

    คาเรซจ้องแผนที่เงียบๆ สักพัก ก่อนหลับตา ถอนหายใจยาว “ข้ารู้สึกอะไรบางอย่าง…” เขาลุกขึ้น หยิบหมากแกะสลักรูปเหยี่ยวที่แทนแม่ทัพทารอน หมุนมันในมือช้าๆ ราวกำลังชั่งน้ำหนัก “ถึงพวกทารอนจะอ่อนแอลงมามาก ถึงพวกเราจะมีหนอนข้างใน ที่ทำให้เรารู้ทุกการเคลื่อนไหวของพวกมัน ถึงพวกเราจะมีอุปกรณ์และอัญมณีเวทจำนวนมากที่พวกซาราทิสส่งมาให้ และการเอาชนะศึกในครั้งนี้ มันจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่า ปลอกผลอีเดนเข้าปาก แต่ว่า…” เขากำหมากแน่นจนไม้ดังกริ๊ก

     

    “สัญชาตญาณข้ากลับเตือนข้าถึงอันตรายอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ข้ามองข้ามไป” คาเรซวางหมากลงที่จุดเดิมบนแผนที่ มองสบตานายทหารทุกคนด้วยสายตาเย็นเยือก “อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด! ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ! แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกเจ้าก็ต้องรีบมารายงานข้า!” เสียงเขาดังราวคำราม

     

    “ขอรับ!” นายทหารตะโกนพร้อมกัน ความยำเกรงฉายชัดในดวงตาพวกเขา

     

    “แยกย้ายไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าซะ!” คาเรซสั่งเสียงเรียบ แต่แฝงพลังที่ทำให้ทุกคนตัวสั่น

     

    เหล่านายทหารทำความเคารพ เสียงเกราะดังระงมขณะพวกเขาเดินออกจากเต็นท์ คนรับใช้รีบเข้ามาเก็บข้าวของ สาวใช้สี่คนเดินมาถอดเกราะหนักของคาเรซ เผยชุดผ้าสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต กลิ่นไก่ย่างน้ำผึ้งเริ่มลอยฟุ้งเมื่อสาวใช้จัดโต๊ะอาหาร

     

    ในเต็นท์เหลือเพียงนายทหารชั้นสูงหกคน เกราะของพวกเขาประดับลายอัคคาวิสทองแดง สง่างามและแข็งแกร่ง ข้างคาเรซ ‘อัลซาบี’ และ ‘อัลมูฟา’ ฝาแฝดองครักษ์ของคาเรซ นั่งข้างเขา ใบหน้าเหมือนกันราวแกะ ดวงตาคมราวเหยี่ยวจับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ทั้งคู่คืออันดับสามและสี่ของคาร์ทุซรองจากคาเรซ 

     

    ส่วนอันดับสองนั้นคือ ‘กาฟดาฮาน’ เพราะเขาเป็นคนที่คาเรซไว้ใจมากที่สุด จึงได้รับหน้าที่ให้ดูแลเมืองคาร์ทุซในขณะที่เขาออกมารบ อีกทั้งเขายังมีความฉลาดมากที่สุด ถ้าหากกลุ่มคนที่อยู่ในเต็นท์นี้เชี่ยวชาญทางด้านการรบ กาฟดาฮานก็ถือเป็นกุนซือทางด้านการบริหารและการวางแผน โครงแผนหลักๆ ของแผนการบุกทารอนทั้งหมด ได้กาฟดาฮานมีส่วนช่วยในการวางแผนถึงหนึ่งในสาม

     

    ขณะสาวใช้จัดจานชาม กลิ่นอาหารหอมฉุย ไก่ย่าง, ผลอีเดน, ขนมปังอบ ลอยอบอวล นายทหารในเกราะทองแดงรีบเดินเข้ามา คุกเข่าต่อหน้าคาเรซ “ขออนุญาตขอรับ! เชลยแม่ทัพทารอนคนนั้นฟื้นแล้วขอรับ!”

     

    คาเรซเหลือบตาไปทางผู้รายงาน สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก “งั้นหรือ…พามันมาที่นี่”

     

    “ขอรับ!” นายทหารรีบลุกแล้วหายออกไปทันที

     

    คาเรซหันไปหาสาวใช้ “จัดอาหารเพิ่มอีกหนึ่งชุด”

     

    “ค่ะ นายท่าน” สาวใช้ตอบรับพร้อมโค้งศีรษะ ก่อนรีบไปทำตามคำสั่ง

     

     

     

     

    อาเธอร์ถูกทหารยามสองคนหิ้วปีก ลากผ่านค่ายคาร์ทุซ เสียงอัคคาวิสคำรามผสมกับเกราะกระทบดังระงม อาเธอร์แอบสังเกต เต็นท์เรียงเป็นระเบียบราวเมืองเล็กๆ , ทหารฝึกมาดี, กองอุปกรณ์เวทส่องแสงเขียววูบวาบ เขาถอนหายใจในใจ ‘ถ้าทารอนต้องสู้กับกองทัพแบบนี้ตรงๆ ได้เละเป็นโจ๊กแน่!’

     

    เมื่อเข้าใกล้เต็นท์บัญชาการขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางค่าย กลิ่นไก่ย่างราดน้ำผึ้งลอยมาเตะจมูก อาเธอร์กลืนน้ำลาย ‘หอมชะมัด!’ เขาไม่ได้กินอะไรมาห้าวันตั้งแต่ ‘แกล้งสลบ’ เขาก้มมองร่างตัวเอง แผลเต็มตัว, ผ้าพันแผลชุบสมุนไพรเหม็นฉุน, กางเกงหลุดลุ่ย ‘สภาพฉันเลวร้ายยิ่งกว่าพวกขอทานบนดาวที่เอาไว้ทิ้งขยะอย่างการ์เว็กซ์-ทรี (Garvex-III) ซะอีก!’ เขาคิด มุมปากกระตุก พวกเขาเดินมาได้อีกสักพัก อาเธอร์มองเห็นเต็นท์ขนาดใหญ่ที่ดูเด่นอยู่เป็นสง่า ตรงหน้าที่ห่างออกไปไกลๆ ‘นั้นคงเป็นเต็นท์บัญชาการที่คาเรซอยู่สินะ’ อาเธอร์พึมพำในใจ

     

    ยิ่งเข้าใกล้เต็นท์ กลิ่นอาหารยิ่งหอมฟุ้ง ‘เหมือนไก่ย่างน้ำผึ้งเลย…แต่มิดเทอราไม่มีผึ้งนี่หว่า? ของนำเข้าชัวร์!’ ท้องร้องดังก้อง น้ำลายไหลจนต้องกลืนลงคอ อาเธอร์ส่ายหัว ‘สภาพฉันถูกทำให้น่าสมเพช แล้วเอาอาหารหรู ๆ มาล่อ สร้างความเหนือกว่าและความประทับใจแรก…นี่มันแผน ‘ตำรวจดี–ตำรวจเลว’ แบบคลาสสิกชัด ๆ’ เขายิ้มในใจ ดวงตาวาววับราวจิ้งจอก

     

    ม่านประตูถูกเปิด อาเธอร์กวาดตามอง โต๊ะยาวเต็มไปด้วยอาหาร นายทหารหกคนนั่งซ้ายขวา คาเรซที่หัวโต๊ะในชุดผ้าสีเข้ม ดวงตาคมราวเหยี่ยวจ้องเขา สภาพอาเธอร์ตอนนี้ ผอมโซ หน้าซีด แผลเต็มตัว เหมือนศพเดินได้ แค่ลมพัดก็ล้ม ที่ใครเห็นสภาพก็ว่าตาย

     

    “เจ้ามาแล้วงั้นหรือ?” คาเรซยิ้มเยาะ กลิ่นไวน์ลอยจากแก้วในมือ “ข้านึกว่าเจ้าจะตายแล้วเสียอีก”

     

    “ข้าก็นึกว่าตัวเองตายไปแล้วเหมือนกัน” อาเธอร์ตอบน้ำเสียงเรียบ ไม่ยินดียินร้าย ดวงตาหรี่ลงจ้องคาเรซราวท้าทาย

     

    “เจ้าสลบไปหลายวัน คงหิวล่ะสิ” คาเรซโบกมือส่งสัญญาณให้ปลดโซ่ตรวน “นั่งลงสิ ทำตัวให้สบาย”

     

    ทหารยามที่พาเขามาปลดโซ่ตรวนของอาเธอร์ออกแล้ว เดินออกจากเต็นท์ไป อาเธอร์มองซ้ายขวาเหมือนพยายามจะเก็บรายละเอียดสภาพวาดล้อมโดยรอบให้ได้มากที่สุด 

     

    “อย่าพยายามเลย” คาเรซยิ้ม “เจ้าอยู่ทามกลางนายทหารที่ข้าฝึกมาอย่างดี นักรบที่เป็นแนวหน้าของคาร์ทุซ อีกทั้งเจ้ายังอยู่ใจกลางของค่ายคาร์ทุซ เจ้าอย่าทำอะไรโง่เขลาดีกว่า”

     

    อาเธอร์มองอัลซาบีและอัลมูฟาข้างคาเรซ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มือแอบจับดาบอย่างลับๆ ‘เก่งซะเหลือเกิน!’ เขาคิดในใจ พอเขานั่งลง สาวใช้ยกอาหารวางตรงหน้า ไก่ย่างราดน้ำผึ้ง ผลไม้ และขนมปัง กลิ่นหอมจนน้ำลายสอ เขากลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ แต่เขายังพยายามเก็บทรงตัวเองไม่แสดงอาการอะไรต่อไป

     

    คาเรซมองอาเธอร์ที่เก็บอารมณ์ได้ดี ยิ้มเล็กน้อย “พวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันดีๆ อย่างเป็นทางการเลย” เขาหยิบแก้วไวน์ขึ้นดื่ม “เจ้าคงรู้อยู่แล้ว ข้าคือคาเรซ วายุพิฆาต แห่งคาร์ทุซ แล้วเจ้าล่ะ?”

     

    อาเธอร์จ้องคาเรซสักพัก ก่อนหลับตา ถอนหายใจ “ข้า…อาเธอร์” เสียงเรียบราวไม่สนใจ

     

    คาเรซเขย่าแก้วไวน์ “อาเธอร์ ช่างเป็นชื่อที่แปลกมาก เจ้ามาจากไหนกัน? ชื่อเจ้าฟังเหมือนพวกที่มาจากทวีปตะวันตกเลย?” ดวงตาหรี่ลงราวจับผิด

     

    อาเธอร์หันไปหยิบแก้วน้ำที่มีน้ำเปล่าขึ้นมาเขาพูดขึ้น “เปล่า มันเป็นที่ที่ไกลกว่านั้นมาก ไกลแสนไกลเลยล่ะ” เขาดื่มน้ำในแก้วนั้นอย่างช้าๆ 

     

    คาเรซมองอาเธอร์ที่กำลังกินน้ำอยู่ เขาไม่ได้สนใจเรื่องภูมิหลังของอาเธอร์จริงๆ สักเท่าไหร่ เขาสักใจแค่เพียงว่า อาเธอร์มีความสามารถอะไร ถึงทำให้ทารอนยอมให้คนนอกเช่นเขา นำทัพมาเพื่อจะตลับหลังเขา ‘ถ้าข้าจำไม่ผิด ธงนั้นมันตระกูลอัคดาริส สิน่ะ’

     

    “งั้นหรอ แล้วมันเรียกว่าอะไรล่ะ?” คาเรซถาม มือหมุนแก้วไวน์ในมือ

     

    อาเธอร์วางแก้วน้ำลง แล้วหันมาตอบคาเรซ “มันเรียกว่า ‘สหพันธรัฐ’ ” อาเธอร์หยิบผลอีเดน กัดลงไป ความหวานฉ่ำซึมที่ลิ้น

     

    “น่าสนใจ คงเป็นสถานที่ ที่ยิ่งใหญ่มากเลย ที่สามารถสร้างนักรบแบบเจ้าได้ การต่อสู้ของเจ้าแม้จะดูเหมือนสู้ด้วยอารมณ์และสัญชาตญาณ แต่กลับมีแบบแผนและรูปแบบชัดเจน” คาเรซมองอาเธอร์และวิเคราะห์

     

    “ใหญ่จนพวกเจ้าคิดไม่ถึงเลยล่ะ” อาเธอร์กัดผลอีเดนอีกคำ ยิ้มเยาะ ‘ใหญ่กว่าดาวทั้งระบบนี้เสียอีก!’

     

    อัลซาบีกัดฟัน มือกำดาบแน่น อัลมูฟายังนิ่ง แต่ดวงตาวาววับราวพร้อมลงมือ คาเรซขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยกมือห้ามพวกเขาไว้ “ที่ข้าสนใจมากกว่า คือความสามารถของเจ้า มันช่างน่าเสียดายที่มันถูกใช้โดยพวกทารอน พวกนั้นนอกจากความโลภในเหรียญทองแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีเลย” เขาเว้นจังหวะ “ทารอนในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนเรือที่กำลังจมลงเรื่อยๆ เหมือนชายชราที่โรครุมเร้าใกล้ตายลงทุกทีๆ”

     

    อาเธอร์กัดผลอีเดนหมดแล้วเหลือแต่แกน เขาวางมันลงบนจานแล้วหยิบผลที่เหมือนกับองุ่นขึ้นมากิน

     

    “ข้าประทับใจในตัวของเจ้าไม่น้อย อาเธอร์ ถึงแม้เจ้าจะไม่ใช่ชาวทารอน แต่กลับยอมเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้กองทัพถอยไป ทั้งกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว” คาเรซยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย “อีกทั่งข้ายังรู้มาอีกว่าเป็นเจ้าเองที่วางแผนการรบครั้งนี้เองทั้งหมดด้วยจริงหรือไม่?”

     

    อาเธอร์ขมวดคิ้ว เขากำลังจะหยิบผลไม้ที่เหมือนองุ่นอีกลูกแต่ก็หยุดมือเมื่อได้ยินสิ่งที่คาเรซพูด เขาหันไปหาคาเรซแล้วพูดขึ้น “ดูท่าสายของเจ้าภายในทารอน คงลึกไม่ใช่น้อยเลย”

     

    “หึๆ เพราะทารอนมันอ่อนแอเองต่างหาก” คาเรซหัวเราะ “ตลอดเวลาหลายปี สิ่งที่พวกสภาพ่อค้าต่างสนใจมีเพียงแต่เหรียญทองเท่านั้น เหล่ากองกำลังจากทุกๆ ที่ต่างแทรกแซงและแฝงตัวเข้าไปข้างใน จนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว!”

     

    อาเธอร์ไม่ค่อยตกใจกับที่คาเรซพูดเท่าไหร่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว เขามองตรงไปที่คาเรซ “โดยเฉพาะ ซาราทิส สินะ?” เขาหัวเราะ “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มากรึไง ทั้งๆ ที่พวกเจ้ายังต้องพึ่งเศษอาหารจากพวกซาราทิสอยู่เลยเนี่ยนะ?”

     

    นายทหารทั้งหกหน้าแดงก่ำ อัลซาบีคว้าดาบ อัลมูฟาลุกพรวด “เจ้ากล้าดียังไง!” อัลซาบีคำราม คาเรซโบกมือห้าม 

     

    อาเธอร์เอื้อมมือไปหยิบส่วนน่องของไก่ย่างราดน้ำผึ้งมา “เจ้าคิดว่าบนโลกนี้มีของฟรีรึไง คิดว่าทำซาราทิสถึงให้อุปกรณ์เวทและอัญมณีเวทพวกนั้นกับคาร์ทุซกันล่ะ?” เขากัดน่องไก่นั้น น้ำมันไก่ที่ชุ่มฉ่ำผสมเข้ากับน้ำผึ้งที่ราดอย่างลงตัว สุดแสนจะ juicy “พวกซาราทิสต้องการให้ทารอนกับคาร์ทุซตีกันเอง ลอบส่งข้อมูลและเสบียงให้กับทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เมืองทั้งสองเมืองอ่อนแอลง แล้วพวกนั้นจะได้ยึดเขตตะวันตกเฉียงใต้ได้อย่างง่ายดายยังไงล่ะ”

     

    คาเรซหยุดเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หัวเราะดัง “ฮ่าๆๆ เจ้าคิดว่าข้าโง่จนไม่รู้แผนที่แท้จริงของพวกมันอย่างงั้นหรอ?”

     

    อาเธอร์ขมวดคิ้ว งงกับคำพูดของคาเรซขณะที่น่องไก่ยังคาปากอยู่

     

    “คาร์ทุซ ถูกซาราทิสคอยยักใยอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ มาตั้งแต่สมัยบิดาของข้าแล้ว ข้ารับรู้มันดีว่าซาราทิสแฝงตัวอยู่ลึกแค่ไหน” คาเรซยิ้มไปและอธิบาย “จนข้าสืบจนรู้ถึงพวกมันทั้งหมดที่แฝงตัวอยู่ในคาร์ทุซ วิธีการ รูปแบบ ทุกสิ่งอย่าง”

     

    คาเรซหยิบแก้วไวน์ขึ้นมากระดกไปอึกใหญ่ “ข้าหาจังหวะเข้าจัดการพวกมันทั้งหมด แล้วควบคุมพวกมันเอาไว้ ข่าวสารที่พวกมันได้รับ มันก็คือสิ่งที่ข้าอยากให้มันได้ยินเท่านั้น” คาเรซวางแก้วลงแล้วพูดต่อ “ต้องขอบคุณพวกมัน เพราะแรงสนับสนุนจากพวกมัน ถึงทำให้ข้าสามารถควบคุมคาร์ทุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยที่พวกโง่นั้นยังคิดว่าข้าเป็นหุ่นเชิดพวกมันอยู่เลย”

     

    ตอนนี้อาเธอร์ขมวดคิ้วหนักขึ้น นี้มันเหนือกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้เสียอีก คาร์ทุซไม่ได้ถูกซาราทิสกัดเซาะจากภายในเหมือนทารอน งั้นก็หมายความว่า…

     

    คาเรซยิ้ม “เมื่อพวกเราหยึดทารอนได้ กำลังที่แท้จริงของคาร์ทุซก็จะเผยตัวออกมาจนพวกซาราทิส ต้องกลัวหัวหดจนไม่กล้าออกจากเขตของพวกมัน” เขาลุกขึ้นยืนเอามือค้ำมองมาที่อาเธอร์ “ทีนี้ เจ้าเข้าใจรึยัง เข้าใจถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของคาร์ทุซ?”

     

    คาเรซโบกมือมาหาอาเธอร์ “อาเธอร์ ช่างหัวพวกทารอน ช่างหัวพวกซาราทิส ข้าจะให้โอกาสเจ้า มาเข้าร่วมกับคาร์ทุซ ความทะเยอทะยานของข้าไม่หยุดเพียงแค่เขตตะวันตกเฉียงใต้นี้แน่ นั้นมันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของพวกเรา ‘จักรวรรดิคาร์ทุซ’ แห่งมิดทรอรา”

     

    พอได้ยินคำว่า ‘จักรวรรดิ’ แล้วภายในใจของอาเธอร์ก็ทริกเกอร์แปลกๆ เขารีบสลัดความคิดนั้นออกไป เพราะมันคนละเรื่องกันกับโลกเดิมของเขา อาเธอร์หยิบผลอีเดนมาโดยไม่รู้ตัวแล้วเขากำมันแน่น

     

    คาเรซกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้มอย่างพูดชนะ “มาเข้าร่วมกับข้าเสีย ไม่ว่าทารอนสัญญาสิ่งใดกับเจ้าเอาไว้ ข้าจะให้มันมากกว่าพวกมันเป็นเท่าตัว!”

     

    อาเธอร์มองไปที่มือที่กำลังกำผลอีเดนอยู่ แล้วหยุดมองไปที่แหวนเงินของเขา แล้วยิ้มหัวเราะ “ฮ่าๆ” เสียงดังก้องเต็นท์

     

    ทั้งเต็นท์งงกับสิ่งที่อาเธอร์แสดงออกมา เขาราวกับคนเสียสติ

     

    “ต้องยอมรับเลย มีเรื่องไม่คาดฝันที่นึกไม่ถึงเยอะไปหมดเลย” อาเธอร์หันไปมองคาเรซแล้วยิ้มกว้าง “แต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธ!”

     

    คาเรซขมวดคิ้ว “นี้เจ้า รู้เรื่องทุกอย่างขนาดนี้แล้วยังจะปฏิเสธอีกงั้นหรือ?” เขาทุบโต๊ะเสียงดัง

     

    อาเธอร์กัดผลอีเดนในมือ “นั้นก็เพราะ ไม่ว่าจะยังไง พวกเจ้าก็ทำมันไม่สำเร็จหรอก สุดท้ายแล้วคนที่จะชนะคือข้ายังไงล่ะ” เขายิ้มให้คาเรซ

     

    “เจ้า เจ้างั้นหรือ?” คาเรซหัวเราะ ชี้ไปนอกเต็นท์ “กองทัพทารอนอยู่ด้านนอกกำแพงเหล็กนั้น ไม่ว่าจะถอยหรือจะบุก พวกมันก็ตายอยู่ดี!”

     

    “ส่วนเจ้า!” คาเรซหันมาชี้ที่อาเธอร์ แล้วยิ้มเยาะ “เจ้าอยู่ที่นี้ ตัวคนเดียวภายในค่ายของข้า!”

     

    “ข้ามีกองทัพที่แข็งแกร่งและใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตก ข้ามีอุปกรณ์เวท ที่ช่วยเสริมพลังในการรบท่ามกลางพายุทะเลทราย ข้ามีเหล่าแม่ทัพที่มีทั้งประสบการณ์และความภักดี!!” คาเรซมองเยียดไปที่อาเธอร์ “แล้วเจ้าละมีสิ่งใด?”

     

    อาเธอร์กัดผลอีเดนจนหมดเหลือแต่แกน เขาโยนมันทิ้งไปข้างหลัง แล้วลุกขึ้นหยิบแก้วน้ำมาดื่มไปหลายอึกเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนหมด “อ้าาา สดชื่น” อาเธอร์ยิ้ม

     

    คาเรซเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับบุคคลที่อยู่ตรงหน้า เหตุใดเจ้านั้นถึงสบายเกินเหตุ ไม่เหมือนมันถูกคุมตัวไว้อยู่เลย?

     

    อาเธอร์วางแก้วลง เขาเอามือฉีกผ้าพันแผลที่อยู่รอบๆ ตัวเขาออก บาดแผลลึก และบาดแผลฉกรรจ์ มากมายปรากฎขึ้น 

     

    ทั้งเต็นท์ต่างสงสัยว่าเจ้าบ้านี้มันจะทำอะไร ‘มันจะฆ่าตัวตายรึ!’

     

    “เจ้าถามว่าข้ามีสิ่งใดงั้นหรือ?” อาเธอร์ยิ้มขณะที่บาดแผลเขาเริ่มรักษาตัวเองด้วยความเร็ว ผิวหนังปิดตัว คราบเลือดแห้งหลุดร่วง หน้าที่ซีดเซี่ยวเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง

     

    ทั้งเต็นท์นั้นตกใจราวกับเห็นผี เจ้านั้นทำได้ไง เวทมนตร์? แต่ไม่มีออร่าเวทออกมาเลย!

     

    “ต่อให้เจ้ามีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก หรือมีอุปกรณ์หรืออัญมณีเวทมากแค่ไหน” อาเธอร์บิดแขนขาไปมาเหมือนท่าวอมอัพ เสียงกระดูกดังกร๊อบ ‘รู้สึกดีชะมัด!’ เขายิ้มหันไปที่คาเรซ 

     

    “แต่ข้ามี ‘เดวิด’ !”

     

    ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!!

     

    เสียงระเบิดดังขึ้นรอบค่ายคาร์ทุซ ติดๆ กัน แรงสั่นสะเทือนจากแรงระเบิดทำให้เต็นท์บัญชาการตอนนี้เกิดสั่นสะเทือน 

     

    หอกยาวสองเล่มพุ่งทะลุเต็นท์ เล่มหนึ่งแทงเข้าที่ท้องนายทหารทางขวาของคาเรซ เขากรีดร้อง ล้มลงกับพื้น เลือดพุ่งกระจายราวน้ำพุ เล่มที่สองพุ่งหาคาเรซ แต่อัลมูฟาชักดาบปัดอย่างรวดเร็ว แพล่ง! หอกกระเด็นตกพื้น เสียงโลหะดังก้อง

     

    เงาหนึ่งก้าวเข้ามาในเต็นท์อย่างช้าๆ เขาแต่งกายเหมือนทหารคาร์ทุซทุกประการ เขาเดินเข้าอยู่ยืนอยู่ข้างอาเธอร์ เมื่อเขาถอดผ้าคลุมศีรษะออก ใบหน้าเย็นชาปรากฏขึ้น

     

    อาเธอร์ยิ้มกว้าง “นายมาช้านะ!” 

    คล้ายกับเรื่องอาณาจักรนิรันต์ ที่คุณอ่าน