ระบบสังหารเทพ ภาค นรกไร้สิ้นสุด

    [GKS] ตอนที่ 45 : อายุ 15 ปี

    - [3 ปี ผ่านไป] -


    ตอนนี้เฉียวเฟิงอายุ 15 ปี แล้ว มันกำลังเริ่มจะเป็นบุรุษหนุ่มเต็มตัว ร่างกายเริ่มสูง หากแต่ผ่ายผอมกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพิษที่สะสมในร่างกายขัดขวางพัฒนาการบางอย่างของร่างกาย ทำให้ยังไม่ดูสมบุรุษอย่างเต็มที่ มีร่างกายที่คล้ายเด็กหนุ่มมากกว่า


    แตกต่างกับหลีกังในตอนนี้ที่รูปร่างเกินเด็กไปมาก คล้ายเหมือนนักรบร่างแกร่งที่ผ่านการฝึกฝนมากอย่างดี


    "ศิษย์พี่ไยท่านจึงต้องกดฐานพลังของตัวเองมากขนาดนี้ด้วยละ" พานลี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตอนนี้นางอายุ 13 ปี และเริ่มโตเป็นสาวงามสะพรั่ง แต่นางก็ยังถือว่าดูเป็นเด็กหญิงมากอาจจะเพราะส่วนสูงของนางที่ไม่โตตามอายุเท่าไร แต่ถึงแม้พานลี่นางจะดูตัวเล็กไปสักหน่อยแต่นางก็เริ่มฉายแววความงามที่ไม่อาจจะหาใครเทียบได้ง่ายๆ ให้เห็นแล้ว


    ทำให้ตอนนี้นางเป็นที่รักและเอ็นดูของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะศิษย์หนุ่มน้อยใหญ่ในสำนัก แม้แต่หลีกังบางครั้งก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับพานลี่ เพราะมีศิษย์น้อยใหญ่ต้องการใช้มันเป็นสะพานถอดสื่อรักไปหาพานลี่นั้นเอง หลังจากรู้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกัน


    เฉียวเฟิงตอนนี้ยกมุมปากยิ้มเบาๆ ก่อนจ้องไปที่เด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวมัน


    "ข้ากำลังรอโชคชะตาของข้าอยู่นะสิ" เฉียวเฟิงพูดไปก็ใช้ผ้าพันแผล พันรอบวงแขนของตัวเองไป สภาพผ้าพันแผลนี้ช่างดูเก่าโทรมจริงๆ


    "‘โชคชะตาของข้า…’ ศิษย์พี่ใหญ่ที่ท่านพูดมันหมายถึงอะไรกันแน่เจ้าคะ" พานลี่ทวนคำและถามด้วยใบหน้าทะเล้นที่น่ารักสดใสของนาง นัยน์ตากระจ่างนี้ทำให้ศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักบรรจบฟ้าลุ่มหลงไม่น้อย แก้มสีชาดจางๆ ของนาง ปากที่อมชมพูราวมีแก้วใสเคลือบช่างเป็นอะไรที่น่ามอง


    เมื่อพันแผลที่มือเสร็จเฉียวเฟิงก็เอามือลูบศีรษะเด็กหญิงน่ารักคนนี้อย่างเอ็นดู พานลี่ตอนนี้นางยิ้มอย่างมีความสุขเลยละ โดยที่เฉียวเฟิงไม่รู้เลยว่า มือหนาหยาบของมันเด็กหญิงคนนี้ชอบขนาดไหน ทุกครั้งที่มือหนานี้ลูบศีรษะนาง พานลี่หัวใจพองโตมีความสุขเหลือเกิน


    "ข้ามาที่นี้โดยได้รับปากกับคนผู้หนึ่งไว้ ว่าจะทำสิ่งที่เขาปรารถนาให้เป็นจริง ซึ่งมันเกี่ยวกับคนสี่คนที่ข้าอาจจะมีโชคชะตาร่วมกับพวกเขา ตอนนี้ข้าพบแล้วหนึ่งคน และข้ากำลังรอคอยเจออีกคนหนึ่งอยู่ ข้ารอพบคนคนนั้นอย่างเนิ่นนาน"


    สายตาของเฉียวเฟิงมองทอดยาวออกไป พานลี่จดจ้อง นางพบว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่รูปไม่งามของนาง ใต้ผ้าพันแผลเต็มหน้านี้ ท่านช่างมีดวงเนตรแห่งยอดบุรุษที่คล้ายราชัน ที่สามารถสยบทุกสรรพสิ่งได้ตามปรารถนา


    เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพียงอยู่ใกล้ๆ ศิษย์พี่ก็คล้ายได้อยู่ในแผ่นดินพื้นใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างไรกังวล


    พานลี่หัวเราะเบา พร้อมมองจ้องศิษย์พี่อย่างมีความสุข


    "แล้วทำไมศิษย์พี่ถึงต้องกดฐานพลังของท่านด้วยละข้าไม่เข้าใจเลย" พานลี่เอาหน้าไปใกล้ๆ ทำดวงตากลมโตใสแจ๋วมองจ้องเฉียวเฟิงตรงหน้าด้วยความสงสัยและไร้เดียงสาของนาง เพราะการกระทำนี้ออกจะแปลกๆ ดูไม่เห็นเกี่ยวข้องกับการรอพบเจอใครสักคนเลย


    .


    .


    .


    และด้วยในตาดวงใสนี้ ในชั่วครู่หนึ่ง


    ฟุบ คล้ายภาพตัดและฝันไป เฉียวเฟิงเห็นภาพสตรีไร้หน้าในชุดแสนงามอีกแล้ว ภาพที่เห็นก็ยังเช่นเดิม มีเพียงดวงเนตรสีแดงอัญมณีเท่านั้นที่เฉียวเฟิงมองเห็น สิ่งอื่นๆ ช่างพร่าเลือน


    “ศิษย์พี่ท่านเป็นอะไร” พานลี่เอามือโบกไปมา เฉียวเฟิงพลันได้สติอีกครั้ง


    และเป็นอีกครั้งที่มันเป็นเช่นนี้ นี่มันอะไรกัน


    ไม่ช้าตัวมันก็ได้แต่พูดว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ก่อนเล่าถึงความจำเป็นของตัวเองต่อ


    "เพราะถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ โชคชะตาของข้าอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย จนทำให้ตัวข้าเองไม่อาจจะควบคุมมันได้อีก เพราะคนที่ข้ารอเพื่อพบเจอ แท้จริงแล้วข้าอาจจะไม่ได้พบเจอก็เป็นได้"


    เสียงตอนท้ายช่างดูเศร้า


    เมื่อศิษย์พี่เศร้าพานลี่ก็คล้ายเศร้าไปด้วย


    ตอนนี้พานลี่ทำหน้าขบคิดแล้ว อยากช่วยแก้ปัญหาให้ศิษย์พี่ แต่นางยิ่งคิดเท่าไหร่ นางก็ยิ่งไม่เข้าใจสิ่งที่ศิษย์พี่พูดถึง


    เมื่อเฉียวเฟิงเห็นเป็นดังนั้นจึงหัวเราะและได้แต่เอามือลูบศีรษะของนางเบาๆ และบอกให้นางอย่าได้เก็บเอาเรื่องที่พูดคุยกันนี้ไปคิดมาก ให้นางตั้งใจฝึกฝน และไปหาของอร่อยๆ กินจนเป็นแบบหมูดีกว่า


    พานลี่ได้ยินแบบนี้ก็หัวเราะเห่อๆ น้ำลายไหล นางชอบกิน แต่ด้วยการฝึกเคล็ดวิชาประหลาดของศิษย์พี่ ทำให้นางสามารถสลายอาหารในท้องได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนด้วยวิธีนี้นางไม่มีทางอ้วนและกินของอร่อยได้มากมาย


    แต่แม้เป็นแบบนี้ศิษย์พี่คนนี้ก็มักบ่นนางด้วยคำว่าหมูตลอด


    พานลี่เอาสองมือชี้หน้าของตัวเอง พร้อมพูดว่าในโลกนี้มีหมูที่ไหนน่ารักขนาดนี้ นอกจากนั้นนางยังทำหน้าแป้นแล้น และแง้งอนแล้ว


    หากเฉียวเฟิงรู้ว่าศิษย์สำนักบรรจบฟ้าคิดเช่นไรกับเด็กหญิงของตัวเองมันคงตกตะลึง


    หากนางทำท่าแบบนี้ต่อศิษย์น้อยใหญ่ในสำนัก เกรงว่าหัวใจศิษย์น้อยใหญ่คงต้องถูกนางครอบครองเป็นแน่


    .


    .


    .


    ก้าวเดินไปเฉียวเฟิงก็คิดไป


    3 ปี ผ่านมาแล้วนับจากการมาถึงเมืองหางมังกรสะบัดน้ำ เวลานี้จริงๆ แล้วน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่จ้าวหมื่นมารในอดีตได้เจอกับยอดหญิงงาม


    และได้กราบนางเป็นศิษย์อาจารย์กัน แต่เฉียวเฟิงไม่เข้าใจเหตุใดเรื่องราวจึงไม่เป็นเช่นนี้


    ในใจส่วนลึกในตอนนี้ของเฉียวเฟิงกับรู้สึกแอบเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยทีเดียว


    นั่นเพราะตัวมันเริ่มจะไม่มั่นใจแล้วว่าทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวมันนั้นจะเป็นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับจ้าวหมื่นมารในอดีตรึเปล่า


    ตอนนี้ตัวเฉียวเฟิงเริ่มคิดถึงเรื่องในหลายปีที่ผ่านมานี้แล้ว


    และตัวมันก็เริ่มสัมผัสได้ว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยทีละน้อยไม่ได้อยู่ในเส้นทางแห่งโชคชะตาของจ้าวหมื่นมารในอดีตอีกต่อไป


    เช่นมารดาของมันสตรีเหมียวฝูในตอนนี้ ที่นางไม่ได้เป็นสตรีป่วยใกล้ตายที่น่าสงสารอีกต่อไป


    ส่วนตัวมันเฉียวเฟิงเองก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่น่าเวทนาน่าสงสารอย่างถึงใจเช่นดังจ้าวหมื่นมารในอดีต สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นการกระทำที่ส่งผลต่อโชคชะตาของตัวมันในตอนนี้ก็ได้ และเพราะแบบนี้การได้พบกับยอดหญิงงามจึงไม่ได้เกิดขึ้น เพราะชะตาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว


    ตอนนี้เฉียวเฟิงได้แต่ถอนหายใจ แม้สิ่งต่างๆ ไม่เป็นดังหวัง แต่ถึงแบบนั้นมันก็คิดว่า ตัวมันได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะควบคุมมันให้มันออกมาดีแล้ว


    เพราะหากให้ใช้ชีวิตเช่นเดิม เห็นมารดาของตัวเองเจ็บป่วยทรมาน เฉียวเฟิงก็ทนไม่ไหว นอกจากนั้น หากตัวมันไร้กำลังและไม่เร่งฝึกฝนเคล็ดวิชา ในเวลาที่ต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญ จากเหตุผลว่าไม่ได้พยายามและลงมือกระทำอย่างเต็มที่ แบบนี้มันก็ไม่ยอมเช่นกัน


    ไม่ช้าเฉียวเฟิงก็หัวเราะไปถอนใจไป คิดได้ว่าคงได้เวลาปรับเปลี่ยนโชยชะตาของตัวเองตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้พบก็ไม่ได้พบสิ ไม่ช้าก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองทำในหลายปีนี้ มันได้แต่หัวเราะตัวเอง


    เฉียวเฟิงตอนนี้มีกำลังทรัพย์มากมาย มันร่ำรวยและมั่งคั่งเกินจินตนาการของผู้คนไปมาก


    แต่ตัวมันในปัจจุบันก็ยังไม่พามารดาไปอยู่ในสถานที่ที่ดีๆ และใช้ชีวิตที่สุขสบายนัก


    ไม่ได้มีนางรับใช้ดูแลมารดามากมาย กับเป็นตัวมันเองที่คอยบีบนวดและช่วยงานบ้านแก่มารดาเป็นบางครั้งเช่นในอดีต


    ที่ทำแบบนี้เหตุผลก็มีเพียงหนึ่ง นั่นก็เพราะตัวมันอยากรู้ว่า ถ้าตัวมันในตอนนี้ยังใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับจ้าวหมื่นมารในอดีตนั้น มันจะได้พบยอดหญิงงานและได้เป็นศิษย์อาจารย์กับนางเฉกเช่นจ้าวหมื่นในครั้งอดีตหรือไม่ แต่ตอนนี้มันเริ่มรู้ตัวแล้ว.. ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนไปจากอดีตของจ้าวหมื่นมารแล้ว.


    แต่แม้เฉียวเฟิงจะรู้ตัว...