ไป๋เจี๋ยรีบเดินเข้าไปหาเฟิ่งหยูพร้อมกับจับพยัคฆ์เพลิงสวรรค์ที่นอนอยู่บนไหล่เพิ่งหยูโยนขึ้นบนอากาศมันลอยตัวอยู่บนอากาศพร้อมกับขยายกลับเป็นร่างใหญ่ยักษ์เช่นเดิม ไป๋เจี๋ยพลันดึงแก่นแท้โลหิตของตนเข้าสู่ใจกลางหน้าฝากของเสี่ยวไป๋อย่างรวดเร็ว
เมื่อหยดเลือดนั้นผสานเข้าไปในกายของเสี่ยวไป๋ พลังมหาศาลปะทุออกมาจากร่างของเสี่ยวไป๋ดวงตาของเสี่ยวไป๋เปลี่ยนเป็นสีฟ้าทันที ขนทั่วร่างกลับเป็นสีขาวทั้งตัวจุดสามจุดกลางหน้าผากเป็นสีแดงเพลิงเห็นได้อย่างชัดเจน ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดทั่วทุกทิศทางหลั่งไหลเข้าไปในกายของเสี่ยวไป๋อย่างรวดเร็ว
ตู้มม...
เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วเสี่ยวไป๋เลื่อนขั้นไปอยู่ในระดับที่ห้าในทันทีมันยังคงดูดซับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดอย่างบ้าคลั่งจนผ่านเลยไปหนึ่งก้านธูปเสี่ยวไป๋จึงลืมตาของมันขึ้นพร้อมกับย่อตัวของมันเล็กจนเหมือนลูกแมวเช่นเดิมมันกระโจนเข้าหาไป๋เจี๋ยอย่างรวดเร็วพร้อมกับสื่อสารผ่านทางจิตพูดคุยกับไป๋เจี๋ยจนเวลาผ่านไปสักพักใหญ่
เฟิ่งหยูขอตัวลาทั้งสามคนเพื่อออกไปด้านนอกเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วคงจะราว ๆ สองชั่วยามได้แล้วกระมังเสี่ยวไป๋รีบกระโดดขึ้นไปนอนบนไหล่ของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งหยูเดินออกมาจากหอคอยพยัคฆ์ขาว เขาพบว่าเจ้าสำนักพยัคฆ์อรุณและองค์ชายไป๋เซ่อยังคงนั่งดื่มรอเขาอยู่เฟิ่งหยูเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
“เป็นไงบ้างฝึกไปถึงชั้นที่เท่าไหร่”เจ้าสำนักเยี่ยเอ่ยถามขึ้นก่อน
“ก็ไม่กี่ชั้นหรอก แล้วองค์หญิงหนิงเอ๋อไปไหนเสียแล้วหละ”
“นางบอกว่าจะไปเดินเที่ยวรอบ ๆหอคอยนี้แหละไปได้สักครึ่งชั่วยามได้แล้วหละ”
ทันใดนั้น........
เสี่ยวไป๋ขยายร่างใหญ่ขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่น่าหวาดกลัวพลังฟ้าดินสั่นสะเทือน มันร้องออกมาด้วยเสียงอันดังลั่น
“โฮกกกกก”
เสี่ยวไป๋กระโจนออกไปอย่างรวดเร็วมันทะยานขึ้นไปยังตึกหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ทุกคนรีบตามไปอย่างรวดเร็ว………
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดเจ้าก็ต้องตกเป็นของข้าข้าอยากจะรู้นักว่าใครมันจะกล้ามาช่วยเจ้ากัน”
เยี่ยซานหัวเราะเสียงดังบนเตียงมีร่างขององค์หญิงหนิงเอ๋อนอนสลบไม่ได้สติอยู่
ทันใดนั้น........
ตู้มมมม.... เสียงดังร่วงลงมาจากทางด้านบน เศษกระเบื้องปลิวตกไปรอบ ๆ ร่างกายขนาดใหญ่ของเสี่ยวไป๋พร้อมด้วยกลิ่นอายสังหารอันโหดเหี้ยมหลังไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายจากตัวของเสี่ยวไป๋
“ฟุบบ” กรงเล็บของเสี่ยวไป๋กระชากเอาแขนข้างหนึ่งของเยี่ยซานแหลกสลายภายในพริบตา……
อ๊ากกกก เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากปากของเยี่ยซาน
“เสี่ยวไป๋หยุดก่อน”
เสียงร้องของเฟิ่งหยูดังออกมาก่อนที่อุ้งเท้าของเสี่ยวไป๋จะตะปบศีรษะของเยี่ยซานมันโกรธเป็นอย่างมาก เสี่ยวไป๋ร้องออกมาเสียงดังสนั่นจนอาคารแทบถล่ม เสี่ยวไป๋ค่อยๆเดินเข้าไปหาองค์หญิงหนิงเอ๋อมันย่อตัวของมันเล็กเท่าลูกแมวแล้วเดินไปคลอเคลียที่ใบหน้าขององค์หญิง สักพักองค์หญิงหนิงเอ๋อจึงค่อยๆ รู้สึกตัว
เยี่ยหลินเฟยเห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับหน้าซีด
“เจ้าลูกบัดซบเจ้าทำอะไรลงไป รู้ตัวบ้างไหม?”
“ท่านพ่อ ท่านพ่อช่วยลูกด้วย ท่านช่วยข้าด้วย แขนข้า แขนของข้า”
เฟิ่งหยูรีบเข้าประคององค์หญิงหนิงเอ๋ออย่างนุ่มนวล
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหมหนิงเอ๋อ มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเจ้ามาอยู่ตรงนี้ได้”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าจำได้ว่าข้าเดินดูรอบ ๆ หอคอยอยู่ จู่ๆเยี่ยซานก็พาคนมาล้อมรอบตัวข้า จากนั้นข้าก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย”องค์หญิงหนิงเอ๋อพูดออกมาพร้อมกับน้ำตาอาบใบหน้า
“เจ้าไม่เป็นไรแล้ว เสี่ยวไป๋มาช่วยเจ้าทันพอดีโชคดีที่เสี่ยวไป๋ทำสัญญาจิตวิญญาณกับเจ้าไม่เช่นนั้นพวกเราคงตามมาช่วยเจ้าไม่ทัน”
องค์หญิงหนิงเอ๋อ เอื้อมมือเข้าไปอุ้มเสี่ยวไป๋มากอดด้วยความรัก
“พวกเราไปกันเถอะ ที่นี่ปล่อยไว้เป็นหน้าที่ขององค์ชายกับเจ้าสำนักเยี่ยก็แล้วกัน”
“อื่ม”
เฟิ่งหยูมองไปยังเยี่ยซานอย่างโกรธแค้น พร้อมกับเอ่ย
“ท่านเจ้าสำนัก องค์ชาย พวกเราขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนเรื่องทางนี้ก็ฝากท่านจัดการให้ด้วยก็แล้วกัน.......”
“ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้ท่านพอใจมากที่สุดเอง”
เฟิ่งหยูเห็นความลำบากใจบนใบหน้าขององค์ชายไป๋เซ่ออย่างชัดเจนเขาจึงเอ่ยก่อนจากไป
“ไม่จำเป็นต้องให้ถึงตายนะ...”
เฟิ่งหยูเดินจากไปพร้อมกับองค์หญิงโดยมีเหล่าองครักษ์ขององค์ชายไป๋เซ่อติดตามไปด้วยส่วนหนึ่ง
องค์ชายไป๋เซ่อ และเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
“ท่านพ่อ เร็ว ๆ รีบช่วยข้าด้วย แขนข้า แขนของข้า”
เจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณได้แต่ส่ายหน้าเขาได้ทราบถึงตัวตนของเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อแล้วเขาเองยังคิดจะสานสัมพันธ์กับเฟิ่งหยูด้วยซ้ำไป แต่ตอนบุตรชายที่ไม่เอาไหนของเขากลับกล้าทำเรื่องต่ำช้าแบบนี้……
เยี่ยหลินเฟยห้ามเลือดให้แก่บุตรชายและใส่ยาสมานแผลให้ องค์ชายนั่งลงบนเก้าอี้
“ท่านพ่อ ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้ข้า.....”
“ผัวะ....” เสียงตบดังสนั่นไปทั่วบริเวณฟันของเยี่ยซานหลุดกระเด็นออกมาสองซี่
“แค่นี้เจ้ายังสร้างปัญหาไม่พออีกหรือไง เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร”
“ท่านพ่อ พวกมันก็แค่ขยะสองคนเมื่อวานมันยังมาขอเข้ามาดูหอคอยพยัคฆ์ขาวในสำนักของเรา ข้ายังสงสัยเป็นพวกบ้านนอกถึงได้ไม่เคยเห็นหอคอยพยัคฆ์ขาว”
“เจ้ารู้ไหม ตอนนี้อย่าว่าแต่ข้าเลยแม้แต่องค์ชายก็ช่วยเจ้าไม่ได้ เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดไหน”
“ท่านพ่อ ในเมืองหลวงแห่งนี้จะมีใครที่ใหญ่กว่าองค์ชายอีกหรือทำไมแม้แต่องค์ชายก็ยังช่วยข้าไม่ได้”
“เจ้ารู้ไหม คนที่เจ้าบอกว่าเป็นขยะทั้งสองคนนั้นเป็นใครคนหนึ่งที่เจ้าฉุดมานั้นคือองค์หญิงของอาณาจักรเมฆาหวนอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามในตอนนี้ ส่วนชายคนนั้นคือเจ้าเมืองจินเฟิงที่ปราบอาณาจักรตะวันฉายทั้งอาณาจักรให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนในเวลาไม่ถึงอาทิตย์”
“แม้แต่องค์กษัตริย์ยังไว้ไมตรี แต่เจ้ากลับกล้าทำเรื่องบัดซบดีแค่ไหนแล้วที่ก่อนไปเขาบอกให้ลงโทษเจ้าไม่ให้ถึงชีวิต”
ตุ๊บบบ...
เยี่ยซานแข้งขาอ่อนจนไม่มีแรงจะยืนอีกต่อไป
“โทษของเจ้านั้น พวกเราไม่อาจจะช่วยเจ้าได้คงได้แต่ไปคุยกับเฟิ่งหยูตรง ๆ เท่านั้น แต่เจ้าเองก็ต้องทำใจไว้ด้วยเพราะข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะโกรธมากน้อยขนาดไหน เพราะเจ้าไปจับคู่มั่นของเขามาเองเจ้าก็ต้องรอบรับผลของการกระทำของเจ้าเอง”
“ครั้งนี้เจ้าก่อเรื่องใหญ่จริงๆ ข้าเองก็จนใจ “
องค์ชายไป๋เซ่อเดินจากไปพร้อมกับเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณ
“มันเป็นความผิดของข้าเองข้าตามใจเขามากจนเกินไป ตามใจจนเขาเสียคนแบบนี้ มันเป็นความผิดของข้าเอง”
“ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ยังไงข้าก็ลองคุยกับเฟิ่งหยูอีกทีอย่างน้อยเฟิ่งหยูก็ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตของเยี่ยซาน”
“ไม่ต้องหรอกองค์ชาย ข้าขอบคุณในความหวังดีของท่านแต่ท่านอย่าได้ทำให้เฟิ่งหยูขุ่นเคืองใจเลยปล่อยลูกข้าให้เขารับโทษตามสิ่งที่เขากระทำเอง หากองค์ชายทำให้เฟิ่งหยูขุ่นเคืองใจในภายหน้าอาณาจักรของเราคงไม่สงบสุขเช่นเดิม”
“ขอบคุณที่ท่านเข้าใจ แต่ยังไงข้าก็คงต้องลองพูดดูสักครั้งหากเขาไม่ยอมก็คงต้องแล้วแต่พระบิดาของข้าจะตัดสินโทษเขาอย่างไรแล้ว”
“เอาหละข้าคงต้องขอตัวก่อน ท่านเองก็อย่าได้คิดมาเลยอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”
“น้อมส่งองค์ชาย”
เมื่อกลับมาถึงวัง เฟิ่งหยูปลอบใจองค์หญิงหนิงเอ๋ออยู่นานจนนางหลับไปเฟิ่งหยูจึงไปยืนรอองค์ชายไป๋เซ่อจนกระทั่งองค์ชายเดินทางกลับมาถึงตำหนัก
“ท่านยังไม่ไปพักผ่อนอีกหรือเฟิ่งหยู เกิดเรื่องขึ้นตั้งมากมายข้าต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
“ไม่เป็นไรหรอก องค์ชาย” เฟิ่งหยูเดินนำองค์ชายไปนั่งยังศาลาพักหลังหนึ่ง
“ท่านคิดจะลงโทษเยี่ยซานอย่างไร”เฟิ่งหยูถาม
“ข้าคิดว่าจะให้พระบิดาตัดสินพระทัยเขาตัดสินยังไงก็ต้องเอาตามนั้นแหละ เจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณเองก็เข้าใจดี”
“อีกไม่นานจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ข้าเองก็ไม่ได้คิดติดใจเอาความท่านจงตัดสินเยี่ยซานให้เขามาติดตามท่านจะได้ไหม”
“ทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วยท่านบอกเหตุผลข้าได้ไหม?”
“ได้สิ ข้อแรกที่ข้าให้เขาติดตามท่าน เพื่อให้เจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณเป็นหนี้บุญคุณท่านเขาจะไม่มีวันทรยศท่านอย่างแน่นอน ข้อที่สอง ท่านจะได้คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อท่านตอนนี้เยี่ยซานคงคิดได้แล้ว เขาคงแทบไม่เหลือทางให้เดินแล้ว”
“ หากท่านเลือกนำเขามาติดตามข้างกาย เขาคงไม่ทำตัวเช่นเดิมอีกหากยังทำตัวเช่นเดิมท่านเองก็ไม่ต้องไปสนใจเขาอีกต่อไปเพราะบิดาของเขาก็ต้องเข้าใจแล้วว่าท่านได้ช่วยเหลือจนสุดความสามารถแล้วข้อสุดท้าย คือ พวกเราต้องการกองกำลังของสำนักพยัคฆ์พิรุณในอนาคต เมื่อท่านสามารถทำให้เจ้าสำนักยินยอมติดตามท่านแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ยากเย็น”
“หากพระบิดาข้าทราบเรื่องนี้จะไม่วุ่นวายยิ่งกว่าเดิมอีกหรือ?”
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกลัวไปเรื่องราวยังไม่มีคนภายนอกรับรู้ท่านจงรีบให้คนไปแจ้งเจ้าสำนักให้ปิดเรื่องนี้ไว้และบอกว่าท่านได้ขอร้องข้าและข้าก็ให้อภัยแก่เขาแล้วแต่เพื่อไม่ให้เยี่ยซานทำตัวเหลวไหลอีกจึงต้องมาติดตามท่านนับว่าเป็นการสร้างบุญคุณอันใหญ่หลวงแก่พวกเขาไปด้วย”
“แล้วองค์หญิง....”
“เรื่องนี้ข้าจะอธิบายแก่นางเอง ท่านไม่ต้องกังวล”
“ก็ได้ข้าจะทำตามที่ท่านบอก............”
“ทหารรีบไปเชิญเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณและบุตรชายมาที่ตำหนักข้าตอนนี้เลย”
“พะยะค่ะ”
“ขอบคุณท่านมากเฟิ่งหยู หากเรื่องนี้ถึงพระบิดา เยี่ยซานคงไม่รอดและทางสำนักพยัคฆ์พิรุณคงไม่เต็มใจช่วยเราในอนาคต”
“เอาหละข้าคงต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน เชิญท่านตามสบายก็แล้วกัน...”
เพียงไม่นานเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณและบุตรชายที่เร่งรีบมาถึงตำหนักขององค์ชายไป๋เซ่อ
“ข้าได้ไปคุยกับเฟิ่งหยูแล้ว เขาไม่คิดติดใจเอาความเจ้าเยี่ยซานแต่ข้าก็ต้องลงโทษเจ้าอยู่ดี ดังนั้น ข้าจะให้เจ้ามารับใช้ข้า เจ้าต้องหมั่นฝึกฝนและเป็นองครักษ์ให้แก่ข้าหากเจ้ายังทำตัวเช่นเดิมอีกก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“ขอบคุณองค์ชาย”