สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 เทศกิจ

            ซุนเฟยพยักหน้าเบาๆ

            เขารู้ว่าพวกนักรบแปลกหน้าพวกนี้เป็นกองโจรที่แพรีสพูดถึงเดิมที ตามแผนการของแพรีสแล้ว เมืองแซมบอร์ดจะไม่มีพลังในการต่อต้านรอจนนางสังหารองค์หญิง ซุนเฟยและทุกคนบนยอดเขาตะวันออกจนสำเร็จพวกนางก็จะทำการปล้นและกวาดสมบัติของราชวงศ์ ขุนนางและพวกพ่อค้าที่ร่ำรวยไปจนหมด จากนั้นก็จะทำการเผาเมืองสังหารประชาชนที่เหลือลบเมืองแซมบอร์ดออกจากแผนที่ของราชอาณาจักรเซนิท นี่คงจะเป็นคดีสะเทือนขวัญที่องค์หญิงแห่งราชอาณาจักรถูกสังหารแต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำการตรวจสอบอย่างไร ก็จะไม่พบหลักฐานหรือพยานใดๆ หลงเหลืออยู่อีกทั้งสมบัติที่ปล้นชิงมา ก็จะนำไปเพิ่มศักยภาพทหารขององค์ชายโดมิงเกวซในการแย่งชิงราชบัลลังก์

            แพรีสคุ้นเคยกับวิธีนี้ดีเพราะนางเคยใช้วิธีนี้มาแล้วหลายครั้ง

            ในตำนานของแผ่นดินอาเซรอทเคยมีราชาบางคนที่นำคนของตัวเองออกปล้นเพราะพวกเขายากจนเกินกว่าที่จะอยู่รอดต่อไปได้ดังนั้นโดมิงเกวซจึงแอบชุบเลี้ยงกองโจรไว้อย่างลับๆเพื่อให้พวกมันทำการออกปล้นและนำความมั่งคั่งมาให้แก่ตนเองนั่นก็ไม่ได้ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจเท่าไรนัก ขุนนางดีๆ ใช่ว่าจะไม่มีเพียงแต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นโสเภณีที่อยากจะสร้างอนุสาวรีย์1

            ซุนเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะนึกถึงตอนที่ตัวเองอยู่บนยอดเขาแล้วเห็นเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ในเมืองพร้อมกับควันไฟหนาที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าจึงถามอีกคำถามอย่างค่อยไม่สบายใจว่า“อืม...นอกจากคฤหาสน์ของไวเคานต์ลิวอิสและพวกพ่อค้าแล้ว ในเมืองยังมีสถานที่อื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายไหม?”

            “ไอ้สารเลวพวกนี้มันบุกโจมตีพระราชวังแต่ก็ถูกขับไล่ไปได้ขอรับ ส่วนสถานที่อื่นๆ ไม่มีการบุกรุกโจมตีทั้งสิ้น...”บรู๊ครู้สึกสงสัยเล็กน้อย“ที่ทำให้รู้สึกแปลกใจก็คือเหมือนกับว่าไอ้พวกสารเลวน้อยพวกนี้มันจะรู้ถึงการกระจายความแข็งแกร่งและทรัพย์สินภายในเมืองอย่างชัดเจนดังนั้นจึงไม่มีการบุกรุกบ้านเรือนของประชาชน!”

            ซุนเฟยหัวเราะออกมาเสียงดัง“พวกมันเป็นโจรมืออาชีพ ถ้าพวกมันไม่รู้เรื่องพวกนี้สิค่อยน่าแปลกใจ...ฮ่าๆเจาะกระดูกไหล่และแขนขาของพวกมันทั้งหมด จากนั้นก็ล่ามโซ่ไว้อย่างแน่นหนาแล้วค่อยเอาไปขังไว้ใน 'ห้องมืด' หากมีคนมาไถ่ตัวพวกมันก็บอกไปว่าคนละหนึ่งร้อยเหรียญทอง แต่ถ้าภายในเดือนนี้ไม่มีคนมาไถ่ตัวก็เอาพวกมันทั้งหมดโยนลงแม่น้ำจูลี่ไปเป็นอาหารปลาซะ!”

            “น้อมรับพระบัญชา!”

            ประสิทธิภาพในการทำงานของบรู๊คสูงมากไม่ช้า เหล่านักรบแปลกหน้าทั้งห้าสิบหกสิบคนต่างพากันร้องโหยหวน ในยามที่ถูกโซ่เจาะเข้าไปตรงบริเวณแขนขาจากนั้นพวกเขาก็ถูกลากไปขังไว้ใน 'ห้องมืด'

            “วิธีการของฝ่าบาทช่างเด็ดขาดจริงๆ...ฉลาดมาก!”

            เมื่อเบสท์ที่นิ่งเงียบมาตลอดได้เห็นสภาพคฤหาสน์ของไวเคานต์ลิวอิสที่ไหม้เป็นเถ้าถ่านก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมานี่เป็นครั้งแรกที่เขามองซุนเฟยด้วยสายตาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนคนนี้นอกจากครั้งนั้นที่ถูกสุนัขยักษ์สีดำกัดแขน น้อยครั้งมากๆ ที่จะแสดงอารมณ์ชมชอบหรือโมโหออกมาสายตาของเบสท์เต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน ทั้งสงสัย ทั้งวางใจ และ...หวาดกลัว

            ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไรมากนัก

            เขารู้ดีว่าพ่อตาหมายถึงอะไร

            ใช่แล้ว การทำลายไวเคานต์ลิวอิสพวกขุนนางและพ่อค้าบางส่วนก็เป็นสิ่งที่ซุนเฟยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

            ความจริงแล้วในตอนที่มีการประชุมผู้นำเมืองแซมบอร์ดครั้งแรกหลังจากที่พวกทหารเกราะดำแตกพ่ายซุนเฟยก็รู้อย่างแน่ชัดว่า กลุ่มขุนนางเก่าที่มีไวเคานต์ลิวอิสเป็นตัวแทนจะต้องเป็นกลุ่มที่ตัวเองไม่สามารถใช้งานได้ในอนาคตพวกนี้จะพัฒนาเป็นมะเร็งร้ายของเมืองแซมบอร์ด ซึ่งซุนเฟยจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีที่จะขูด‘เนื้อเน่า’ พวกนี้ออกจากเมืองแซมบอร์ด หลายต่อหลายครั้งที่พวกไวเคานต์ลิวอิสขัดคำสั่งของซุนเฟยอย่างโจ่งแจ้งหลังจากที่ซุนเฟยทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านยากจนและอาณาจักรและนั่นทำให้ซุนเฟยเกิดความคิดว่า คนพวกนี้จะต้องถูกล้างออกจากเมืองแซมบอร์ดเสีย

            ซุนเฟยใช้เวลานานมากในการเตรียม 'แผนการกวาดล้าง'

            แผนการเดิมของซุนเฟยคือจะให้เอเลน่าและพวกโร้กสาวทำการกวาดล้าง ‘เนื้อเน่า’ พวกนี้ แต่จู่ๆ ก็มีพายุตั้งเค้าพัดเข้ามาไม่ช้า สัญชาตญาณก็ได้ร้องบอกซุนเฟยว่า...ไม่จำเป็นอีกแล้ว

            การลอบสังหารที่ยอดเขาตะวันออกครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสดี

            โอกาสดีในการยืมมีดสังหาร

            แม้ซุนเฟยจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าอันตรายจะมาในรูปแบบอะไรแต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อแผนการที่กำหนดไว้เมื่อซุนเฟยให้พวกชาวบ้านในเมืองพากันอพยพไปอยู่ที่ค่ายตรงชายฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำจูลี่เป็นการชั่วคราวแน่นอนว่าพวกไวเคานต์ลิวอิสจะต้องขัดคำสั่งของเขาซึ่งนั่นก็ตรงกับความคิดของซุนเฟยพอดี ดังนั้นซุนเฟยจึงไม่คิดที่บีบบังคับให้พวกเขาอพยพออกจากเมืองกลับกันยังยินยอมให้พวกเขาอยู่ในเมืองต่อ...ผลสุดท้ายเรื่องราวก็เป็นไปตามที่ซุนเฟยคาดการณ์ไว้ว่าเมืองแซมบอร์ดอาจถูกบุกโจมตี ซึ่งผลของการยืมมีดสังหารก็ลุล่วงได้ด้วยดี

            ตอนนี้พวกขุนนางเก่าในเมืองแซมบอร์ดก็ถูกกองโจรของแพรีสกวาดล้างจนสะอาดเอี่ยม

            ยิ่งไปกว่านั้น สมบัติที่พวกกองโจรปล้นไปทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือซุนเฟยซึ่งขุนนางและพวกพ่อค้าก็ไม่มีทายาทคนไหนเหลือรอดมาทวงเอาไป ดังนั้นตามประเพณีเมืองแซมบอร์ดและกฎหมายของราชอาณาจักรสมบัติพวกนี้จะถูกส่งเข้าไปในท้องพระคลังหลวง กลายเป็นสมบัติของราชวงศ์สำหรับซุนเฟยแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนยอดเขาตะวันออกทำให้พวกเขาได้รับทรัพย์อย่างมหาศาล รอจนบิดาของพวกเจ้าชายที่เข้าร่วมแผนการลอบสังหารครั้งนี้นำเงินมาไถ่ถอนตัวพวกมัน และรอให้แผนการสนับสนุนทางการเงินที่องค์หญิงลงนามได้รับการดำเนินการจะยิ่งทำให้เมืองแซมบอร์ดมั่งคั่งมากกว่านี้เผลอๆ อาจจะมั่งคั่งกว่าช่วงสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก

            และที่สำคัญก็คือ การทำให้ ‘กองทัพกการปฏิวัติ’ ของซุนเฟยได้ใสสะอาดมากขึ้น

            นับจากนี้เป็นต้นไปเมืองแซมบอร์ดก็จะเป็นอาณาจักรของซุนเฟยอย่างแท้จริงและคงไม่มีใครกล้าต่อต้านคำสั่งของซุนเฟยอีกและยิ่งไม่มีใครกล้าหน้าไหว้หลังหลอก แอบดำเนินการเรื่องชั่วๆ ลับหลังซุนเฟยต้องการให้ตัวเองเป็นเสียงเดียวในเมืองแซมบอร์ดและแผนการพัฒนาต่อจากนี้ก็สามารถดำเนินการได้อย่างสบายใจ

            เวลาผ่านไปเร็วมากความมืดเริ่มเข้าปกคลุมแซมบอร์ด

            ……

            วันที่สอง คณะทูตของราชอาณาจักรเซนิทก็ออกจากเมืองแซมบอร์ด

            'เทพสงครามแห่งเซนิท' อังเดร อาร์ชาวินไม่มีโอกาสได้อำลาซุนเฟยเขานำอัศวินหัวกะทิรีบร้อนออกจากเมืองแซมบอร์ดแม้ว่าการเดินทางกลับไปที่ราชอาณาจักรตอนนี้อาจจะเป็นอันตรายแต่เมื่อพิจารณาถึงความลับที่เขาแอบลอบออกมาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอาจจะรั่วไหลได้แล้วนั้น ด้วยเวลากระชั้นชิด จักรพรรดิยาชินนับวันยิ่งอาการแย่ลง ในเมืองหลวงเมฆลมก็เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างลึกลับตลอดเวลาในฐานะที่เป็นองค์ชายผู้มีแนวโน้มว่าจะได้สืบทอดราชบัลลังก์แล้ว หากอาร์ชาวินยังคงอยู่รักษาตัวต่อที่นี่ อาจถูกโดมิงเกวซซึ่งเป็นองค์ชายรองที่เป็นคู่แข่งฉวยโอกาสนี้ดึงกำลังสนับสนุนของเขาที่เมืองหลวงกลับดังนั้นเขาจึงต้องกลับไป

            โชคดีที่ 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' ครึ่งขวดที่ซุนเฟยให้มาทำให้อาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ของเขาได้รับการรักษาแล้ว

            และที่ทำให้คนคาดไม่ถึงคือเสนาธิการที่อาร์ชาวินขาดไม่ได้และเป็นมันสมองที่เชื่อถือได้ของเขาอย่างองค์หญิงนาตาชากลับขอปักหลักอยู่ที่เมืองแซมบอร์ดต่อเป็นการชั่วคราว

            อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ซุนเฟยจะสนใจ

            สำหรับเมืองแซมบอร์ดแล้ว ในที่สุดการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแล้ว แผนการปฏิรูปการเมืองและการทหารที่ได้เตรียมการมาตลอดหนึ่งเดือน มันได้เริ่มดำเนินการแล้ว

            หลังพิธีราชาภิเษกในที่สุดคำสั่งแรกของราชาที่ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาก็ออกมา

            เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการทหาร...

            เมืองแซมบอร์ดจะก่อตั้งกองพลสองกองใหญ่...

            กองพลเซนต์เซย่า

            และหน่วยรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองแซมบอร์ด...หรือที่เรียกกันว่า...เทศกิจ

            ถ้าเป็นชื่อแรกเหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดต่างยอมรับอย่างง่ายดาย แต่พอย่อเหลือแค่คำว่า ‘เทศกิจ’ ทำให้เพวกเขารู้สึกเหมือนกำลังโดนทดสอบจินตนาการอย่างโหดร้ายความหมายของชื่อนี้ยากที่จะเข้าใจ พวกเขาไม่รู้ว่านี่ก็แค่นิสัยโอตาคุกำเริบเท่านั้น...สำหรับซุนเฟยแล้วบางทีนี่อาจจะเป็นการย้ำเตือน บอกกับตัวเองว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอาศัยอยู่ที่โลกแบบไหนมาก่อน

            --------------------

            1 เป็นโสเภณีที่อยากจะสร้างอนุสาวรีย์ อุปมาว่า มีเจตนาที่ไม่ดี แต่ก็ยังต้องการชื่อเสียงที่ดี