อลินตาเงิยหน้าจากกำไลของวิญญาณนางรำ แล้วกวาดตามองไปทั่วบริเวณเป็นแบบนี้นี่เอง วิญญาณที่ถูกกินทุกดวงจะถูกฝังไอวิญญาณลงดินทั้งหมดเพื่อไม่ให้ไปผุดไปเกิดแต่ก็ไม่สามารถออกมาเร่ร่อนได้ตามปกติดังเช่นสัมภเวสีทั่วไป คล้ายกับงูดินหรือพวกแมลงตัวเล็กๆที่สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกแบบไม่มีวันลืมตาอ้าปากไปไหนได้นอกจากบริเวณที่ตนถูกฝังเอาไว้
อลินตารู้สึกหดหู่ใจยิ่งนักไอวิญญาณช่างไม่มีค่าอะไรเสียเลยและเมื่อมองออกไปด้วยดวงตาอันเป็นทิพย์ก็พบว่าบริเวณท้ายสวนหลังบ้านของเธอมีแสงสว่างเล็กๆเปล่งประกายคล้ายรอคอยการช่วยเหลืออยู่นับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นก็ยังรวมไปถึงวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางของที่คฤหาสน์หลังนี้อีกด้วยนี่หมายความว่าตลอดเวลาพวกมันสรรหากินดวงวิญญาณไปมากขนาดนี้เชียวหรืออลินตาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“พวกแกทำบาปทำกรรมกันถึงเพียงนี้เลยเหรอเนี่ย..” อลินตาอุทานด้วยความสะพรึงในชะตาชีวิตของดวงวิญญาณที่ถูกกินเข้าไปมากมายเหลือเกินแสงระเรื่อพวกนั้นกระพริบสลับกันวาบๆ ราวกับแสงไฟในงานศพ คล้ายกับจะร้องขอความช่วยเหลือหญิงสาวรับทราบเจตนาของเหล่าไอวิญญาณพวกนั้น เธอยืนหลับตานิ่ง ก่อนจะยกมือประนมแล้วเอ่ยสัจจะวาจา
“เอาล่ะๆฉันรับรู้แล้ว พวกท่านจงฟัง ไม่นานฉันจะช่วยปลดปล่อยพวกท่านให้ไปเกิดตามภพภูมิที่สมควรไปอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้ฉันยังหาวิธีปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกทำลายจนเหลือแต่เศษไอวิญญาณเช่นนี้ไม่ได้ดังนั้น ขอให้พวกท่านอดทนรอ ฉันให้สัญญา ด้วยเกียรติของหมอผีอย่างฉัน...” ฉับพลันเมื่ออลินตากล่าวจบ แสงทุกแสงก็รวมตัวกันสว่างพรึ่บราวกับว่าพวกเค้าทั้งหลายรับรู้การให้สัจจะวาจาของอลินตา
หญิงสาวเห็นด้วยตาทิพย์ดังนั้นก็ลืมตาขึ้นแววตาเปล่งประกายสีน้ำเงินเรื่อๆ ก่อนจางหายไป แทนคำมั่นว่าเธอจะต้องหาวิถีทางเพื่อจะเรียนรู้มนต์วิชาฟื้นไอวิญญาณเข้าสู่ธาตุวิญญาณก่อนจะปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นให้ไปเกิดและอีกวิชาที่อลินตาต้องการจะเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือการเกิดใหม่ในร่างคนเป็น..!!!ซึ่งงานนี้มีเพียงอาจารย์สินยเวทย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้นที่จะถ่ายทอดให้เธอได้
ทว่าในภพภูมิที่อาจารย์สินยเวทย์ อาศัยดำรงชีพอยู่นั้น ขณะนี้อาจารย์ผู้จอมขมังเวทย์ไม่ได้อยู่ประจำการในเรือนท้ายป่าช้าอย่างที่ควรจะเป็น ท่านอาจารย์ได้ฝากฝังยายกะลา ตากะลี อันเป็นผีเจ้าที่เจ้าทางผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งป่าช้าเฮี้ยนท้ายวัดร้างช่วยดูแลเรือนของตน
ซึ่งถ้าอาจารย์สินยเวทย์มีอำนาจถึงขนาดที่ว่าพูดคุยและต่อรองกับยายกะลา ตากะลี อันเป็นเจ้าแห่งผีได้ก็หมายความว่าอาจารย์ท่านนี้หาใช่ธรรมดาไม่และเมื่ออาจารย์สินยเวทย์ไม่อยู่เรือน ก็ทำให้ร่างๆ หนึ่งซึ่งยืนตะคุ่มอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ถึงกับหน้าหมองเศร้าไปในพริบตา
ยายแก่ผมเผ้ารุงรัง กำลังถูกรุกรานทั้งทางร่างกายและจิตใจเนื่องจากตัวเองเป็นผีกระสือโดยที่ไม่ได้อยากจะเป็นสักนิด แต่กลับต้องโดนหมอผีชั่วทำคุณไสยใส่จนกระทั่งยายเป็นกระสือในที่สุดยายจึงต้องเป็นกระสือรับใช้ให้กับมันหมอผีคนนั้นมีนามว่าหมอผีคมอาจ หมอผีชั่วคนนี้ได้บังคับให้ผีกระสือยายแก่ซึ่งชื่อของนางก็คือ ยายแจ่ม ให้เข้าไปกินเครื่องใน ตับไตไส้พุงของสัตว์ภายในเรือนท่านเศรษฐีมิ่งมงคล ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ถูกจ้างวานมา
แน่นอนท่านเศรษฐีมิ่งมงคลก็คอยจับตาดูอยู่แล้วว่าใครเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยตอนแรกนั้นก็คิดว่าเป็นฝีมือของสัตว์ร้าย แต่ไปๆ มาๆ หาได้ใช่สัตว์ไม่ ที่มากัดกินเครื่องในสัตว์ภายในเรือนของตน
นั่นก็เพราะว่าบ่าวในเรือนนั้นต่างก็เห็นเป็นตาเดียวกันว่าไอ้ที่มุดๆขลุกๆ อยู่ในเล้าไก่ มันมีแค่หัวกับไส้และเมื่อบ่าวไพร่ในเรือนเห็นชัดเจนแล้วว่าไอ้ตัวที่อยู่ในความมืดเป็นผีกระสือบรรดาบ่าวไพร่ก็วิ่งแหกกระเจิงกันไปคนละทิศ เพราะกลัวผีกระสือแต่ผีกระสือตนนั้นไม่ได้ทำร้ายใคร เมื่อมีคนพบเห็นมันก็รีบลอยหายลับไปในเงามืดยามราตรีกาล
ยายแจ่มรู้ดีว่าตนนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะว่าวิชาอาคมต่างๆ ที่มีอยู่ช่างน้อยนิด อีกอย่างยายแจ่มก็ผิดผีผิดครูโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากลูกน้องของหมอผีคมอาจนำว่านกระสือมาปลูกไว้ในบริเวณเรือนของยายแจ่มโดยที่ยายแจ่มไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
เหตุทั้งหมดมันมาจากในวันหนึ่งยายแจ่มเดินทางไปทำคลอดให้กับหญิงท้องแก่ อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งยายแจ่มนั้นได้สืบทอดวิชาหมอตำแยมาจากแม่ของตนและการเป็นหมอตำแยจะต้องอยู่กับของสดของคาว เลือด รกเด็กดังนั้นวิชาหมอตำแยในสมัยโบราณจะมีคาถาอาคมกำกับเพื่อให้การทำคลอดลุล่วงไปได้ด้วยดี เกิดการตายน้อยที่สุด
ข้อห้ามสำคัญสำหรับวิชานี้ก็คือ ห้ามนำว่านภูตผีต่างๆเข้ามาปลูกในบริเวณเรือน มิฉะนั้นของจะเข้าตัวซึ่งข้อห้ามนี้ยายแจ่มรู้ดีและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด บริเวณเรือนของยายแจ่มจะปลูกเฉพาะต้นไม้ยืนต้นและพืชผักสวนครัวโดยทั่วไป
จนกระทั่งวันเกิดเหตุ ยายแจ่มไปทำคลอดให้คนต่างหมู่บ้านเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับเรือน ใช้ชีวิตปกติแต่แล้วดวงจิตที่อยู่ในว่านกระสือนั้นก็เข้าสิงสู่ยายแจ่ม และค่อยๆเข้าแทรกกายหยาบของยายแจ่มจนกระทั่งมันสามารถใช้ร่างของยายแจ่มออกหากินได้ในที่สุด
ยายแจ่มรู้ดีเต็มอกว่านี่เป็นฝีมือของหมอผีคมอาจแต่ยายแจ่มก็สุดที่จะรู้ว่าหมอผีผู้นี้มากระทำกรรมกับตนทำไมและหมอผีคมอาจต้องการอะไรจากตนเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้ยายแจ่มทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ยายแจ่มไม่ต้องการเป็นกระสือ
ที่สำคัญไปกว่านั้นหากชาวบ้านรู้ ก็จะต้องพากันขับไล่ยายแจ่มออกจากหมู่บ้านแน่ๆแล้วถ้าโดนไล่ออกไปจากหมู่บ้านยายแจ่มจะทำเช่นไรเพราะหมู่บ้านนี้ยายแจ่มอยู่มาตั้งแต่เด็กจนแก่ ยายแจ่มไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครญาติที่ไหนก็ไม่มี ก็คงจะมีคนเดียวที่จะสยบหมอผีคมอาจได้ ซึ่งหมอผีฝีมือฉกาจคนนี้ อาจารย์สิยเวทย์
แต่ก็ดูเหมือนว่าวันนี้ความหวังของยายแจ่มจะพังคลืนเนื่องจากอาจารย์สินยเวทย์ไม่อยู่ที่เรือน และที่ยายกะลา ตากะลีผู้เป็นเจ้าแห่งป่าช้า อนุญาตให้ยายแจ่มเข้ามาถึงด้านหน้าเรือนของอาจารย์สินยเวทย์ได้นั้นก็เพราะกายหยาบของยายแจ่มยังไม่ได้เป็นกระสือเต็มร้อยยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่
แต่กระนั้นยายกะลา ตากะลีก็อนุญาตให้ยายแจ่มเข้ามาถึงเรือนอาจารย์สินยเวทย์ได้แต่จำกัดเวลาในระยะสั้นๆ เมื่อหมดหนทางยายแจ่มก็จำต้องกลับเรือนไปอย่างสิ้นหวังยายแจ่มรู้ดีว่าถ้าอาจารย์สินยเวทย์ไปนานกว่าวันพระหน้าจะมาถึงยายแจ่มจะไม่มีวันกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกเลย ยายแจ่มถอนหายด้วยความเศร้าสลดและคืนนี้ ยายแจ่มก็คงต้องออกหากินขอสดของคาวอีกเช่นเคย
ค่ำมืดดึกดื่นหญิงสาวนางหนึ่งในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำตาลเข้มผมทรงดอกกระทุ่มเฉกเช่นสตรีโบราณในยุคกลางของกรุงรัตนโกสินทร์ สตรีนางนั้นเดินจับผ้าคลุมศีรษะสีดำมองซ้ายมองขวาไปกับสตรีอีกคนที่แต่งตัวเหมือนกัน ทั้งสองมุ่งไปที่เรือนของหมอผีคมอาจสักพักก็กลับลงจากเรือนอย่างเร่งร้อนและถ้าหากใครตามไปดูก็จะพบว่าสตรีสองคนนี้เดินกลับเข้าบ้านท่านเศรษฐีมิ่งมงคล!!สองคนนั่นดูลักษณะภายนอกก็รู้ว่าเป็นบ่าวในเรือนแต่ทั้งสองคนลักลอบออกไปที่เรือนของหมอผีคมอาจทำไมในยามดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้...