ผู้อาวุโสของอีกสองขุมอำนาจกลายเป็นเงียบนี่ออกจะพาลเกินไปแล้ว ไม่พูดจามากมายก็ลงมือทันทีแถมยังไม่เห็นหัวนิกายเทพกระบี่ที่เป็นผู้นำโลกอีกด้วย
“ไม่ทราบว่าสหายเต๋ามาจากที่ใหน”ผู้อาวุโสนิกายพิษกล่าว
“เรื่องของข้า”ซีรั่วหยานกล่าว
“นางเป็นอะไรอารมณ์ไม่ดีงั้นเหรอ” เจ้าเมืองหันไปทางฉางเฟิง
ฉางเฟิงได้แต่ยิ้มขมขื่นเพราะตลอด 1 เดือนฉางเฟิงเอาแต่ฝึกฝน และไม่ได้สนใจนางมากนัก ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อผู้ชายของตนไม่สนใจย่อมอารมณ์เสียเป็นธรรมดา
“น้องหญิงเจ้าพอได้แล้ว”ฉางเฟิงเดินเข้าไปและจูงมือซีรั่วหยานมากลัวว่านางจะลงมือฆ่าคนจริงๆ
“เอ่อสหายพอจะรู้ไหมว่าค่ายกลนี้ทำลายยังไง” หญิงสาวหันไปทางซีรั่วหยาน
“เจ้าไปจัดการแล้วกัน”ซีรั่วหยานหันไปทางฉางเฟิงเห็นได้ชัดว่ายังโกรธอยู่ (ฉางเฟิงมันไม่ทำการบ้าน)
“อืมข้าขอตรวจสอบก่อน” ฉางเฟิงกล่าว
“เหอะให้ระดับเซียนไปจัดการเนี่ยนะ ไร้สาระ สวะขั้นเซียนมันจะไปแก้ค่ายกลได้อย่างไร”ถันโจวกล่าว
“หุบปากซะถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย”หญิงสาวกล่าว
“นี่เจ้า!!!!!!”ถันโจวโกรธมากถ้าไม่ใช่ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนสำคัญของหอสมบัติเขาคงจะลงมือกับนางไปแล้ว
“เฮ้อนายท่านให้กำเนิดตัวโง่งมแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง” กลุ่มคนที่ปกป้องถันโจวพากันส่ายหัวพวกเขาผิดหวังในตัวถันโจวมาก
“อืมค่ายกลนี้มันก็ไม่เห็นจะอันตรายอะไรเลย แค่ระดับจักรพรรดิเทพไม่สามารถเข้าไปได้เท่านั้นเอง”ฉางเฟิงตรวจสอบอยู่นานก็กล่าวขึ้น
“หมายถึงต่ำกว่าระดับจักรพรรดิเทพล้วนเข้าไปได้งั้นเหรอ”เจ้าเมืองตกใจ
“ใช่แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของค่ายกลนี้ จากที่ข้าดูเมื่อเข้าไปแล้วพลังบ่มเพาะทั้งหมดจะถูกผนึกและใช้ได้เพียงพลังกายและพลังจิตเท่านั้น”ฉางเฟิงกล่าว
“แบบนั้นมันอันตรายไม่ใช่เหรอ”หลายคนได้ยินก็กล่าวขึ้น
เกิดข้างในมีอันตรายหรือกับดักซ่อนอยู่และพวกเขาไม่สามารถใช้พลังปราณได้ก็เท่ากับไร้ทางต่อสู้
“ยอดเยี่ยมแบบนี้ก็เหมาะกับพวกเราเลย”ศิษย์ของสมาคมผู้ใช้พลังจิตที่มีพลังจิตระดับเทพพุ่งเข้าไป
และเป็นไปตามที่ฉางเฟิงกล่าวพวกเขาเข้าไปได้เพียงแต่เมื่อพวกเขาไปถึงทางขึ้นบันได้พลังจิตของเขากลับถูกกดทับเอาไว้เหลือแค่ระดับจักรพรรดิเซียนเท่านั้นเอง
“อึกนี่มันอะไรกัน ทำไมพลังจิตของข้าถึงตกลง”
“น่าจะเป็นเงื่อนไขที่เทพกระบี่เหลือเอาไว้ชั่งเป็นคนที่รอบคอบจริงๆ” เจ้าเมืองกล่าว
“แสดงว่าจักรพรรดิเทพถ้ากดพลังเอาไว้ก็น่าจะเข้าไปได้ละสิ”ผู้อาวุโสนิกายพิษกล่าว
ผู้อาวุโสนิกายพิษผนึกพลังบ่มเพาะของตนเองจนเหลือระดับเทพก่อนจะเข้าไปแต่จากนั้นพลังบ่มเพาะของผู้อาวุโสคนนั้นก็ตกลงสู่ระดับจักรพรรดิเซียน
“ทำไมถึงถูกผนึกพลังบ่มเพาะมากขนาดนี้”ผู้อาวุโสนิกายพิษตกใจ
“ดูท่าค่ายกลชั้นแรกจะมีไว้แค่เตือนหรือไม่ก็หลอกล่อส่วนของจริงอยู่ข้างในดูเหมือนทุกคนจะถูกผนึกพลังไว้ที่จักรพรรดิเซียนทุกคน”ฉางเฟิงกล่าว
“ถ้างั้นพวกเราก็เข้าไปเถอะ”ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงและพวกซีรั่วหยานก็เข้าไปนอกจากซีรั่วหยานแล้วพวกฉางเฟิงไม่ได้รับผลกระทบเพราะพลังบ่มเพาะยังน้อยแต่สำหรับซีรั่วหยานนางได้ตรวจสอบพลังของค่ายกลจนเข้าใจซึ่งถ้านางต้องการนางสามารถคลายผนึกได้อย่างง่ายดายแต่นางก็ไม่ได้ทำเพราะนางต้องการให้ฉางเฟิงได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่
“ผู้ที่ต้องการรับสมบัติของข้าจะต้องขึ้นไปบนยอดเขาด้วยการก้าวขึ้นไปยังบันไดหินเท่านั้นห้ามใช้เส้นทางอื่นเด็ดขาดไม่งั้นค่ายกลสังหารทั้งหมดจะถูกกระตุ้นต่อให้จักรพรรดิเทพขั้นที่9 ก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้” เสียงดังออกมา
“อย่างที่คิดมันเป็นการทดสอบน่าสนใจ” ฉางเฟิงกล่าว
“ทุกๆ100 ขั้น จะมีตำหนักให้หยุดพักซึ่งในตำหนักจะมีรางวัลให้กับผู้ที่ตัดสินใจหยุดเดินขึ้นไปบนยอดเขาแน่นอนว่ายิ่งขึ้นมาสูงก็ยิ่งได้รางวัลที่ดี แต่สำหรับใครที่รู้ขีดจำกัดของตนก็สามารถเลือกรับรางวัลและยอมแพ้ไปได้เช่นกัน”เสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่างงี้นี่เองตำหนักพวกนั้นมีไว้เพื่อสิ่งนี้สินะเดี๋ยวก่อนนะมีตำหนักทั้งหมด 10 หลังเท่ากับว่ามีบันไดทั้งหมด 1000 ชั้นงั้นเหรอ”หลายคนพากันมองไปยังบันไดที่สูงชันด้วยความกังวล
“ใหนข้าขอลองหน่อยว่าบันไดพวกนี้มีอะไรซ่อนอยู่”ผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่งก้างขึ้นไป ซึ่งชั้นแรกเขากลับไม่รู้สึกอะไรเลยก้าวต่อไป
“อึก!!!!!!”
“เกิดอะไรขึ้น”ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
“ข้ารู้สึกเหมือนกับมีกระบี่ทิ่มแทงมายังร่างกายและดวงจิตเลย”
“หรือว่ายิ่งขึ้นสูงการก็ยังต้องรับการโจมตีมากขึ้น”
“เหอะบททดสอบนี้มีเพียงนิกายเทพกระบี่ของพวกเราเท่านั้นที่ทำได้” ผู้อาวุโสของนิกายเทพกระบี่พากันขึ้นไปด้วยความมั่นใจซึ่ง 10 ชั้นแรกพวกขากลับไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะพวกเขาฝึกฝนกระบี่มาทั้งชีวิตแน่นอนว่าต้องคุ้นชินกับการขัดเกลาร่างกายและดวงจิต
แต่หลังจากชั้นที่10 ขึ้นไปมีศิษย์ที่อ่อนแอบางคนเริ่มหน้าเปลี่ยนสีและจริงจังกันมากขึ้น
“บัดซบพวกเราเองก็รีบไปเถอะ” อีกสองนิกายพากันขึ้นไป
“พวกเราเองก็ไปกัน”ผู้คนอื่นๆก็ขึ้นไปกันจนหมด
“แล้วเจ้าไม่ไปงั้นเหรอ”เจ้าเมืองมองไปยังฉางเฟิง
“ไม่รีบ”ฉางเฟิงเตรียมตัวเองให้พร้อม
และเมื่อคนขึ้นไปทั้งหมดฉางเฟิงก็เริ่มขึ้นไปแม้ลั่วจีจะไม่ได้สนใจกระบี่เทพอะไรแต่นางก็ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนกายเนื้อและดวงจิตใช่แล้วสำหรับพวกฉางเฟิงนี่คือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง
“เคร้งๆ”ถูคงเดินขึ้นไปถึงชั้นที่ 10 ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับกระบี่ปะทะกับเหล็กดังออกมาเห็นได้ชัดว่าร่างกายของถูคงนั้นเหมือนกับเหล็กกล้าและการโจมตีในชั้นที่ 10 ไม่ได้ผลกับเขาแต่ถูคงกลับได้รับผลกระทบทางวิญญาณมากกว่า
ส่วนฉางเฟิงและซีรั่วหยานกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยแม้ซีรั่วหยานจะไม่ได้ฝึกฝนกระบี่เป็นหลักแต่วิญญาณและกายาของนางได้ถึงระดับพระเจ้าไปนานแล้วเพราะงั้นมันไร้ความหมายสำหรับนางส่วนตัวแสบทั้งสองแน่นอนว่ายิ่งไม่ต้องกังวล
เสี่ยวเสี่ยวนางวิ่งเล่นไปมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นส่วนศิลาน้อยยิ่งไม่ต้องถูดถึง ตัวมันถูกสร้างขึ้นมาจากฟ้าดิน ไม่ว่าจะร่างกายหรือวิญญาณล้วนแข็งแกร่งโดยที่ไม่ต้องฝึกฝนดังนั้นการทดสอบพวกนี้ไม่มีผลกับศิลาน้อยเช่นกัน
“ข้าละอิจฉาพวกนั้นจริงๆ”ถูคงกล่าว
“ไม่มีใครในโลกที่ไม่อิจฉาพวกเขาหรอก”ลั่วจียังอิจฉาทั้งสองคนนี้เพราะนางได้เห็นแล้วว่าทั้งสองคนนี้วันๆไม่ทำอะไรเล่นอย่างเดียวแต่กลับแข็งแกร่งขึ้นทุกวันแต่พวกนางและฉางเฟิงกลับต้องฝึกฝนแทบตายกว่าจะแข็งแกร่งขึ้นมาได้