ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    กลุ่มคนตัดไม้

    “ปวดหลังเป็นบ้า!” สมิธตื่นนอนขึ้นมาด้วยอาการปวดหลังเพราะเตียงที่เขานอนแทบจะไม่มีความเป็นเตียงอยู่เลยโคตรแข็ง!

     

    สรุปคืนทั้งคืนสมิธก็ไม่เจอผีหรือเจอเรื่องราวสยองขวัญแม้แต่นิดเดียวทุกอย่างดูปกติที่สุด ไม่มีเสียงเดิน ไม่มีเสียงน้ำไหล ไม่มีเสียงก๊อกแก๊ก ไม่มีอะไรใต้เตียง ไม่มีอะไรทั้งนั้นที่ส่อไปในทิศทางเรื่องสยองขวัญ สมิธนอนหลับสบายดี ห้องน้ำก็สะอาดระดับมาตรฐาน เตียงก็สะอาดระดับมาตรฐาน ห้องก็ปกติดี โดยรวมแล้วเป็นโมเทลที่หลอนเฉพาะแค่ภายนอกแต่ภายในปกติทุกอย่าง

     

    “น่าเสียดายนะเมื่อคืนไม่เจอผีเลย” สมิธพูดติดตลกกับกรียชิลด

     

    “ข้าเองก็เสียดายเพราะข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เรียกว่าผีมันน่ากลัวยังไง หากข้าเจอข้าอาจพอจะเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงกลัวกันมากนัก” กรีนชิลดเองก็เสียดายเหมือนกันเพราะตัวมันเองก็อนากเจอเพราะอยากพิสูจน์ว่าผีมันน่ากลัวตามที่มนุษย์กลัวกันหรือไม่

     

    สมิธอาบน้ำ กรีนชิลดดูดน้ำจนเต็มราก เมื่อทั้งคู่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วสมิธออกจากห้องแล้วล็อคก่อนจะเดินไปคืนกุญแจ เมื่อคืนกุญแจห้องเสร็จสมิธมาที่รถเพื่อออกเดินทางต่อในทันที หลังออกจากโมเทลสมิธขับมาราวๆหนึ่งชั่วโมงเขารู้หิวจึงแวะจอดร้านอาหารข้างถนนซึ่งเป็นร้านสำหรับผู้ขับขี่โดยเฉพาะ

     

    เมื่อเข้ามาภายในร้านสมิธหาที่นั่งได้พนักงานเสริฟก็มาคอยรับออเดอร์เขาทันที

     

    “ผมขอ เบคอน 3 ไก่ทอด 2 แล้วก็เบอร์เกอร์ปลาไซส์กลาง 1” 

     

    “ข้าขอแพนเค้กเอาแบบเต็มจานมาเลย แล้วก็ราดน้ำเชื่อมผสมกับน้ำผึ่งมาเลยขอแบบแฉะๆ” 

     

    “ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”

     

    หลังจากสาวเสริฟมารับออเดอร์แล้วจากไปพวกเขารอเพียงไม่นานอาหารที่สั่งก็มาถึง ทั้งสองกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยเฉพาะกรีนชิลดที่ดูน่ามีความสุขมากที่สุขภายในร้านแห่งนี้และในขณะนั้นเองก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาภายในร้าน

     

    “นายว่าหน้าตาของเจ้าต้นนั้นเป็นไง?”

     

    “ก็คงเหมือนต้นไม้ปกติแหละมั้ง ถึงมันจะมีชีวิตแต่มันก็ไม่น่าจะแหวกอะไรมาก”

     

    “ฉันว่านับวันโลกเรามันยิ่งบ้า คิดดูดิว่าก่อนหน้านี้พวกเราได้แต่ตัดแต่งต้นไม้ปกติแต่มาวันนี้พวกเราดันต้องไปตัดต้นไม้ที่มีตามีปาก”

     

    “ทั้งเราและโลกมันก็บ้าขึ้นทุกวันแหละว่ะ”

     

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

     

    “นายได้ยินที่พวกนั้นคุยหรือเปล่า?” สมิธหยุดกินและหันไปถามกรีนชิลด

     

    “ได้ยินสิ นายสงสัยหรือไงว่าต้นไม้นั้นจะใช้เผ่าพันธุ์บาร์คหรือเปล่า?” แม้ตัวมันจะมุ่งมั่นกับการกินแพนเค้กเป็นอย่างมากแต่มันก็ยังสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัวอยู่บ้างและตลอดเวลาตัวมันได้ยินการสนทานาของกลุ่มคนเหล่านั้นทุกคำพูด

     

    “ไม่ล่ะฉันไม่คิดว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์นาย ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นบางอย่างที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อฟาร์ม” สมิธไม่คิดว่าสิ่งมีชีวิตนั้นที่กลุ่มคนเหล่านั้นกำลังจะไปกำจัดเป็นเผ่าพันธุ์บาร์ค เพราะถ้าเป็นพวกบาร์คจริงคงไม่แสดงตัวให้มนุษย์เห็นง่ายๆแบบนี้

     

    “ก็แล้วแต่เจ้า” กรีนชิลดเอายังไงก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยคือกินแพนเค้กแสนอร่อยนี้ให้หมด

     

    หลังจากที่สมิธกินอาหารเสร็จแล้วเขาจ่ายค่าอาหารและทิปไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินไปหากลุ่มชายเหล่านั้นที่กำลังกินอาหารกันอยู่

     

    “ขอโทษครับพอดีผมได้ยินที่พวกพี่คุยกันแล้วผมเองก็เป็นพวกสนใจในเรื่องต้นไม้เป็นอย่างมาก ดูนั้นสิครับสิ่งมีชีวิตคล้ายคลึงกับต้นไม้นั้นเพื่อนผมเองครับ” สมิธเดินเข้าไปทักทายอย่างเป็นมิตรพร้อมกับพูดออกมาในเชิงให้ความสนใจก่อนจะแนะนำกรีนชิลดให้คนเหล่านี้ได้ดูเพื่อยื่นยันว่าเขาสนใจจริง

     

    “จริงด้วยว่ะ ทุกคนดูดิอย่างกับในหนัง”

     

    “ใช่ ใช่ เหมือนอะไรน่า เหมือนอะไรสักอย่าง”

     

    “นั้นไงหนึ่งผู้พิทักษ์จักรวาล”


    กลุ่มคนเหล่านี้เหมือนจะถูกใจกรีนชิลดสมิธที่เห็นแบบนี้ก็ยิ้มเลยเขาทางเขาพอดี

     

    “พวกพี่พอจะบอกรายละเอียดของต้นไม้พวกนั้นให้ผมฟังได้ไหมครับ”

     

    “ได้ดิมันไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร! พวกฉันได้รับการว่าจ้างให้ไปตัดต้นไม้แต่ต้นไม้ที่ว่ามันไม่ใช่ต้นไม้ปกติทั่วไป งั้นดูนี้ผู้ว่าจ้างส่งมาให้ฉันดุว่าต้นไม้ต้นนั้นหน้าตาเป็นไง...”

     

    เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับเปิดรูปต้นไม้ให้สมิธดู

     

    “นี้ไงต้นไม้ที่ว่า เป็นไงโคตรแปลกเลยใช่ไหม”

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย ที่คุณอ่าน