TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 137 การต่อสู้ในอบิสระดับสีแดง

    ตอนที่ 137 การต่อสู้ในอบิสระดับสีแดง


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    การลงเทรดในครั้งนี้ดูผ่อนคลายยิ่ง นั่นเพราะทุกคนล้วนมีความเป็นมืออาชีพ


    กลุ่มของเฟิร์สผ่านเข้าไปในประตูอบิส


    เมื่อโผล่ออกมาพวกเขาก็พบกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล อุณหภูมิของที่นี่ร้อนแรงมากกว่าเจ็ดสิบองศา หากขุดลึกลงไปใต้พื้นดิน อุณหภูมิของมันก็ยิ่งสูงมากกว่านี้


    มันไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้ แต่เมื่อเฟิร์สเข้ามาเขาก็พบว่ามีเวเนเตอร์คนหนึ่งที่ใช้อาวุธสปีริตคล้ายร่มกางเขตแดนป้องกันอุณภูมิร้อนเหล่านี้เอาไว้แล้ว 


    เมื่อเหลือบไปเห็นผู้คนกลุ่มอื่นๆ พวกเขาก็รีบเตรียมตัวแล้วออกเดินทางกันในทันที 


    เหล่าสายสนับสนุนต่างใช้พลังของตนเองสร้างสถานะป้องกันความร้อนเหล่านี้ให้กับสมาชิกในกลุ่มของตนเอง


    กลุ่มของเฟิร์สนอกจากเฟิร์สที่เป็นสายสนับสนุนแล้ว ก็ยังมีกระต่ายดำที่เป็นสายสนับสนุนอีกคน 


    ขึ้นชื่อว่าเป็นเวเนเตอร์ดาราแดง พลังการสนับสนุนของเธอย่อมไม่ธรรมดา


    “ฉันจะสนับสนุนพวกคุณเอง” กระต่ายดำโบกมือครั้งหนึ่งปากกาสีแดงก็ปรากฏในมือของเธอ


    เธอใช้ปากกาด้ามนั้นเขียนลงบนอากาศด้วยอักษรประหลาด แต่อักษรเหล่านั้นกลับมาให้ดวงตาของเฟิร์สเบิกกว้างขึ้น


    ‘นี่ฉันพลาดไปได้ยังไง! วิถีชี้แนะสายสนับสนุนหรือแม้กระทั่งการโจมตีล้วนมีร่องรอยของอักขระสปีริตแฝงไว้ ฉันมัวแต่ไปค้นหาวัตถุที่จารึกอักขระ แต่ลืมไปว่าภายในวิถีชี้แนะนั้นก็มีอักขระสปีริตอยู่เช่นกัน ถ้าฉันศึกษาอักขระจากข้างในนั้นได้ก็ไม่ต้องค้นหาอย่างคนตาบอดอีกต่อไป’ หัวใจของเฟิร์สรู้สึกลิงโลดขึ้นมา


    หลังจากที่เขาเคยผ่านประสบการณ์การเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีครามที่สามารถมองเห็นกฎเกณฑ์ของโลกได้มาแล้ว เขาก็ตระหนักได้ถึงการมองอักขระที่แฝงอยู่ในพลังสปีริตที่มีวิถีชี้แนะ


    ดูเหมือนว่าวิถีชี้แนะนี้แทบจะไม่ต่างไปจากวิถีสายเลือด การชี้แนะจะถูกเปิดออกหลังจากที่ผู้บ่มเพาะมีพลังสปีริตที่สูงขึ้น ซึ่งวิถีสายเลือดก็ใช้แนวทางเดียวกัน


    ดูเหมือนว่าการลงเทรดในครั้งนี้ก็ไม่ได้ไร้สาระมากนัก


    อักขระของกระต่ายดำที่เขียนขึ้นมากลายเป็นละอองแล้วพุ่งเข้าหาสมาชิกในกลุ่ม


    ตอนนั้นเองพวกเขาก็รู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก อุณหภูมิที่สัมผัสไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป


    “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ฉันช่วยอีกแรงก็แล้วกัน ... แต่เจ็บนิดหน่อยนะ” เฟิร์สยิ้มและเอ่ย ก่อนที่เขาจะสะบัดมือออกไปแล้วเข็มสีแดงสี่เล่มก็พุ่งออกไป


    ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!


    เข็มทั้งสี่เล่มพุ่งเข้าไปในร่างของคนทั้งสี่ แล้วบนร่างของพวกเขาก็ปรากฏรอยสักอักขระสีแดงกระพริบวาบ พลังกำลัง ความเร็ว และการต้านทานสถานะเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว


    “อาจจะน่าเกลียดไปสักหน่อย แต่เมื่อพลังของมันหมดลง มันก็จะหายไปเอง” เฟิร์สเอ่ยแนะนำ


    “ว๊าว ฉันรู้สึกถึงพลังของฉันที่เพิ่มมากขึ้นเลยล่ะ” ดาบฟ้าเอ่ยอย่างดีใจ


    “แล้วนายไม่บัฟให้ตัวเองหรอ?”


    “ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ ผมสามารถกระตุ้นพลังจากข้างในร่างได้ทันที”


    “โอ้ แบบนี้นี่เองสินะถึงทำให้นายแข็งแกร่งถึงกับเข้าไปลุยในอบิสสีขาวได้คนเดียว”


    เฟิร์สไม่ได้ตอบแต่เพียงยิ้มรับ


    “กลุ่มของพวกเรามีสายสนับสนุนถึงสองคน และฉันได้ยินมาว่าเฟิร์สวัน นายสามารถต่อสู้ได้ด้วยใช่ไหม?” แว่นใหญ่เอ่ยถาม


    “พวกนายสามารถเชื่อใจฉันได้” เฟิร์สตอบ


    “ดี ถ้าเป็นแบบนี้กลุ่มของพวกเราก็ไม่ต้องกลัวการสูญเสียแล้วล่ะ” ดาวเงินเอ่ยอย่างโล่งใจ


    “สูญเสีย?” เด็กหนุ่มผู้มาใหม่เอ่ยด้วยใบหน้ามีเครื่องหมายคำถาม


    “ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเวเนเตอร์ดาราแดง แต่ทุกๆ การลงอบิสล้วนมีความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เชื่อไหมว่าในทุกๆ การลงเทรดจะมีคนที่พลาดและตายไปอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะแบบนี้แคลนแต่ละแคลนจึงมีสมาชิกไม่ต่ำกว่าร้อย เวเนเตอร์ดาราแดงไม่ได้ไร้เทียมทาน ต่อให้เป็นพวกเก้าแฉก หากประมาทก็สามารถตายได้เช่นกัน” แว่นใหญ่อธิบาย


    “ภารกิจในครั้งนี้จะไม่มีใครตายอย่างแน่นอน” เฟิร์สเอ่ย


    “ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” กระต่ายดำยิ้ม


    “ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้วที่พวกเราจะออกล่า ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเราคงโดนกลุ่มอื่นล่าไปก่อนหมด” แว่นใหญ่เอ่ยพร้อมกับทะยานออกไปในทันที


    เพราะการลงเทรดของแคลนไม่มีวอชเชอร์ของนิวโฮปมาคอยสอดแนม การเคลื่อนไหวจึงคล่องตัวเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถทำอะไรได้ตามใจที่นี่ ขอเพียงแค่อยู่ในกฎของแคลน


    พวกเขาทั้งห้าต่างทะยานตัวออกไป การเคลื่อนไหวของพวกเขาเร็วมาก 


    คนในกลุ่มหลายคนมักจะหันมามองเฟิร์สอยู่เป็นระยะๆ เพราะกลัวว่าเฟิร์สจะไล่ตามพวกเขาไม่ทัน


    แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเฟิร์สนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและมีท่าทีที่สบายๆ เป็นอย่างมาก


    แล้วพวกเขาก็ไม่เป็นห่วงเฟิร์สในเรื่องนี้อีกเลย


    สำหรับเวเนเตอร์ดาราแดงเช่นพวกเขา แม้จะเป็นสายสนับสนุนแต่ก็ได้รับพลังสปีริตเสริมเข้าสู่ร่างกายโดยตรง จึงทำให้มีพละกำลังและความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ธรรมดา


    กลุ่มของเฟิร์สเคลื่อนที่ไปเร็วมาก ออกจากพื้นที่ปลอดภัยมาไม่นาน พวกเขาก็ได้พบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับมอนสเตอร์งูยักษ์ที่มีหัวทั้งสองด้านและมีเกร็ดเป็นโลหะที่เงาวาบ 


    แว่นใหญ่ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเคลื่อนผ่านไปอย่างไม่สนใจ พวกเขาแทบไม่ได้หยุดมองหรือเข้าไปช่วยเหลือ แต่สายตากำลังมองหามอนสเตอร์กลุ่มใหม่เพื่อต่อสู้


    กฎของแคลนนั้นเป็นเช่นนี้ ที่นี่เป็นเพียงอบิสระดับต่ำเท่านั้น มิหนำซ้ำยังเป็นการกวาดล้างระลอกสาม การต่อสู้กับมอนสเตอร์กลุ่มหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไร


    แต่ละกลุ่มจึงต้องหามอนสเตอร์ของตนเอง เพราะแกนสปีริตที่หาได้จะตกเป็นของกลุ่มที่ออกล่า


    พวกเขามาที่นี่ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือเงินทอง แต่เป็นเป็นเพราะเส้นทางการบ่มเพาะของพวกเขาขึ้นอยู่กับแกนสปีริตที่จะได้รับเหล่านี้


    อบิสแต่ละแห่งนั้นมีความกว้างใหญ่ไม่เท่ากัน บางที่ก็เล็กพอๆ กับเกาะแห่งหนึ่ง บางที่ก็มีอาณาเขตราวกับจะไร้ที่สิ้นสุด แต่เวเนเตอร์ก็มีความอดทนและการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วมาก ระยะทางจึงไม่ได้เป็นปัญหาของพวกเขาแต่อย่างใด


    พวกเขาเดินทางออกไปไม่กี่ไมล์ ในที่สุดก็พบร่องรอยของมอนสเตอร์


    “ตรงนั้น!” แว่นใหญ่หยุดก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังกลุ่มมอนสเตอร์อย่างไม่เกรงกลัว


    เขายื่นแขนออกไปแล้ววัตถุทรงกลมสีแดงก็ปรากฏออกมา 


    เพล้ง!


    วัตถุทรงกลมนั้นแตกออกแล้วพลังสีแดงข้างในก็คลุมทั้งร่างของแว่นใหญ่ เปลือกนอกที่กระเทาะของมันกลายมาเป็นชุดเกราะที่แข็งแกร่งชุดหนึ่ง ทำให้แว่นใหญ่ในตอนนี้ดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก


    แว่นใหญ่ในตอนนี้กลายเป็นนักรบในชุดเกราะสีแดงที่ดูขึงขัง เขาพุ่งเข้าหามอนสเตอร์งูยักษ์ที่สูงใหญ่เท่าตึกสี่ชั้นแล้วชัดหมัดออกไปอย่างไม่เกรงกลัว


    ปัง! ปัง! ปัง!


    “พวกเราก็ไปกันเถอะ”


    ดาบฟ้าคว้าดาบใหญ่ออกมาจากความว่างเปล่าก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไป


    ดาบใหญ่ทรงพลังเป็นอย่างมาก พลังกดดันสีแดงที่แผ่ออกมาทำให้อากาศสั่นไหว


    ปัง!


    งูยักษ์สองหัว แม้จะถูกดาบใหญ่ฟันเข้าอย่างจังแต่มันก็ทำได้แค่กระเด็นออกไปเท่านั้น เพราะเกล็ดของงูนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก


    ดาวเงินเองก็นำอาวุธสปีริตของตนเองออกมาเหมือนกัน มันเป็นแส้ที่เปล่งแสงสีแดงระยิบระยับ ไม่ต่างไปจากดวงดาวเลยแม้แต่น้อย


    เขาฟาดแส้ไปที่งูยักษ์หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้เลย


    การต่อสู้ของทั้งสามใหญ่โตครึกโครม ทำให้งูยักษ์ตัวอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นรับรู้และเข้ามาผสมโรง


    “จัดการมันก่อน!” แว่นใหญ่ตะโกนขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเปิดใช้ทักษะของตัวเอง


    โครม!


    ร่างในชุดเกราะขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นอสูรยักษ์สีแดงตนหนึ่งที่มีแว่นใหญ่เป็นศูนย์กลาง


    แว่นใหญ่จับเข้าที่กลางลำตัวของงูยักษ์ตนนั้นก่อนจะเหวี่ยงมันฟาดลงพื้นอย่างรุนแรง


    ทว่าร่างกายของงูยักษ์กลับระเบิดความร้อนสูง ช่องตามเกร็ดของมันเปล่งแสงสีแดงสดและเคลื่อนไหวไปที่ส่วนหัวทั้งสองด้าน


    ครืน!


    วูม!


    ของเหลวสีแดงที่เหมือนลาวาร้อนเดือดถูกพ่นออกมาเป็นเส้นสาย


    กระต่ายดำไม่รอช้าเธอวาดอักขระส่งพลังรักษาให้กับแว่นใหญ่ในทันที


    ท่าทางของงูยักษ์ตนนั้นเหมือนจะได้รับบาดเจ็บบ้างแล้ว ทั้งดาบฟ้าและดาวเงินจึงไม่รอช้ารีบสำแดงทักษะของพวกเขาโจมตี


    ทว่างูยักษ์ที่อยู่ข้างเคียงนั้นเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก เพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจงูทั้งสี่คงจะมาถึงที่นี่


    “ถ้าอย่างนั้นพวกที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ” เฟิร์สกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ก่อนที่เท้าของเขาจะก้าวออกไปด้วยท่าร่างเดินชมจันทร์ขั้นสมบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน