ตอนที่ 3
เขตตะวันตก ณ ทวีปพยัคฆ์ขาว...
เขตตะวันตกแห่งนี้ มีอาณาเขตดินแดนกว้างขวางจนถูกแยกย่อยเป็มณฑลเล็ก ๆ มากมาย กระจายอยู่ตามพื้นที่ หนึ่งในนั้น คือ มณฑลเฮย เป็มณฑลรกร้างที่ไม่ค่อยจะมีบุคคลภายนอกมาเยี่ยมเยือนนัก...แม้แต่คนของราชสำนัก หรือสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ยังปฏิเสธที่จะเข้ามาดูแลเพราะมณฑลแห่งนี้ มักถูกเรียกว่าดินแดนไร้กฎหมาย
ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง... ชุมชนนี้เป็ส่วนหนึ่งของ มณฑลเฮยว่ากันว่าเป็ตำแหน่งสุดท้าย ที่สามารถมองเห็นดวงตะวันลับขอบฟ้า ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านกว่า7 หมู่บ้าน มีอาณาเขตพื้นที่รกร้างที่กว้างใหญ่
ชายชราผู้หนึ่ง ย่างก้าวแ่เบาเดินทางพร้อมเด็กสาวที่นั่งบนหลังม้าสีขาวขุ่น... แม้ว่าม้าตัวนี้จะพยายามควบวิ่งด้วยความเร็วเพียงใด แต่ก็คล้ายว่า ชายชรายังสามารถจูงม้าไว้ข้างกายมิห่าง สืบเท้าด้วยวิชาตัวเบาล้ำเลิศประดุจสายลมเคลื่อน...
จวบจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง... สถานศึกษาศาสตร์อักษร
“ซวงซวง... เ้าอย่าวิ่งเล่นซุกซนไป ปู่แวะเวียนหาสหายมินานนัก...”ชายชรา กล่าวกับหลานสาว
“เ้าค่ะ... หลานจะอยู่ที่นี่กับ ไป๋เอ๋อ” เด็กสาววัย 15กล่าวพลางลูบไปบนศีรษะม้า
“ปู่บอกแล้วอย่างไร?อย่าพยายามตั้งชื่อให้กับอาชาเหล่านี้ มิเช่นนั้นเวลาที่ต้องแยกจากกันมันจะทำให้เ้าเสียน้ำตาทุกคราไป...” ชายชราตำหนิเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะถอนหายใจ
ไม่นานก็มีชายชราอีกคนหนึ่งแต่งกายคล้ายบัณฑิต สืบเท้าออกมาจากโรงเรือนที่ดูซอมซ่อ...
“ลมอะไร หอมเ้ามาถึงมณฑลรกร้างห่างไกลเช่นนี้? เตียมู่หยง”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่พบกันนานเลยนะ เหยาิ...” เตียมู่หยง หัวเราะเบา ๆดีใจเมื่อได้พบสหายที่จากกันไปนาน
“เลิกเรียกข้าด้วยนามนั้นได้แล้ว... คนที่นี่ต่างเรียกข้าว่าเหล่าซือ” จากสีหน้าแล้ว ดูเหมือนชายชราจะไม่ชื่นชอบให้เรียกขานนามเดิมของตนนัก
“ใครจะเรียกอย่างไรก็ช่างหัวมันปะไร... อย่างไรข้าก็จะเรียกเ้าว่าเหยาิ!!” เตียมู่หยง ยิ้มเยาะชอบใจ
ชายชราเหยาิ ถอนหายใจแรง...
“เข้ามาข้างในก่อน...”
ด้านนอกเรือนแม้จะดูซอมซ่อ หากแต่เรือนด้านในค่อนข้างกว้างขวางประหนึ่งว่าใช้รองรับคนหมู่มาก ทว่าภายในเรือนหาได้มีของล้ำค่าอันใดนอกเหนือจากตำรามากมายที่กองสุมกัน ณ มุมห้อง... และโต๊ะไม้เก่า ๆหลายสิบตัวที่เรียงราย
เตียมู่หยง หันมองไปรอบ ๆ พิจารณาพลางขมวดคิ้ว...
“บอกตามตรงว่า ข้าแทบมิอยากจะเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านกลับสละซึ่งชื่อเสียงเงินทองและทุกสิ่งเพื่อมาเป็อาจารย์สอนหนังสือในสถานที่รกร้างที่แม้แต่ทางการยังมิอยากเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้...”
เหยาิ ทอดถอนหายใจ...
“ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน... เลิกนำอดีตมากล่าวได้แล้วแม้ว่าข้าจะดีใจที่เ้ามาเยี่ยมเยือน แต่ข้าก็หนักใจเช่นกันที่เ้าตามหาข้าพบข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งนามเดิม ถอนตัวจากยุทธภพร่วม 30 ปี หลบมาหาความสงบถึงที่นี่หวังก็แต่ว่าเ้าจะไม่นำความวุ่นวายมาให้ข้า...”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พูดอะไรเช่นนั้นเล่า? ข้านั้นรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าเ้าอยู่ละแวกนี้ เพียงแต่ข้าไม่อยากเข้ามาขัดความสงบของเ้าเสียมากกว่าเลยมิได้แวะมาเยี่ยมเยือน... ครั้งนี้ข้ามีเหตุให้มารับตัวหลานสาวที่พลัดพรากไป...ผ่านมาละแวกนี้ จึงนึกถึงเ้าขึ้นมา หาได้มีเหตุวุ่นวายอันใด นำมามอบให้เ้า...”เตียมู่หยง กล่าวอธิบาย
สองชายชรา พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันสักระยะ
โครม!
เสียงตำราที่กองสุมอยู่มุมห้องร่วงหล่น... จู่ ๆ ก็มี เด็กหนุ่มผู้หนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากกองหนังสือตำราเ่าั้...
“ซุน!! ไม่เห็นหรือว่าข้ามีแขก?แล้วนี่เหตุใดเ้ามานอนอยู่ที่นี่!!” เหยาิ เค้นเสียงดุ
“ขออภัย เหล่าซือ... พอดีว่าเมื่อคืนข้าอ่านตำราเพลินไปหน่อยจึงเผลอหลับไป” ซุน กล่าวพลางเกาศีรษะเบา ๆ ก่อนจะรีบเก็บเรียงตำราที่ร่วงหล่นหยิบคว้าไปสองเล่มเหน็บข้างตัว หมอบคลานออกไปจากห้อง อย่างสุภาพมิกล้ายืดหลังตรง
เหยาิ ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ...
เตียมู่หยง พิจารณาเด็กหนุ่ม นามว่า ซุน อย่างละเอียดผ่านสายตาก่อนจะตวัดปลายนิ้วเบา ๆ ออกไป เกิดแรงลมพลิ้วไหวชั่ววูบ... ทำให้ ซุน เสียหลักหน้าทิ่มลงกับพื้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นหันมองซ้ายขวาด้วยสีหน้างุนงง และจ้ำเท้าจากไป
เตียมู่หยง ขมวดคิ้วเล็กน้อย...
“ไม่มีพื้นฐานลมปราณ?เ้าเด็กคนนั้นดูร่างกายกำยำล่ำสัน คล้ายว่าฝึกฝนร่างกายเป็อย่างดีเหตุใดจึงไร้พื้นฐานปราณ? เหยาิเ้าเด็กนั่นเป็พวกไร้ตันเถียน งั้นหรือ?”
ชายชรากลับส่ายหน้าเบา ๆ
“เปล่า... เพียงแค่ข้ามิได้ให้ ซุนมันฝึกฝนพื้นฐานลมปราณเท่านั้นเอง...”
“เพราะอะไร?” เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น
“เ้าก็น่าจะทราบดี ว่าในยุทธภพมันโหดร้ายเพียงใด? ข้าถอนตัวออกมาก็เพราะสิ่งนั่น แล้วเหตุใดข้าต้องสนับสนุนให้ เด็กดี ๆคนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน?ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อครั้งอดีต ต่อให้ไม่มีพื้นฐานลมปราณก็ยังสามารถใช้กฎหมายเพื่อปกป้องตนเองได้ ขอเพียงมีภูมิความรู้ที่มากเพียงพอก็ไม่มีทางถูกเอารัดเอาเปรียบ
ข้าตั้งใจจะสอนสั่งให้ ซุน สอบเข้าราชการรับใช้แผ่นดิน...โลกใบนี้แบ่งแยกคนทั่วไปและผู้ฝึกตนอย่างชัดเจน ข้า้าให้ ซุนอยู่ในโลกของคนทั่วไปเท่านั้น...” เหยาิ อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หึหึ... มิใช่ว่าเป็เพราะเ้านั่น โง่เขลามิอาจเข้าถึงการฝึกตนกระมัง?ท่านเลยหาเหตุผลกล่าวอ้าง มิให้มันเดินในเส้นทางของผู้ฝึกตน...” เตียมู่หยงกล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย พยางยกจอกสุรา
แต่ทว่า ใบหน้าของ เหยาิ กลับเคร่งขรึมขึ้นโดยพลัน...
“ผิดถนัดเลย... เ้าเด็กนั่น มันเป็อัจฉริยะไร้คู่เปรียบด้วยซ้ำไปที่ข้าไม่ให้มันเดินในเส้นทางการฝึกตนเป็เพราะเ้าเด็กนั่นมีความสามารถที่น่ากลัวเกินไป จะเป็ภัยแก่ตัวมันเองหากเข้าสู่ยุทธภพ”
เตียมู่หยง ถึงกับถือจอกชา แข็งค้างไปชั่วขณะ... นับแต่รู้จักกันมาร่วมร้อยปีเหยาิ ไม่เคยชื่นชมผู้ใดว่าเป็อัจฉริยะมาก่อน ทำให้ เตียมู่หยงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามต่อ...
“ว่าแต่เ้าเด็กนั่นมันแซ่อะไร เหตุใดจึงเรียกมันเพียงแค่ ซุน”
“มันไม่มีแซ่อะไรทั้งสิ้น มีเพียงนามว่า ซุน...”
คำตอบของ เหยาิ ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับ เตียมู่หยงมากยิ่งขึ้น... บีบบังคับรบเร้าอยู่เนิ่นนาน กว่าที่ เหยาิจะยอมเอ่ยปากถึงที่มาของ เด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้...
“ราตรีแม้มืดมิดหากแต่ยังมีดวงดาวที่ส่องประกายฉันใด...ดินแดนรกร้างไร้กฎหมาย ย่อมต้องมีเพชรเม็ดงามแอบซ่อนอยู่ฉันนั้น...ด้วยความเชื่อในส่วนนี้ ข้าจึงตัดสินใจมาเป็ เหล่าซือ เปิดสถานศึกษาคอยพร่ำสอนผู้เยาว์ด้อยโอกาสให้ได้รู้หนังสือคาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนดินแดนที่ไร้กฎหมาย ให้มีความหวังในอนาคต
เมื่อ 2 ปีก่อน ในสลัมของหมู่บ้านลำดับที่ 6 ข้าได้เผลอตัวทำถุงเงินหล่นร่วง...และ ซุน คือผู้ที่เก็บมันขึ้นมาได้ แต่แทนที่เด็กหนุ่มซอมซ่อที่แต่งกายแปลกประหลาดผู้หนึ่งจะแอบซ่อนถุงเงินเอาไว้เพื่อไว้จับจ่ายยกระดับให้พ้นจากความทุกข์ยาก
เ้านั่นกลับติดตามหาข้าจนพบ เพื่อคืนถุงเงินนั่น!! ในเวลานั้น ข้าััได้ถึงบางอย่างในตัวของ เด็กหนุ่ม ผู้นี้จึงพยายามสอบถามที่มาของมัน ว่าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร หากแต่มันไม่มีแม้กระทั่ง ป้ายสำมะโนครัวเพื่อใช้ยืนยัน... อีกทั้งยังคล้ายว่าไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวขึ้นจนคราแรกข้ายังคิดว่าเด็กผู้นี้หูหนวกเป็ใบ้เสียด้วยซ้ำ...
ด้วยความเวทนา ข้าจึงรับมันมาเลี้ยงดู เพื่อเป็เด็กรับใช้ในสถานศึกษาแห่งนี้คราแรกข้าก็พยายามหาความผิดปกติด้านการฟังและการพูดของเด็กนั่นแต่ก็ไม่พบว่ามีปัญหาอะไร ข้าจึงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการสื่อสารใน่แรก ๆ
จวบจนผ่านไป 3 เดือน... เช้าวันหนึ่ง ซุนเดินเข้ามาพูดประโยคแรกกับข้าว่า “ขอบคุณ เหล่าซือ” ท่านรู้หรือไม่ว่ามันมีความหมายอย่างไร? แท้ที่จริงแล้วเ้าเด็กคนนั้นหาได้พิกลพิการ หากแต่มันไม่เข้าภาษาที่พวกเราพูดคุยกันและได้ใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนเพื่อที่จะเรียนรู้จากข้า...”
เตียมู่หยง เบิกตากว้างตกตะลึง...
“ไม่เพียงเท่านั้น... อีก 3 เดือนต่อมา ซุน สามารถขีดเขียนตัวอักษรอ่านตำราเรียน หรือแม้แต่ขับบทกลอนที่สละสลวยออกมาได้ผ่านการเรียนรู้ในเวลาอันสั้น แทบจะทุกวันที่ ซุนทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจกับความเร็วในการเรียนรู้เ่าั้
แต่เมื่อถามถึงที่มา ก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆนอกเหนือจากชื่อที่มีเพียง ซุน ไม่มีแซ่...ข้าพยายามสอบถามกับชาวบ้านในสลัมที่พบเจอ ซุน ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าไม่รู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ ประหนึ่งว่า จู่ ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไร้ที่มาพร้อมกับสวมใส่อาภรณ์ที่แปลกประหลาด...” เหยาิ กล่าวอธิบายออกรสออกชาด เห็นได้ชัดว่ามีความภาคภูมิใจแฝงไว้
เตียมู่หยง แสดงสีหน้าครุ่นคิด...
“หากเป็ดังที่ท่านว่ามา ก็ช่างน่าสนใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าเด็กนั่นมาจากชาติพันธุ์ที่ยังแอบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าเขาลึก ณ ที่แห่งใดถึงได้ไม่เข้าใจในภาษาพวกเราในคราแรก... แต่หากมองอีกด้านเ้าเด็กนั่นมันอาจจะมีพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้วก็เป็ได้่แรกเพียงแค่แสร้งว่าไม่รู้ เพื่อให้ท่านประหลาดใจภายหลังเฉกเช่นที่อัจฉริยะจอมปลอมหลาย ๆ คนมักกระทำ...”
“คราแรก ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเ้านั่นแหละ...วันหนึ่งข้าจึงได้นำ หมากล้อม มาสอน ซุน ให้มันเล่น หมากล้อมมีที่มาจากทวีปัฟ้า ดังนั้นในดินแดนรกร้างห่างไกลในทวีปพยัคฆ์ขาวหากมิใช่ผู้ชรา หรือชนชั้นบุตรขุนนาง ก็คงเล่นหมากล้อมนี้ไม่เป็
ซุน เองก็เช่นกัน กระทั่งการจับตัวหมากยังทำได้ผิดวิธี... ทว่ากลับใช้เวลาเพียงวันเดียวในการเรียนรู้ ซ้ำร้าย!ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ซุน กลับฝึกฝนหมากล้อม จนสามารถเอาชนะข้าได้...” เหยาิกล่าวพยางปริยิ้ม
“อะไรนะ!!เอาชนะท่านที่เคยมีชื่อเสียงเลืองลือในการวางหมากเนี่ยนะ!!” ครั้งนี้เตียมู่หยง ดูจะมีท่าทีตกตะลึงอย่างแท้จริง
เหยาิ พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม...
ทำให้ เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นจากการสนทนา...
“ท่านเอ่ยปากถึงเพียงนี้เห็นทีข้าชักอยากทดสอบเ้าเด็กนั่นเสียหน่อยแล้ว...”
“ด้วยวิธีใด?” เหยาิเอ่ยถามพลางหดั์ตาแคบ
มุมปากของ เตียมู่หยง เผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกกระบี่ชูขึ้น...
“ด้วยสิ่งนี้...”
...............................................................