ตอนที่เจ็ดสิบสอง ไม่ใช่อาวุธเวทมนตร์
เวทย์พิธีกรรมทำสิ่งที่เวทย์ธรรมดาไม่สามารถจะกระทำได้
สามคาถานั้นสอดประสานกันอย่างเชี่ยวชาญในวงเวทืย์พิธีกรรม
[Fabricate]
การแปลงสภาพ
ทำให้สภาพสิ่งของนั้นกลายเป็นอาวุธอย่างที่คัลต้องการ
[Refinement]
เพิ่มคุณภาพ
ทำให้วัตถุดิบนั้นมีคุณภาพดีขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
[Mastercraft work]
งานแบบมืออาชีพ
ทำให้อุปกรณ์ที่ออกมานั้นราวกับมีช่างฝีมือของมืออาชีพทำให้
เครื่องหนังที่มีการเย็บอย่างดีโล่ที่มีลวดลายสวยงามและคงทนประณีต หอกที่มีความแหลมคมสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์
และอุปกรณ์อาวุธหนักที่สามารถยิงธนูขนาดยักษ์ได้ตั้งแทนที่เศษสิ่งของที่เรียกได้ว่าเป็น“ขยะ”ก่อนหน้านี้
อาวุธที่คัลมีนี้ไม่ใช่อาวุธอาคมหรืออาวุธเวทย์คัลพยายามปลอบใจตนเองว่าหากเจอจอมเวทย์ พวกจอมเวทย์นั้นอาจจะ dispel คาถา
ทำให้อาวุธเวทย์ที่ไม่ใช่ระดับ artifact อาร์ติแฟค
อาจจะพังหรือสูญสลาย
ต่างกับอาวุธธรรมดาที่ไม่พังเพราะการ Dispel ลบล้างคาถาเพราะแค่คาถาไฟร์บอลธรรมดาก็ทำลายอุปกรณ์พวกนี้ได้แล้วว่างั้น
แต่ตอนนี้คัลพยายามหาสิ่งปลอบใจตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาไม่ได้ล้อเล่นว่าหากเขามีเงินมากพอเขาสามารถสร้างกองทัพที่ไม่อาจจะพิชิตได้หากไม่มีคนที่มีเงินมากกว่ามาต่อสู้ด้วย
สงครามกลายเป็นการวัดกันด้วยทรัพยากรว่าใครจะมีเงินมาถมทิ้งมากกว่ากัน
ซึ่งเหมือนกับโลกปัจจุบันที่ผมจากมาเป๊ะเลย
คัลเอาผ้าคลุมมาคลุมร่างกายของตนเองบางส่วนและจับหอกหมุนไปมา
แย่ แย่
เปราะกว่าซันแฟงก์อีก
อาวุธธรรมดาที่ไม่ใช่อาวุธเวทย์หรืออาร์ติแฟคก็อย่างนี้ล่ะ
ตั้งแต่พลังของผมเกินขีดจำกัดของมนุษย์หรือเทพเจ้าจากความสามารถในการMin-Max สร้างค่าสถานะสุดโกงมาตลอดหลายปีของผม
ทำให้ DM กำหนดให้อาวุธที่ผมใช้มักจะหักคามือของผมเสมอเนื่องจากอ้างว่า
“ไม่มีอาวุธใดที่ทนพลังที่เหนือกว่าเทพเจ้าของผมได้”
ในการหาเรื่องผมให้มากขึ้นว่าผมจะหาอาวุธในการต่อสู้ได้ยากและต่อให้เป็นอาวุธระดับอาร์ติแฟคก็ใช่ว่าจะทนทานกำลังของผมได้นานนัก
แต่ผมเหวี่ยงหอกไปมาอย่างสนุกมือ
อืมก็พอใช้ได้
คงพอให้พวกลุกสมุนของผมใช้งานล่ะนะ
ผมโยนหอกให้กับคลอฟอร์ด
“พอใช้หอกบนหลังม้าเป็นใช่ไหม?”
ผมกล่าว
ผมนึกว่าคลอฟอร์ดจะอวดอ้างว่า “ข้าต้องเป็นอยู่แล้ว”
แบบลูกคุณหนูแนวซึนเดเร่
แต่เขาแค่ทำท่าเคร่งเครียดแล้วพยักหน้ารับ
“ข้าพอฝึกกับกองอัศวินของนอร์ดการ์ดมาบ้าง”
ส่วนนายพลชวาร์ซดึงหนวดเขี้ยวของตนเองราวกับจะดึงมันให้หลุดออกมาอย่างเคร่งเครียด
“นี่คือความน่ากลัวของเวทย์พิธีกรรมท่านนายพลเพราะทางเทคนิคเราไม่สามารถมีทางป้องกันมันได้เลยหรือรู้ได้เลยว่าทำอย่างไรจึงจะป้องกันเวทย์พิธีกรรมได้หากท่านให้เงินและเวลาข้ามากพอ ข้าสามารถสร้างกองทัพหุ่นเหล็ก โกเล็มเหล็กมาช่วยท่านสู้รบได้”
ด้วยราคาค่าร่ายคาถา 2,000 g พร้อมวัตถุดิบและเวลาร่ายคาถาแปดชั่วโมง
หรือราคา 200,000 g เวลาหนึ่งวันร่ายคาถาแบบห้ามสะดุดจะได้โกเล็มทองคำหกสิบสี่ตัว
ที่คาถาต่ำกว่าระดับห้าจะใช้ไม่ได้พลและทนทานต่ออาวุธธรรมดาอีกต่างหากไฟมาร่ายใส่ก็ไม่สะเทือน แต่แพ้สายฟ้า
ซึ่งผมแทบไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้นเลยหากไม่มีเงินมากพอ
การควบคุมจำนวนเงินที่ไหลลงไปอยู่ในมือของนักผจญภัยนั้นกล่าวได้ว่าคือการควบคุมสิ่งที่นักผจญภัยทำได้ในอีกทางหนึ่ง
เพราะเงิน 200,000 g หากคิดแบบง่ายๆว่าแทนที่จะสร้างโกเล็มทองคำหกสิบสี่ตัว
เอามาจ้างกองทหารสักสองหมื่นคนดีกว่ามั้ง?
แน่นอน เราอาจจะกล่าวได้ว่า โกเล็มทองคำไม่เหนื่อยฟังคำสั่งผู้สร้างอย่างจงรักภักดี ไม่หนีไม่สามารถโดนคาถาเสน่ห์ใส่หรือทำให้หวาดกลัว
แต่ทำได้ยากกว่าการจ้างทหารธรรมดามาก
แต่ผมมีขีดจำกัดที่เงินตราที่พอมีนี่ล่ะเฮ้อ