ตอนที่หนึ่งร้อยสิบ บทส่งท้ายเล่มหนึ่งLisan al-gaib
ผมทอดถอนใจนี่คือการเดิมพันของการเป็นคนที่ต้องบัญชาการการรบสินะ?
ว่าเราไม่สามารถออกไปเองในทุกสมรภูมิได้
ทำให้เราต้องเดิมพันหรือต้องเชื่อใจ..ที่เป็นสาเหตุให้มีแผนจารชนมากมายที่จะมายุแหย่ให้เราแตกแยกกับขุนพลที่เราใช้ทำงานได้
หากเราระแวงสงสัยขุนพลที่ทำงานให้เราอาจจะทรยศจริงๆด้วยการสร้างสถานการณ์ของฝั่งตรงกันข้าม
แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่สามารถวางใจคนที่เราใช้ทำงานได้เต็มที่
แต่สำหรับคนที่จะหาใช้งานได้ในยุคนี้
ผมคงหาคนอื่นยากนักที่จะไว้ใจได้เท่ากาเว่ยงทั้งแผนการและฝีมือไหวพริบและอีกอย่าง
ผมลูบหยกหยินหยางตรงหน้าอก
ในเรื่องมหาศึกชิงบัลลังก์นั้นมีคนแซวว่าเจ็ดอาณาจักรนั้นไม่น่าจะมีใครยอมรับให้คนที่ขาพิการปกครองอาณาจักร
ผมถามว่า
เราจะกล้ากบฏต่อคนที่สามารถมองอดีตปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไรมิทราบ?
Lisan al-gaib
Voice of the outer world
เสียงของนอกโลกา
ผมคิดว่าผมคงต้องฝึกพลังจิตการเมืองในระยะไกล
แน่นอนมันคงยังไม่เก่งเท่าบรานผู้แตกหักแต่ก็คงอีกไม่นานนัก
ผมยังวางสายลับเอาไว้ด้วยก็คงพอจะถ่วงเวลาได้สักพักผสานเข้ากับพลังเหนือธรรมชาติก็คงพอจะรับมือกับพวกยอดคนในยุคนี้ได้อย่างก้ำกึ่งห้าสิบ-ห้าสิบ
และอีกอย่างที่ผมคงมองว่าผมคงไม่เก่งเท่าไรในการมองอนาคต
ป้าบ
พ่อของผมตั๋งโต๊ะฟาดผมเข้าที่ไหล่ด้วยความดีใจ
“บุตรของข้าเติบโตแล้ว”
พ่อของผมตั๋งโต๊ะถึงกับน้ำตาซึมออกมาจริงๆ
พวกลิฉุยกุยกีรีบมากล่าวประจบอย่างไม่ขัดเขิน
“ดีใจกับท่านแม่ทัพ...ท่านมหาขุนพลที่มีบุตรพยัคฆ์”
“ดีใจกับท่านมหาขุนพลที่มีผุ้สืบทอดที่ดี”
บรรดาขุนนางฝ่ายผมก็ร้องเป็นลูกคู่
ส่วนผมจับมืออ้องอุ้นบีบเอาไว้ให้กำลังใจเข้าที่หน้าตาซีดขาว
ผมกะว่าจะเกาะติดกับอ้องอุ้นไว้และคอยสังเกตว่าพวกขุนนางมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างต่อจากนี้
ข้อเสียของการเปลี่ยนแปลงอดีตคือเราแทบจะใช้ข้อมูลในอนาคตไม่ได้แล้วนั่นเอง
“ฮา ฮา ฮาฮวงเอ๋อยังต้องให้พวกท่านแนะนำอีกมากนัก ฮา ฮา ฮา ฮา”
ตั๋งโต๊ะยังสร้างบรรยากาศคิดบวกในที่ทำงานเสมอ
พวกเขาที่หน้าตายิ้มแย้มยินดีคงคิดว่าต่อไปนี้พวกตนเองจะมีแต่ความรุ่งเรือง
มีแต่ผมหรือไม่ก็คนที่มองการณ์ไกลอย่างโจโฉอ้องอุ้น กาเซี่ยงหรือบรรดายอดคนในยุคนี้เท่านั้นที่รู้สึกได้ว่าความวุ่นวายจะตามมาหลังจากนี้
“ข้าต้องขอความร่วมมือจากท่านพ่อและผู้อาวุโสทุกท่านด้วย”
ผมทำท่าคารวะพวกเขาอย่างนอบน้อม
“ฮา ฮา ฮา นายน้อยอย่าได้เกรงใจพวกเข้ายอมรับใช้นายน้อยอยู่แล้ว”
ลิฉุย กุยกีกล่าวประจบด้วยความรวดเร็ว
มีแต่ลิยูที่หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยที่รู้สึกเหมือนตนเองถูกลดความสำคัญลง
นี่คือสาเหตุที่ลิยูนั้นต้องลำบาก
สำหรับบุตรเขยแล้วที่มักจะโดนดูถูกจากสังคมยุคนี้หากทำตัวเป็นบุตรเขยแต่งเข้า
หากตั๋งฮวงไม่ทำตัวไร้ความสามารถเกินไปทุกคนก็จะมองว่าตั๋งฮวงคือผู้สืบทอดของตั๋งโต๊ะไม่ใช่ลิยู
แต่ผมไม่คิดมากเท่าไร
ขอเพียงอย่าให้เข้าลอบสังหารผมเร็วๆนี้ก่อนที่ผมจะเกงขึ้นในศาสตร์มืดเอ๊ยศาสตร์ลับก็พอและศัตรูทั่วแผ่นดินนนี้มีเยอะไปหมดจนผมนับไม่หวาดไหว
ปึง
ผมนั่งลงอย่างอ่อนใจข้างๆฮ่องเต้เล่าเปียน
“พวกเราคงต้องทำงานหนักกันอีกสักพัก”
ผมกล่าวกับฮ่องเต้เล่าเปียนที่ตอนนี้กำลังสัปปะหงกเพราะเหนื่อยจากการทำงานคือการทำเรื่องผิดพิธีกรรมประเพณีอย่างมาก
แต่นี่คือการชี้กวางเป็นม้าของผม
ใครกล้าว่าไม่ใช่ม้า?
จบเล่มหนึ่งโปรดติดตามต่อเล่มสอง