กระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่กลางโต๊ะไม้เก่า
บนหัวกระดาษมีตัวอักษรเพียงไม่กี่คำ
“เหตุผลสำหรับออกนอกเมือง”
เย่เทียนนั่งมองมันมาพักใหญ่แล้ว พู่กันในมือจุ่มหมึกไว้จนปลายพู่กันเริ่มหนัก แต่เขายังไม่ได้เขียนอะไรเพิ่ม เหตุผลหลายอย่างวิ่งผ่านหัวเขาซ้ำไปซ้ำมา แต่พอคิดจะเขียนลงกระดาษ มันกลับดูบางเกินไปทั้งหมด
อยากแข็งแกร่งขึ้น
ใคร ๆ ก็อยากแข็งแกร่งขึ้น
ลานฝึกไม่พอ
พูดแบบนี้ฟังเหมือนคนไม่รู้จักพอ
ชีพจรของข้าผิดปกติ
เหตุผลนี้อาจทำให้เรือนกลางยิ่งไม่อยากปล่อยเขาออกนอกเมืองมากกว่าเดิม
เย่เทียนวางพู่กันลงช้า ๆ แล้วหันไปมองหินปราณระดับต่ำสามก้อนที่วางอยู่ห่างออกไปหนึ่งช่วงแขนตามคำสั่งของผู้ฝึกสอนเย่คุน หินทั้งสามก้อนยังคงแผ่กลิ่นอายจาง ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ มันไม่แรงพอจะทำให้ร่างกายร้อนหรือสั่น แต่ก็พอให้รู้สึกเหมือนมีไอเย็นบาง ๆ ลอยอยู่ในห้อง
เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างระวัง
ความอุ่นใต้สะดือยังนิ่ง
ไม่ตอบรับ ไม่ขยับ ไม่ต่อต้าน
เหมือนมันกำลังหลับอยู่ และไม่ยอมตื่นเพียงเพราะเขาอยากให้ตื่น
เย่เทียนละสายตาจากหินปราณ กลับมามองกระดาษอีกครั้ง เขารู้ดีว่าตนเองยังไม่มีสิทธิ์ใช้หินปราณโดยตรง ยังไม่มีสิทธิ์แตะศิลาทดสอบอีก ยังไม่มีสิทธิ์ฝึกหนักอย่างที่ใจอยากทำ สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือคิด จด และรอให้ร่างกายฟื้น
แต่การรอ บางครั้งกลับเหนื่อยกว่าการฝึกเสียอีก
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นหน้าประตู จากนั้นประตูก็ถูกผลักเปิดอย่างระมัดระวัง
เสี่ยวอวี่โผล่หน้าเข้ามาก่อนครึ่งหนึ่ง พอเห็นว่าเย่เทียนนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้กำลังเอาหินปราณไปวางบนท้องหรือทำอะไรชวนให้คนหัวใจหยุด นางจึงค่อยเดินเข้ามาทั้งตัว มือหนึ่งถือถาดอาหาร อีกมือถือผ้าพันสะอาดกับขวดยาเล็ก ๆ
“วันนี้ยังไม่ทำเรื่องน่าตกใจใช่ไหม”
เย่เทียนเงยหน้ามองนาง “ข้าดูเหมือนคนทำเรื่องน่าตกใจทุกวันหรือ”
เสี่ยวอวี่เดินมาวางถาดลงข้างโต๊ะ แล้วมองเขาตรง ๆ “จะให้ข้าตอบจริงหรือ”
เย่เทียนเงียบไปเล็กน้อย ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมา “ข้ากินข้าวดีกว่า”
เสี่ยวอวี่พ่นลมหายใจเบา ๆ คล้ายโล่งอกมากกว่าหัวเราะ นางมองหินปราณสามก้อน เห็นมันยังอยู่ห่างจากตัวเย่เทียนพอดี จึงพยักหน้าเล็ก ๆ เหมือนตรวจของเสร็จแล้ว
“ดีแล้ว อย่าไปแตะมันมั่ว ๆ นะ ผู้ฝึกสอนเย่คุนบอกไว้แล้ว”
“ข้าจำได้”
“เจ้าจำได้ แต่บางทีเจ้าก็ทำเหมือนจำไม่ได้”
เย่เทียนคีบข้าวเข้าปากช้า ๆ แล้วไม่เถียง
เสี่ยวอวี่มองกระดาษบนโต๊ะ สายตานางหยุดที่คำว่า “ออกนอกเมือง” ทันที สีหน้านางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้ตกใจจนร้องเสียงดัง แต่คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าจะออกนอกเมืองหรือ”
“ยังไม่ได้ออก” เย่เทียนตอบ “ข้าแค่คิดไว้ก่อน”
“คิดไว้ก่อนก็แปลว่าอยากไปแล้ว”
เย่เทียนชะงักตะเกียบ “ก็…คงใช่”
เสี่ยวอวี่ลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามเขา นางไม่ได้ทำหน้าดุแบบเย่คุน ไม่ได้ถามด้วยเสียงหนักแบบเย่จง นางเพียงมองเขาเหมือนมองคนที่นางรู้จักดีเกินไป
“ข้างนอกมันอันตรายไม่ใช่หรือ”
“อันตราย”
“แล้วเจ้าจะไปทำไม เจ้าก็ยังเจ็บอยู่ ขาก็ยังพันผ้าอยู่ หินปราณก็ยังใช้ไม่ได้ ผู้ฝึกสอนก็ห้ามฝึกหนักอยู่”
นางพูดทีละอย่าง นับนิ้วไปด้วย เหมือนกลัวเย่เทียนจะลืมข้อใดข้อหนึ่ง
เย่เทียนมองท่าทางนั้นแล้วเสียงอ่อนลง “ข้ารู้”
“เจ้าชอบพูดว่ารู้” เสี่ยวอวี่ก้มมองมือของตนเอง “แต่ข้ากลัวว่าเจ้ารู้แล้วก็ยังไปอยู่ดี”
เย่เทียนนิ่งไป
คำพูดของเสี่ยวอวี่ไม่ได้คม ไม่ได้หนักเหมือนคำสอนของผู้ใหญ่ แต่มันกลับทำให้เขาตอบยากกว่า เพราะนางไม่ได้ถามจากเหตุผล นางถามจากความกลัวจริง ๆ
“ข้าไม่ได้จะหนีออกไป” เขากล่าว “ถ้าไป ก็ต้องไปกับคณะ ต้องได้รับอนุญาต ต้องมีคนคุมทาง ข้าไม่เข้าเขตลึก ไม่แยกตัว ไม่ทดลองชีพจรระหว่างทาง”
เสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นทันที “เจ้าพูดเหมือนเตรียมไว้แล้วจริง ๆ”
“ยังไม่พอหรอก”
“แล้วเมื่อไหร่ถึงพอ”
เย่เทียนตอบไม่ได้ในทันที
เสี่ยวอวี่เม้มปาก ก่อนพูดเสียงเบาลง “ข้าไม่ได้เก่งเหมือนพวกเจ้าที่ฝึกลานทุกวัน ข้าไม่รู้เรื่องชีพจร ไม่รู้เรื่องภูเขาหินดำอะไรนั่นด้วย แต่ข้ารู้ว่าเวลาเจ้าบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ ส่วนมากแปลว่าเจ้าเป็นอะไรสักอย่าง”
เย่เทียนวางตะเกียบลง
“เสี่ยวอวี่…”
“ถ้าเจ้าจะไปจริง ๆ” นางพูดแทรก แต่เสียงไม่ได้แข็ง “อย่างน้อยบอกข้าก่อน อย่าให้ข้าต้องถามคนอื่นว่าเจ้าไปไหน แล้วก็อย่าให้ข้าต้องนั่งเดาเองว่าเจ้าจะกลับมาหรือเปล่า”
คำพูดนั้นเรียบง่ายมาก
แต่เย่เทียนกลับรู้สึกเหมือนมันหนักกว่าหัวข้อทั้งหมดบนกระดาษเสียอีก
เขาพยักหน้าช้า ๆ “ข้าจะบอกเจ้า”
เสี่ยวอวี่มองเขาเหมือนยังไม่วางใจ “สัญญา?”
“สัญญา”
นางจ้องเขาต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้น “กินข้าวให้หมดก่อน คิดเรื่องใหญ่ตอนท้องว่าง เดี๋ยวเจ้าก็คิดอะไรแปลก ๆ อีก”
เย่เทียนหลุดยิ้มบาง ๆ “ท้องว่างทำให้คิดแปลกหรือ”
“สำหรับคนอื่นไม่รู้ แต่สำหรับเจ้า ข้าว่ามีส่วน”
พูดจบ นางก็เก็บผ้าพันสะอาดวางไว้ข้างเตียง แล้วเดินออกไปจากห้อง ประตูปิดลงเบา ๆ ทิ้งกลิ่นข้าวร้อนและความเงียบไว้ด้านหลัง
เย่เทียนนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง เขาเติมบรรทัดหนึ่งใต้หัวข้อเดิม
“ถ้าไป ต้องบอกเสี่ยวอวี่ก่อน และต้องกลับมาให้ได้”
เขามองบรรทัดนั้นอยู่พักหนึ่ง แล้วไม่ได้ขีดทิ้ง
มันอาจไม่ใช่เหตุผลสำหรับเรือนกลาง
แต่เป็นเหตุผลสำหรับตัวเขาเอง
หมึกยังไม่ทันแห้ง เสียงระฆังจากลานกลางก็ดังขึ้น
ไม่ใช่ระฆังฝึกประจำวัน จังหวะของมันสั้นและหนักกว่า เป็นสัญญาณเรียกผู้ฝึกระดับพื้นฐานที่ได้รับสิทธิ์ฝึกต่อให้ไปรวมตัวฟังประกาศจากเรือนกลาง เย่เทียนวางพู่กันลง เก็บกระดาษสำคัญไว้ในชายเสื้อ ตรวจผ้าพันหน้าแข้งให้แน่นขึ้น แล้วลุกออกจากเรือน
ลานกลางของตระกูลเย่วันนี้มีคนมากกว่าปกติ ผู้ฝึกอายุน้อยยืนกันเป็นกลุ่ม ๆ บางคนยังสวมชุดฝึกเปื้อนฝุ่น บางคนถือแผ่นไม้สิทธิ์ไว้ในมือ หลายคนพูดคุยกันด้วยเสียงเบา แต่คำบางคำลอยมาเข้าหูเย่เทียนชัดเจน
“ภูเขาหินดำ…”
“ตระกูลหาน…”
“คณะฝึกภาคสนาม…”
เย่เทียนหยุดอยู่ด้านหลังกลุ่มคน ไม่แทรกเข้าไป เขาสังเกตคนรอบตัวก่อน ผู้ที่ยืนด้วยท่าทางตื่นเต้นส่วนใหญ่เปิดชีพจรแล้ว บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนพยายามทำเหมือนไม่สนใจ แต่หูยังเอียงไปทางคนพูดข่าว ส่วนผู้ที่ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์มักยืนถอยออกมาเล็กน้อย เหมือนรู้ดีว่าข่าววันนี้อาจไม่ใช่ข่าวของตน
ไม่นาน เย่เฉิงก็เดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง ชุดฝึกของเขายังเรียบร้อยเหมือนเดิม ข้อมือรัดแน่น ดวงตานิ่ง ท่าทางไม่รีบแต่มั่นคง คนรอบข้างหลีกทางให้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นเย่เทียน เย่เฉิงพยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง
“ยังเจ็บอยู่หรือ”
“พอเดินได้ เจ้ารู้เรื่องวันนี้หรือไม่?” เย่เทียนถามกลับ
เย่เฉิงตอบทันที “คณะฝึกเส้นทางภูเขาหินดำ อีกเจ็ดวันออกเดินทาง ถ้าข่าวไม่ผิด จะมีคนตระกูลหานมานำทาง”
“เหตุผลคืออะไร”
“ตรวจเส้นทางสินค้า ฝึกภาคสนาม และดูร่องรอยสัตว์อสูรระดับต่ำที่ขยับเข้ามาใกล้เขตเดินทาง” เย่เฉิงมองเขา “แต่เจ้าสมัครกลุ่มปะทะไม่ได้”
“เพราะข้ายังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์”
“ใช่” เย่เฉิงพูดตรง ๆ “ต่อให้เจ้าอยากไปแค่ไหน เงื่อนไขนี้ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน”
เย่เทียนไม่ได้โกรธ “แล้วมีทางอื่นหรือไม่”
เย่เฉิงหันมามองเขา “เจ้าคิดไว้แล้วใช่ไหม”
ก่อนเย่เทียนจะตอบ เสียงไม้เท้ากระทบพื้นบนแท่นประกาศก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ผู้คนรอบลานค่อย ๆ เงียบลง เย่กวงเดินขึ้นไปยืนบนแท่นพร้อมผู้ดูแลเรือนกลางอีกสองคน ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง เขาไม่ได้แสดงความพอใจหรือไม่พอใจต่อผู้ใด แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้เสียงซุบซิบรอบลานลดลง
“ผู้ฝึกตระกูลเย่ที่ได้รับสิทธิ์ฝึกต่อในรอบนี้ ฟังประกาศ”
เสียงของเย่กวงไม่ดังจนกดคน แต่ชัดพอให้ทั้งลานได้ยิน
“อีกเจ็ดวันข้างหน้า ตระกูลเย่จะจัดคณะฝึกภาคสนามระดับต่ำ ร่วมกับฝ่ายคุ้มกันเส้นทางเมืองชิงหลานและผู้ชี้ทางจากตระกูลหาน เป้าหมายคือสำรวจเส้นทางภูเขาหินดำเขตตื้น ตรวจร่องรอยสัตว์อสูรระดับต่ำที่เคลื่อนใกล้เส้นทางสินค้า และฝึกให้ผู้ฝึกอายุน้อยเรียนรู้การเดินทางจริงภายใต้การควบคุม”
เสียงกระซิบดังขึ้น แต่เย่กวงยกมือเพียงเล็กน้อย ทุกคนก็เงียบลงอีกครั้ง
“เงื่อนไขกลุ่มปะทะ ผู้สมัครต้องเปิดชีพจรสมบูรณ์แล้ว ต้องมีผู้ฝึกสอนรับรองสภาพร่างกาย และต้องผ่านการทดสอบเดินเส้นทางจำลอง ผู้ที่ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์ ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในฐานะกำลังปะทะ”
สายตาหลายคู่เคลื่อนมาทางเย่เทียน
บางคนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนยิ้มเยาะ บางคนเหมือนรอดูว่าเขาจะเสียหน้าอย่างไร เย่เทียนยืนอยู่นิ่ง ๆ เขาเดาเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกผลักออกไปกะทันหัน
เย่กวงกล่าวต่อ “คณะฝึกครั้งนี้ต้องการผู้ช่วยจัดเสบียง บันทึกเส้นทาง ตรวจนับอุปกรณ์ และสังเกตรอยพื้นฐานในพื้นที่ปลอดภัย ผู้ที่ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์ แต่ได้รับสิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว สามารถยื่นคำร้องเข้ากลุ่มสนับสนุนเพื่อพิจารณาเป็นกรณีพิเศษได้ จำนวนจำกัด ต้องมีเหตุผลชัดเจน และต้องมีผู้ฝึกสอนรับรองอย่างน้อยหนึ่งคน”
เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที คราวนี้ดังยิ่งกว่าก่อนหน้า
เย่เทียนรู้สึกถึงกระดาษในชายเสื้อชัดขึ้น
เย่เฉิงพูดเสียงต่ำ “นี่คือทางของเจ้า ถ้าเจ้าจะไปจริง ๆ”
เย่เทียนทวนเบา ๆ “กลุ่มสนับสนุน…”
“อย่าคิดว่ามันง่าย” เย่เฉิงกล่าว “แบกของ เดินตามคณะ จดบันทึก ตรวจของ ฟังคำสั่ง ห้ามก่อปัญหา ถ้าทำพลาด คนอื่นต้องเสียเวลามาดูแลเจ้า”
“ข้าไม่ได้คิดว่ามันง่าย”
เย่เฉิงพยักหน้า “ดี เพราะเรือนกลางก็คงไม่คิดง่ายเหมือนกัน”
หลังประกาศจบ ผู้ฝึกจำนวนมากเดินไปดูรายละเอียดบนกระดานข้างแท่น เย่เทียนรอให้คนกลุ่มแรกถอยออกมาก่อนจึงเข้าไปอ่าน
คณะฝึกเส้นทางภูเขาหินดำ
ระยะเวลา: สามวันสองคืน
พื้นที่: เขตตื้นเท่านั้น ห้ามผ่านแนวเส้นแดง
ผู้กำกับฝ่ายตระกูลเย่: เย่กวง และผู้ฝึกสอนประจำลานสองคน
ผู้ชี้ทางภายนอก: คณะตระกูลหาน
เป้าหมายหลัก: สำรวจร่องรอยสัตว์อสูรระดับต่ำ ตรวจจุดเสี่ยงของเส้นทางสินค้า ฝึกการตั้งค่าย การเดินทาง และการรับมือเหตุฉุกเฉิน
ผู้สมัครกลุ่มปะทะ: ต้องเปิดชีพจรสมบูรณ์
ผู้สมัครกลุ่มสนับสนุน: พิจารณาเป็นกรณี ต้องมีเหตุผลชัดเจนและผู้รับรอง
เย่เทียนอ่านบรรทัดสุดท้ายซ้ำอีกครั้ง
ต้องมีเหตุผลชัดเจนและผู้รับรอง
เขากำลังจะถอยออกจากกระดาน เมื่อเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ดูนั่นสิ บางคนอ่านคำว่า ‘กรณีพิเศษ’ แล้วตาเป็นประกายเลย”
เย่หมิงเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามสองคน ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่ดูแล้วรู้ทันทีว่าไม่ได้มาด้วยความหวังดี เขากอดอก มองเย่เทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหยุดสายตาที่ผ้าพันหน้าแข้ง
“ขาก็ยังพันอยู่ ชีพจรก็ยังไม่เปิด ยังคิดจะไปภูเขาหินดำอีกหรือ เจ้าจะไปทำอะไร แบกเสบียงหรือแบกหน้าอายกลับมา?”
ผู้ติดตามด้านหลังหัวเราะตามทันที
เย่เทียนมองเขานิ่ง ๆ “เจ้าจะสมัครกลุ่มปะทะหรือ”
เย่หมิงเชิดคาง “เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
“ถ้าเจ้าไป ข้าจะได้ดูว่าเวลาอยู่บนหินเปียก เจ้ายังพูดคล่องเหมือนในลานหรือไม่”
เสียงหัวเราะรอบข้างเปลี่ยนไปทันที บางคนหลุดขำเบา ๆ เย่หมิงหน้าแข็ง เขาก้าวเข้ามาครึ่งก้าว
“เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาพูดกับข้าแบบนี้?”
เย่เทียนไม่ถอย “ข้ายังไม่มีสิทธิ์เข้ากลุ่มปะทะ แต่มีสิทธิ์พูดและมีสิทธิร้องขอเข้ากลุ่มสนับสนุนได้”
ผู้ติดตามของเย่หมิงทำท่าจะพูดแทรก แต่เย่เฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองเพียงครั้งเดียว บรรยากาศก็เงียบลงเล็กน้อย
เย่หมิงกัดฟัน “เจ้าก็ลองยื่นคำร้องดูสิ ข้าจะรอดูว่าผู้ฝึกสอนคนไหนกล้ารับรองเจ้า”
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้เย่หมิงเหมือนต่อบทไม่ติด เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด แล้วเดินจากไปพร้อมผู้ติดตาม
เย่เฉิงเดินเข้ามาใกล้หลังจากนั้น “เจ้าตั้งใจยั่วเขา”
“นิดหน่อย”
“ไม่ดี” เย่เฉิงพูดตรง ๆ
เย่เทียนหันไปมองเขา
“ถ้าเจ้าจะยื่นคำร้อง ตอนนี้ยิ่งควรทำให้ตัวเองดูนิ่ง ไม่ใช่เพิ่มคนที่อยากค้านเจ้า” เย่เฉิงกล่าว “เย่หมิงอาจทำอะไรไม่ได้ในลาน แต่เขาพูดให้คนอื่นรำคาญเจ้าได้”
เย่เทียนพยักหน้า “ข้าจะระวัง”
“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้ากลัวเขา” เย่เฉิงพูดต่อ “แค่เลือกเวลาโต้ให้ดี”
น้ำเสียงของเย่เฉิงไม่มีอารมณ์สั่งสอนแบบผู้ใหญ่ มีเพียงความจริงจังของคนที่มองเรื่องนี้เป็นขั้นตอน หากทำผิดขั้นตอน โอกาสก็ลดลง
เย่เทียนรับฟังโดยไม่เถียง
เย่เฉิงมองกระดานประกาศอีกครั้ง “ถ้าเจ้าต้องการผู้รับรอง คนแรกที่ควรไปคุยคือผู้ฝึกสอนเย่คุน ท่านดูแลร่างกายเจ้าหลังประเมิน และรู้ว่าเจ้าฝืนแล้วเกิดอะไรขึ้น”
“ท่านจะรับรองหรือ”
“ไม่รู้” เย่เฉิงตอบทันที “แต่ถ้าท่านไม่รับรอง คนอื่นยิ่งไม่ควรรับรอง”
“ข้าคิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
“แล้วเตรียมคำตอบให้ดี” เย่เฉิงกล่าว “ผู้ฝึกสอนเย่คุนไม่สนว่าเจ้าพูดสวยหรือไม่ ท่านจะถามว่าเจ้าทำอะไรได้ ถ้าตอบไม่ได้ ก็จบ”
เย่เทียนก้มมองมือของตนเอง “ลานจำลองที่ใช้ทดสอบอยู่ที่ใด”
เย่เฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “หลังเรือนฝึกด้านตะวันตก มีไม้ลาด หินเปียก เชือกต่ำ หลุมทราย ถุงทรายแกว่ง ใช้ดูว่าคนเดินทางพอได้หรือไม่ ไม่ได้ดูว่าใครเก่งที่สุด”
“คนยังไม่เปิดชีพจรเข้าไปได้หรือไม่”
“ถ้าเป็นกลุ่มสนับสนุน อาจมีรอบลดระดับ แต่เจ้าต้องให้ผู้ฝึกสอนเย่คุนอนุญาตก่อน” เย่เฉิงมองเขาอย่างจริงจัง “อย่าแอบลองเอง”
“ข้าไม่ได้คิดจะแอบ”
เย่เฉิงมองเขานานขึ้นเล็กน้อย “เจ้าพูดแบบนี้แล้วข้ายิ่งไม่วางใจ”
เย่เทียนยิ้มจาง ๆ แต่ไม่ได้แก้ตัว
หลังแยกจากเย่เฉิง เขาเดินไปยังเรือนฝึกด้านตะวันตก ลานจำลองตั้งอยู่ด้านหลังจริงอย่างที่ว่าไว้ พื้นที่ไม่กว้างมาก แต่พื้นใต้เท้าเต็มไปด้วยสิ่งที่ต่างจากลานหินเรียบทั่วไป ไม้ลาดเอียง หินกลมฝังพื้น หลุมทรายตื้น เชือกต่ำระดับหน้าแข้ง และถุงทรายหลายใบที่แขวนไว้ให้แกว่งขวางทาง ด้านหนึ่งมีรางน้ำเล็ก ๆ ทำให้หินบางส่วนเปียกอยู่ตลอดเวลา
ผู้ฝึกหลายคนกำลังทดลองเดินผ่านด่าน บางคนใช้ปราณกดฝ่าเท้ากับพื้น บางคนรีบกระโดดข้ามช่วงหินเปียก บางคนโดนถุงทรายกระแทกจนเสียหลัก แม้จะมีผู้ฝึกสอนดูแลอยู่ข้างลาน เสียงล้ม เสียงสบถ และเสียงหัวเราะก็ยังดังเป็นระยะ
เย่เทียนยืนดูอยู่ใต้ชายคา ไม่เข้าไปในเขตทดสอบ
เพียงไม่นาน ผู้ฝึกสอนเย่คุนก็เดินมาจากอีกด้าน เหมือนเดาได้ว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ ชายร่างหนาหยุดข้างเขา กวาดตามองลานจำลองก่อน แล้วค่อยเหลือบมองเย่เทียน
“ดี ยังไม่ปีนเข้าไปให้ข้าลากออกมา”
เย่เทียนค้อมศีรษะ “ข้ามาดูเท่านั้น”
“เด็กที่พูดว่ามาดู มักอยากลอง”
“ข้าอยากลองจริง แต่ไม่ใช่วันนี้ถ้าท่านไม่อนุญาต”
เย่คุนหันมามองเขาเต็มตา “ยังพอมีหัวอยู่บ้าง”
เย่เทียนไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำชมจึงเลือกเงียบ
ในลาน ผู้ฝึกชายคนหนึ่งเริ่มทดสอบ เขาอายุราวสิบเจ็ดปี เปิดชีพจรแล้วอย่างชัดเจน ช่วงแรกเดินได้ดี ผ่านหินเปียกและเชือกต่ำโดยไม่สะดุด แต่พอถึงช่วงถุงทราย เขารีบเกินไป ถุงแรกเฉียดไหล่ ถุงที่สองย้อนมากระแทกแขนซ้าย เท้าขวาลงบนไม้ลาดผิดมุม ร่างทั้งร่างเซไปด้านข้าง
เขาใช้ปราณกดตัวกลับทัน จึงไม่ล้ม
ผู้ฝึกสอนอีกคนตะโกน “ผ่าน แต่เสียจังหวะ! อย่ารีบเหมือนมีไฟไล่หลัง!”
เย่เทียนมองจุดนั้นอยู่นาน ถุงทรายไม่ได้แกว่งมั่วอย่างที่เห็นครั้งแรก มันมีจังหวะกลับตัวของมันเอง หากผู้ทดสอบไม่รีบหลังหลบถุงแรก เขาอาจไม่โดนถุงที่สองกระแทก
เย่คุนถามห้วน ๆ “เห็นอะไร”
“เขารีบหลังถุงแรกเฉียดไหล่” เย่เทียนตอบ “ถ้าช้าลงครึ่งก้าว อาจไม่ต้องใช้ปราณแก้ตอนหลัง”
“แล้วถ้าเป็นเจ้า?”
“ข้าคงช้ากว่าเขา”
“ข้าถามวิธี ไม่ได้ถามให้เจ้าถ่อมตัว”
เย่เทียนมองลานอีกครั้ง “ข้าจะไม่เร่งตามจังหวะถุงทราย ถ้าต้องช้าก็ช้า ข้าไม่มีปราณไว้ดึงตัวกลับ ถ้าเสียหลักก็คือล้ม”
เย่คุนแค่นเสียงในลำคอ “พูดถูกไม่ช่วยอะไร ถ้าเหยียบพลาด เจ้าก็จมทรายเหมือนคนอื่น”
“ข้าจึงอยากทดสอบ”
“เจ้าเพิ่งหายใจได้ไม่กี่วัน ก็จะหาเรื่องให้ข้าปวดหัวอีกแล้วหรือ”
“ข้าไม่ได้ขอทดสอบตอนนี้” เย่เทียนกล่าว “ข้าขอโอกาสให้ท่านดูว่าข้าพอจะผ่านแบบกลุ่มสนับสนุนได้หรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าไม่พอ ข้าจะไม่ยื่นคำร้อง”
เย่คุนมองเขานิ่ง ๆ “แน่ใจ?”
“แน่ใจ”
“อย่าพูดเอาดีตอนนี้ แล้วพอไม่ผ่านก็ไปหาทางอื่นลับหลัง”
“ข้าจะไม่ทำ”
เย่คุนจ้องเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองลาน “วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ไม่ได้ อีกสองวันข้าจะดูขาเจ้า ดูลมหายใจ ถ้าไม่มีอาการแปลก ข้าจะให้ลองรอบสนับสนุนหนึ่งรอบ”
เย่เทียนค้อมศีรษะทันที “ขอบคุณผู้ฝึกสอนเย่คุน”
“ขอบคุณเร็วไป” เย่คุนพูด “รอบสนับสนุนต้องแบกห่อเสบียงเบา เดินตามจังหวะ ห้ามวิ่ง ห้ามกระโดดโชว์ ห้ามฝืนถ้าเท้าไม่ไหว ล้มคือไม่ผ่าน หอบจนพูดไม่ออกคือไม่ผ่าน และถ้าข้าเห็นเลือดแม้แต่นิดเดียว ข้าจะเขียนเองว่าเจ้าอยู่เฝ้าเรือนดีที่สุด”
คำพูดห้วนและแรง แต่เย่เทียนกลับรู้สึกสบายใจกว่าเดิม เพราะเงื่อนไขชัดเจน ไม่มีถ้อยคำสวยงาม ไม่มีช่องให้เข้าใจผิด
“ข้ายอมรับ”
“ยังไม่หมด” เย่คุนกล่าว “เหตุผลของเจ้า ถ้าเขียนมาแค่ว่าอยากรู้โลกกว้าง ข้าจะเอากระดาษปิดหน้าเจ้าแล้วส่งกลับเรือน”
เย่เทียนหยิบกระดาษจากชายเสื้อออกมา แต่ยังไม่ส่งให้ “ข้ายังเขียนไม่เสร็จ”
“เขียนเสร็จค่อยเอามา ข้าไม่อ่านของครึ่ง ๆ กลาง ๆ” เย่คุนพูด “และจำไว้ เขียนว่าเจ้าไปทำอะไรให้คณะ ไม่ใช่เขียนว่าคณะจะช่วยเจ้าฝึกอย่างไร เข้าใจไหม”
เย่เทียนชะงักเล็กน้อย แล้วพยักหน้า
“เข้าใจขอรับ”
เย่คุนโบกมือไล่ “งั้นก็ยืนดูให้พอ แล้วกลับไปพัก อย่าให้ข้าเห็นเจ้าอยู่ที่นี่จนแดดเผาหัว”
เย่เทียนอยู่ดูการทดสอบต่ออีกครึ่งชั่วยาม เขาจดจำจังหวะถุงทราย มุมไม้ลาด พื้นหินเปียก และข้อผิดพลาดของคนที่ผ่านกับไม่ผ่าน ผู้ฝึกบางคนแข็งแรงกว่าเขามาก แต่ล้มเพราะใจร้อน บางคนปราณมั่นคงแต่กะจังหวะเชือกต่ำผิด บางคนเสียเวลาเพราะมัวเลือกทางที่ดูง่ายเกินไป
ทุกอย่างบนลานจำลองบอกเขาอย่างหนึ่ง
ไม่มีปราณทำให้ยากขึ้นมาก
แต่การมีปราณก็ไม่ได้ทำให้คนไม่พลาด
ระหว่างทางกลับเรือน เย่เทียนเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านประตูข้างตระกูลเข้ามา ชุดของพวกเขาไม่เหมือนคนตระกูลเย่ สีเข้มกว่า รัดกุมกว่า แถบผ้าสีน้ำตาลดำคาดแขน บางคนสะพายคันธนูสั้น บางคนถือไม้เท้าเดินทางที่ปลายเต็มไปด้วยรอยขูดจริง ไม่ใช่รอยฝึกในลาน
คนด้านหน้าสุดเป็นชายหนุ่มร่างสูง ผิวคล้ำจากแดด ไหล่กว้าง ดวงตาคมแบบคนคุ้นกับการมองทางไกล เขาหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นเย่เทียน
เย่เทียนจำเขาได้ทันที
หานเลี่ย
คนที่เคยเตือนเขาเรื่อง “เท้า” ในงานสี่ตระกูล
หานเลี่ยมองเย่เทียนตั้งแต่ใบหน้าลงไปถึงผ้าพันหน้าแข้ง แล้วมุมปากขยับเล็กน้อย
“อ้อ เด็กตระกูลเย่ที่เท้าไวกว่าแรงตัวเอง”
ผู้ติดตามตระกูลหานด้านหลังหันมามองเย่เทียนทันที
เย่เทียนค้อมศีรษะ “พี่หาน”
หานเลี่ยหัวเราะเบา ๆ “เรียกแบบนี้ค่อยฟังแล้วดีหน่อย”
เย่เทียนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่แน่ใจว่าควรเรียกอย่างไรจึงเหมาะสม”
“พี่หานก็พอ” หานเลี่ยเดินเข้ามาใกล้อีกนิด “ได้ยินว่าศิลาทดสอบของตระกูลเย่มีเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับเจ้าหรือ”
คำถามตรงมาก แต่เย่เทียนไม่ได้หลบ
“เกี่ยวกับข้า แต่ข้ายังไม่รู้ว่าเพราะอะไร”
“ดี” หานเลี่ยพยักหน้า “ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ คนในป่าที่เดาเก่งเกินไป มักกลับออกมาไม่ครบชิ้น”
ผู้ติดตามด้านหลังบางคนหัวเราะเบา ๆ เหมือนคุ้นกับคำพูดแบบนี้ของเขา
หานเลี่ยมองกระดาษในมือเย่เทียน “จะสมัครคณะหินดำ?”
“ข้าสนใจกลุ่มสนับสนุน”
“ไม่ใช่กลุ่มปะทะ?”
“ข้ายังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์”
“อย่างน้อยก็พูดออกมาตรง ๆ” หานเลี่ยกอดอก “หลายคนยังไม่พร้อม แต่ชอบพูดเหมือนแค่ขาดโอกาส พอเจอหมอกจริง ๆ วิ่งชนต้นไม้ก่อนสัตว์อสูรเสียอีก”
เย่เทียนไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร จึงเลือกฟัง
หานเลี่ยชี้ไปที่ผ้าพันขาของเขา “ขานั่นยังเจ็บอยู่?”
“ยังตึงเล็กน้อย แต่เดินได้”
“เดินในลานกับเดินบนหินเปียกคนละเรื่อง” หานเลี่ยกล่าว “หินดำบางช่วงเหมือนพื้นเรียบ แต่ใต้ตะไคร่ลื่นกว่าน้ำมัน ถ้าเจ้าลงส้นหนักเกินไป เท้าจะไถล ถ้าลงปลายเท้าเบาเกินไป หินจะกลิ้ง เจ้าจะล้มแบบไม่รู้ว่าใครผลัก”
เย่เทียนฟังอย่างตั้งใจ
นี่ต่างจากคำสอนในตำรา
มันมีภาพจริง มีพื้นจริง มีความเจ็บจริง
หานเลี่ยพูดต่อ “แล้วอย่าคิดว่ากลุ่มสนับสนุนสบาย แบกของผิดน้ำหนักไม่สม่ำเสมอเดินไปครึ่งวันไหล่จะพัง จดรอยผิดคณะอาจเดินเข้าทางที่ไม่ควรเข้า ตรวจเสบียงพลาด คืนที่สองไม่มีผ้ากันชื้น คนทั้งคณะนอนหนาวจนตื่นมาแข้งขาแข็ง”
เขาพูดเหมือนเล่าเรื่องธรรมดา แต่เย่เทียนรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคงเกิดขึ้นจริงมาแล้ว
“ถ้าข้าต้องฝึกสังเกตรอย ควรเริ่มจากอะไร” เย่เทียนถาม
คนตระกูลหานด้านหลังบางคนเลิกคิ้ว เหมือนแปลกใจที่เด็กยังไม่เปิดชีพจรถามเรื่องนี้แทนที่จะถามเรื่องสัตว์อสูรหรืออันตราย หานเลี่ยกลับยิ้มเล็กน้อย
“เริ่มจากรอยคน ไม่ต้องรีบไปดูรอยสัตว์”
“เพราะรอยคนง่ายกว่า?”
“ง่ายกว่า แต่ก็หลอกตาได้พอ ๆ กัน” หานเลี่ยย่อตัวลง ใช้นิ้วเคาะพื้นดินแข็งข้างทาง “คนแบกของ ส้นจะกดหนักกว่า คนเจ็บข้างหนึ่ง รอยจะเอียง คนรีบ รอยจะยาวขึ้น คนกลัว บางทีรอยเละเพราะเปลี่ยนใจบ่อย ดูของพวกนี้ก่อน ถ้าเจ้าดูรอยคนในตระกูลตัวเองยังไม่ออก อย่าเพิ่งพูดถึงรอยหมาป่าหินเทา”
เย่เทียนมองพื้นตามนิ้วของเขา
หานเลี่ยลุกขึ้น “แล้วจำไว้อีกอย่าง ถ้าเจ้าไปกลุ่มสนับสนุน อย่าคิดว่าตัวเองไปหาเรื่องของตัวเอง เจ้าต้องทำให้คนคุมคณะรู้สึกว่า มีเจ้าอยู่แล้วงานเบาลง ไม่ใช่หนักขึ้น”
ประโยคนี้ไม่สวย ไม่คม แต่ชัดจนเย่เทียนรู้ทันทีว่าควรเอาไปเขียนลงคำร้อง
“ข้าจะจำไว้”
หานเลี่ยพยักหน้า “ดี ข้าต้องไปพบเรือนกลางแล้ว ถ้าเจ้าผ่านมาถึงวันออกเดินทางจริง ค่อยดูอีกทีว่าเท้าของเจ้าใช้ได้แค่ไหน”
เขาพูดจบก็เดินนำคนตระกูลหานจากไป ไม้เท้าเดินทางของคนด้านหลังเคาะพื้นเป็นจังหวะหนักเบาไม่เท่ากัน เย่เทียนมองรอยเท้าที่พวกเขาทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัว
บางรอยลึกกว่ารอยอื่นจริง ๆ
บางคนลงน้ำหนักด้านซ้ายมากกว่า
บางคนมีรอยปลายเท้ากว้าง เหมือนพร้อมเปลี่ยนทิศตลอดเวลา
เขาเพิ่งเริ่มดู แต่ก็เริ่มเห็นว่าพื้นดินมีสิ่งให้จดมากกว่าที่เคยคิด
เย่เทียนกลับเรือนด้วยก้าวที่มั่นคงกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะเขาได้รับอนุญาตแล้ว เขายังไม่มีผู้รับรอง ยังไม่ได้ผ่านลานจำลอง ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง และยังอาจถูกปฏิเสธตั้งแต่ขั้นแรก
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำร้องไม่ควรเขียนแบบใด
ไม่ใช่ “ข้าอยากไปเพื่อฝึก”
แต่ต้องเป็น “ข้าไปแล้วทำอะไรได้”
เขาจุดตะเกียงทั้งที่ฟ้ายังไม่มืด นั่งลงที่โต๊ะ แล้วดึงกระดาษแผ่นใหม่ออกมา เขียนหัวข้อด้วยลายมือที่ตั้งใจกว่าปกติ
“คำร้องเข้าร่วมคณะฝึกเส้นทางภูเขาหินดำ — กลุ่มสนับสนุน”
ใต้หัวข้อนั้น เขาแบ่งออกเป็นสามส่วน
หนึ่ง สิ่งที่ข้าทำได้
“บันทึกเส้นทางและจุดเสี่ยง”
“ตรวจนับเสบียงและอุปกรณ์”
“สังเกตรอยเท้าคน รอยลาก รอยเสียหลัก และความเปลี่ยนแปลงของพื้น”
“ควบคุมลมหายใจในระยะเดินทางสั้นถึงกลางโดยไม่รบกวนคณะ”
สอง ข้อจำกัดของข้า
“ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์”
“ไม่เข้าร่วมปะทะโดยไม่จำเป็น”
“ไม่ใช้หินปราณหรือทดลองชีพจรระหว่างทาง”
“ต้องอยู่ในเขตตื้นและไม่แยกจากคณะ”
สาม เหตุผลที่ควรพิจารณา
ตรงส่วนนี้ เขาหยุดนานที่สุด
หากเป็นเมื่อเช้า เขาอาจเขียนว่าเพราะลานฝึกไม่พอ เพราะตนต้องการประสบการณ์จริง เพราะชีพจรผิดปกติ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าถ้าเขียนเช่นนั้น คนอ่านจะเห็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่อยากใช้คณะฝึกเป็นทางลัดของตัวเอง
เย่เทียนจุ่มหมึกใหม่ แล้วเขียนช้า ๆ
“ข้าขอเข้าร่วมเฉพาะฐานะกลุ่มสนับสนุน ไม่ใช่กำลังปะทะ ข้าจะทำหน้าที่บันทึกเส้นทาง ตรวจอุปกรณ์ และสังเกตรอยพื้นฐานตามคำสั่งของผู้คุมคณะ หากผู้ฝึกสอนเห็นว่าข้าทำให้คณะช้าลง เพิ่มความเสี่ยง หรือไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ตามเงื่อนไข ข้ายอมถอนคำร้องทันที”
เขาอ่านซ้ำหนึ่งรอบ แล้วเติมท้ายอีกบรรทัด
“ข้าจะไม่ใช้การเดินทางครั้งนี้เป็นข้ออ้างทดลองชีพจรของตนเอง”
เมื่อเขียนจบ มือขวาของเขาปวดเล็กน้อยจากการจับพู่กันนาน แต่ในอกกลับนิ่งขึ้นกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ในเรือนกลางของตระกูลเย่ แผนที่เส้นทางภูเขาหินดำฉบับใหญ่ถูกคลี่อยู่บนโต๊ะไม้ยาว แผนที่ฉบับนี้ละเอียดกว่าที่เย่เทียนเห็นในหอเอกสารมาก เส้นทางย่อย แนวหินชื้น จุดตั้งค่ายเก่า และเขตหมอกต่ำถูกทำเครื่องหมายไว้ชัดเจน
เย่กวงยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ส่วนหานเลี่ยยืนอยู่อีกฝั่ง ผู้ดูแลเรือนกลางสองคนยืนเงียบอยู่ด้านหลัง
บนแผนที่มีจุดหมึกแดงสามจุดอยู่ใกล้แนวเขตตื้น
เย่กวงมองจุดเหล่านั้น “ร่องรอยเข้ามาใกล้กว่ารายงานก่อนหน้า”
หานเลี่ยพยักหน้า “ใช่ ใกล้พอให้พ่อค้าขวัญเสีย ถ้าข่าวหลุดก่อนตรวจให้ชัด เส้นทางนี้อาจวุ่นวาย”
“เป็นสัตว์อสูรระดับสูงหรือไม่”
“ยังตอบไม่ได้ขอรับ” หานเลี่ยชี้จุดหนึ่งบนแผนที่ “รอยลึก แต่ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสัตว์บาดเจ็บ อาจเป็นฝูงที่แตกจากเขตลึก หรืออาจเป็นอย่างอื่น ข้าไม่อยากเดาแล้วให้คนเตรียมผิดทาง”
เย่กวงขมวดคิ้ว “ถ้ามีความเสี่ยง ควรลดจำนวนผู้ฝึกรุ่นเยาว์”
“ลดได้” หานเลี่ยตอบ “แต่ถ้ายกเลิกทั้งหมด พวกพ่อค้าจะรู้ทันทีว่ามีเรื่องผิดปกติ อีกอย่าง เส้นทางต้องถูกตรวจอยู่ดี จะส่งแต่คนมีประสบการณ์ไปก็ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น ข่าวยิ่งน่าสงสัย”
เย่กวงมองเขา “เจ้ากำลังใช้คณะฝึกบังงานตรวจจริง”
หานเลี่ยไม่หลบตา “ใช่ เป็นสิ่งที่อาวุโสตระกูลข้าพูดคุยกันมาแล้ว”
ผู้ดูแลเรือนกลางด้านหลังนิ่งขึ้นทันที
หานเลี่ยพูดต่ออย่างตรงไปตรงมา “แต่ข้าไม่ได้บอกให้ลากคนไปตาย เขตตื้นยังควบคุมได้ ถ้าจัดคนดีพอ ลดจำนวนคนที่ไม่พร้อม และวางผู้คุมทางให้ถูกจุด เราจะได้ทั้งตรวจเส้นทางและไม่ทำให้เมืองแตกตื่น”
เย่กวงเงียบไปครู่หนึ่ง “แล้วเย่เทียน ข้าเห็นเจ้าพูดกับเขาแล้ว?”
“เจอระหว่างทาง” หานเลี่ยตอบ “เขาสนใจกลุ่มสนับสนุน”
“เจ้าเห็นว่าเหมาะหรือ”
“ยังบอกไม่ได้” หานเลี่ยกล่าว “ข้าตัดสินแทนพวกท่านไม่ได้หรอก ต้องดูเท้าก่อน ดูว่าแบกของแล้วเสียจังหวะไหม ดูว่าฟังคำสั่งหรือเปล่า แต่เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรอยู่กลุ่มปะทะ นั่นดีกว่าบางคนที่เปิดชีพจรแล้วคิดว่าตัวเองฟันภูเขาได้”
เย่กวงยังมองแผนที่ “เขาเป็นกรณีพิเศษ เรือนกลางต้องระวังมากกว่าเดิม”
“ก็ให้เขาผ่านด่านมากกว่าคนอื่น” หานเลี่ยพูดง่าย ๆ “ถ้าไม่ผ่านก็ตัดชื่อเอาก็ได้”
เย่กวงเหลือบมองเขา “เจ้าพูดเหมือนง่าย”
“เพราะในสนามจริงมันง่ายกว่านั้นอีก” หานเลี่ยกล่าว “เดินได้ก็ไป เดินไม่ได้ก็กลับ”
คำตอบนั้นห้วน แต่ตรงจนไม่มีใครโต้ทัน
เย่กวงมองจุดหมึกแดงบนแผนที่อีกครั้ง นิ้วของเขาแตะเส้นทางเขตตื้นเบา ๆ เหมือนกำลังคำนวณความเสี่ยงทุกชั้นอยู่ในใจ
ค่ำนั้น เย่เทียนยังไม่รู้เรื่องจุดหมึกแดงบนแผนที่ของเรือนกลาง
เขารู้เพียงว่าคำร้องของเขาเขียนเสร็จแล้ว และอีกสองวันข้างหน้า ผู้ฝึกสอนเย่คุนจะดูว่าเขามีสิทธิ์แม้แต่จะทดสอบลานจำลองหรือไม่
เขาพับคำร้องอย่างระมัดระวัง วางไว้ข้างกระดาษ “คำถามที่ยังไม่ควรทดลอง” และกระดาษ “เหตุผลสำหรับออกนอกเมือง” ก่อนดับตะเกียง
ในความมืด หินปราณสามก้อนยังวางอยู่ห่างตัวหนึ่งช่วงแขน
เย่เทียนไม่ได้แตะมัน
ไม่ได้ดึงความอุ่นใต้สะดือ
ไม่ได้ฝึกผิดคำสั่ง
เขานอนลงช้า ๆ หลับตา และนึกถึงเสียงของเสี่ยวอวี่ที่บอกให้เขากลับมาให้ได้ เสียงของเย่เฉิงที่เตือนเรื่องเงื่อนไข เสียงของผู้ฝึกสอนเย่คุนที่ขู่ว่าจะส่งเขากลับเรือนถ้าเห็นเลือด และเสียงของหานเลี่ยที่บอกให้ดูรอยคนก่อนรอยสัตว์
คืนนั้น เย่เทียนฝันถึงพื้นหินเปียก เส้นทางแคบที่คดเข้าไปในหมอก และรอยเท้าหลายคู่บนดินชื้น
รอยหนึ่งลึกกว่ารอยอื่นเล็กน้อย
เหมือนเจ้าของรอยนั้นกำลังแบกบางสิ่งที่หนักเกินกว่าคนข้างหลังจะมองเห็น