โรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน

    ตอนที่ 56: ค่ายกลกลืนใจ และสัมผัสปลุกตัณหา

    เสียงกลอนประตูไม้ดัง แกรก... ก่อนที่บานประตูหนาหนักจะถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายเย็นยะเยือกของปราณหิมะจากเหล่าจอมยุทธหญิงสำนักฟ้าครามพุ่งทะลวงเข้ามาในโถงโรงเตี๊ยม ปะทะกับกลิ่นกำยานหอมจางๆ ที่อาหลางและอู๋ซวงจัดเตรียมไว้ ขบวนนางเซียนในชุดสีฟ้าอ่อนก้าวเท้าเข้ามาอย่างระแวดระวัง นำโดย ฉิวเสวี่ย ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง คมกระบี่ที่ข้างเอวของนางแผ่ไอสังหารอ่อนๆ ออกมาข่มขวัญทุกสรรพสิ่ง

     

    ลมหนาวที่พัดเข้ามาตามตัวของเหล่านางเซียนทำให้เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหว เงาที่เต้นระบำบนผนังไม้เก่าดูเหมือนกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยการเต้นรำอันลึกลับ แสงไฟส่องประกายบนใบหน้าขาวเนียนของศิษย์สาวแต่ละคน เผยให้เห็นความเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ยาวนาน ทว่าดวงตาของพวกนางยังคงเฉียบคมและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

     

    ฉิวเสวี่ยกวาดสายตาไปรอบโถงอย่างรอบคอบ นางสังเกตเห็นโต๊ะไม้เก่าๆ ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เก้าอี้ที่ดูแข็งแรงแม้จะเก่าแก่ และบรรยากาศอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเตาผิงที่มีไฟลุกโชติช่วง กลิ่นหอมของอาหารที่กำลังปรุงอยู่ในครัวทำให้ท้องของศิษย์สาวหลายคนร้องเรียกด้วยความหิว

     

    ทว่าพวกนางหารู้ไม่ว่า ทันทีที่ฝ่าเท้าของพวกนางสัมผัสลงบนพื้นไม้เก่าๆ ของโรงเตี๊ยมสนธยา พวกนางได้ก้าวเข้าสู่ "ค่ายกลกลืนใจ" ที่อาหลางลงอาคมไว้ทุกตารางนิ้ว เส้นใยวิญญาณสีทองอำพันที่ฝังอยู่ใต้รอยแตกของไม้เริ่มถักทอตัวเองเข้ากับเงาร่างของพวกนางอย่างเงียบเชียบ

     

    เส้นใยเหล่านี้บางเฉียบจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีความเหนียวแน่นเหนือกว่าเหล็กกล้า พวกมันเลื้อยไปตามเงาของเหล่านางเซียน ค่อยๆ พันรอบข้อเท้า ข้อมือ และคอของพวกนางโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การเชื่อมต่อนี้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด กลับกันยังให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมือนกับการได้พบเจอกับสิ่งที่ตัวเองแสวงหามานาน

     

    ศิษย์สาวคนหนึ่งที่ชื่อ เหมยซู่ หยุดชะงักเล็กน้อย นางรู้สึกเหมือนมีใครคอยลูบไล้ข้อเท้าของนางอย่างแผ่วเบา แต่เมื่อมองลงไป กลับไม่เห็นอะไรเลย นางส่ายหัวเบาๆ คิดว่าคงเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

     

    "ยินดีต้อนรับเหล่าแม่นางผู้สูงศักดิ์สู่โรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งนี้ขอรับ!"

     

    อาหลางก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ดูซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยแสดงมา เขาโค้งตัวลงอย่างนอบน้อม ท่วงท่าดูคล่องแคล่วและเป็นมิตรจนยากจะจับพิรุธ เสื้อผ้าป่านสีน้ำตาลอ่อนของเขาดูสะอาดและเรียบร้อย ใบหน้าที่แสดงความจริงใจและความเป็นมิตรทำให้ดูเหมือนเสี่ยวเอ้อธรรมดาที่ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์

     

    "พายุเพิ่งสงบ ทางเดินคงลำบากนัก เชิญพวกท่านนั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนเถิด ข้าได้เตรียมน้ำชาชั้นดีและอาหารร้อนๆ ไว้รอท่าแล้วขอรับ"

     

    เสียงของอาหลางอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ทำให้เหล่านางเซียนรู้สึกอบอุ่นใจ หลังจากเดินทางมาทั้งวันท่ามกลางลมหนาวและหมอกหนา การได้พบกับความอบอุ่นและการต้อนรับที่เป็นมิตรเช่นนี้ทำให้พวกนางผ่อนคลายลงไม่น้อย

     

    ฉิวเสวี่ยปรายตามองอาหลางแวบหนึ่ง นางใช้ประสาทสัมผัสที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีสำรวจตัวเขาอย่างละเอียด นางสัมผัสไม่ได้ถึงพลังวัตรใดๆ จากตัวเสี่ยวเอ้อหนุ่มคนนี้ มีเพียงกลิ่นอายของปุถุชนธรรมดาที่ดูขยันขันแข็ง ซึ่งนั่นคือความสำเร็จสูงสุดของอาหลางในการพรางกาย ศิลาเนตรมารที่หลอมรวมกับร่างกายของเขาสามารถปิดบังพลังมารให้เหลือเพียงกลิ่นอายของมนุษย์ธรรมดาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

     

    "จัดโต๊ะให้พวกเรา... และขอที่พักที่สงบที่สุด" นางสั่งเสียงเย็น แต่ไม่ได้แสดงความไม่เป็นมิตร เป็นเพียงลักษณะนิสัยของนางที่เคยชินกับการสั่งการและคาดหวังให้ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม

     

    "ได้เลยขอรับ แม่นาง" อาหลางตอบด้วยความกระตือรือร้น "ข้ามีห้องพักชั้นบนที่สะอาดและสงบ เหมาะสำหรับท่านและศิษย์สาวทุกคน ส่วนอาหารนั้น ข้าได้เตรียมเมนูพิเศษที่ทำจากวัตถุดิบชั้นดีที่หาได้ยากในแถบนี้"

     

    ในขณะที่อาหลางกำลังจัดแจงที่นั่ง อู๋ซวง ในคราบหญิงรับใช้ใบหน้าจืดชืดก็เดินนอบน้อมเข้ามาพร้อมถาดอาหารขนาดใหญ่ นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเทาธรรมดา ผมเก็บเป็นมวยเรียบง่าย ใบหน้าดูอ่อนหวานและไร้เดียงสา ไม่มีใครจะเดาได้ว่านางคือจอมยุทธหญิงผู้มีฝีมือสูงส่งและความโหดร้ายที่น่าสะพรึงกลัว

     

    นางขยับตัวอย่างแคล่วคล่องประดุจเงา ทุกการเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติและไม่น่าสงสัย ในจังหวะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ นิ้วเรียวของนางแอบสะบัดเบาๆ โปรยผง "ลืมวิญญาณ" ที่สกัดจากดอกมันดาลาโบราณลงในถาดอาหารและน้ำชาอย่างแนบเนียน ผงละเอียดนี้ไร้สีไร้กลิ่น ทว่ามีฤทธิ์ในการกัดเซาะเกราะป้องกันทางจิตใจและกระตุ้นสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัว

     

    การกระทำของอู๋ซวงนั้นรวดเร็วและแนบเนียนจนไม่มีใครสังเกตเห็น นางวางจานข้าวผัดที่มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน จานผัดผักใสที่ดูสดใหม่ และน้ำซุปร้อนๆ ที่มีไอน้ำลอยขึ้นมา อาหารทุกอย่างดูน่ารับประทานและปรุงด้วยความใส่ใจ ไม่มีใครจะคิดว่าในอาหารเหล่านี้จะมีสารพิษที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกนางไปตลอดกาล

     

    "อาหารดูน่ารับประทานมากเลยค่ะ" เหมยซู่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ข้าไม่คิดว่าจะได้พบโรงเตี๊ยมที่มีอาหารดีขนาดนี้ในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้"

     

    "ขอบคุณที่ชมเชยขอรับ" อู๋ซวงตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนหวานและเรียบง่าย "ข้าใช้เวลาทั้งบ่ายในการเตรียมอาหารเหล่านี้ หวังว่าจะถูกใจท่านทุกคน"

     

    อาหลางแอบชำเลืองมองอุ้งมือขวาของตน ศิลาเนตรมารที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังเริ่มส่งความร้อนระอุออกมา ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นในจิตของเขาทำให้อาหลางแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความลำพองใจ

     

    ศิลาเนตรมารกำลังแสดงค่าราคะของเหล่านางเซียนแบบเรียลไทม์ ตัวเลขที่เริ่มต้นจากศูนย์เมื่อพวกนางเพิ่งเข้ามา บัดนี้เริ่มขยับขึ้นเป็น 5... 8... 12... และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในกลิ่นอายของพวกนาง กลิ่นปราณหิมะที่เคยเย็นเยียบเริ่มมีความอบอุ่นแฝงอยู่

     

    ศิษย์สาวสำนักฟ้าครามนับสิบคนที่มีภาพลักษณ์จอมยุทธหญิงผู้ทรงศีล บัดนี้ค่าราคะของพวกนางเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากตัวเลขหลักหน่วยที่เกิดจากความเหนื่อยล้า เริ่มขยับเป็นหลักสิบและพุ่งสู่หลักร้อยตามฤทธิ์ของผงลืมวิญญาณและกำยานในห้อง กลิ่นอาย "บุปผาบริสุทธิ์" ที่เคยเย็นเยียบเริ่มเปลี่ยนเป็นรุ่มร้อนและกระสับกระส่ายโดยที่พวกนางไม่รู้ตัว

     

    ลิงเอ๋อร์ ศิษย์สาวที่นั่งใกล้เตาผิงเริ่มรู้สึกร้อนผิดปกติ นางถอดเสื้อคลุมสีฟ้าออกและวางไว้บนพนักเก้าอี้ เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีขาวที่บางเฉียบ รูปร่างที่เคยซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าหลวมๆ เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น นางไม่รู้ว่าการกระทำเล็กๆ นี้ทำให้ค่าราคะของนางพุ่งขึ้นไปอีกสิบจุด

     

    "อากาศในนี้ค่อนข้างอบอ้าวนะคะ" นางพูดพลางใช้มือพัดลมให้ตัวเอง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสื้อชั้นในของนางโบกสะบัด เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ข้างคอและส่วนบนของอก

     

    เหมยซู่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เช่นกัน นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งไปตามแขนและขาของนาง ทำให้นางอยากขยับตัวเรื่อยๆ นางเปลี่ยนท่านั่งบ่อยครั้ง โดยไม่รู้ตัวว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ชายกระโปรงของนางเลื่อนขึ้นเผยให้เห็นข้อเท้าเรียวและส่วนหนึ่งของน่องที่ขาวเนียน

     

    อาหลางเริ่มลงมือเดินหมากตัวสำคัญ เขาเดินวนเวียนปรนนิบัติรอบโต๊ะของเหล่านางเซียนด้วยท่าทีขยันขันแข็ง ในจังหวะที่เขาส่งจอกน้ำชา หรือขยับจานอาหาร เขาจงใจปล่อยให้ปลายนิ้วหรือชายเสื้อสัมผัสกับผิวพรรณของพวกนางทีละคน

     

    การสัมผัสแต่ละครั้งดูเหมือนความบังเอิญ แต่กลับเป็นการคำนวณที่แม่นยำ อาหลางรู้จุดไหนของร่างกายหญิงที่จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนที่สุด เขาเริ่มจากการสัมผัสที่ไม่น่าสงสัย เช่น หลังมือขณะส่งน้ำชา หรือไหล่เบาๆ ขณะเดินผ่าน

     

    เขาเดินผ่านศิษย์น้องเล็กที่ดูอ่อนแอที่สุด ปลายนิ้วของเขาแกล้งสัมผัสถูกหลังมือนางเพียงแผ่วเบาขณะวางตะเกียบ วูบ... เส้นใยวิญญาณสีทองอำพันพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดชีพจรของนางทันที ร่างของศิษย์น้องเล็กกระตุกวูบเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยซีดขาวเริ่มซับสีเลือดและลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

     

    "เป็นอะไรไปเหรอ เซียวหลิง?" ฉิวเสวี่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของศิษย์น้อง

     

    "ไม่เป็นไรค่ะ หัวหน้า" เซียวหลิงตอบด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย "อาจเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง ข้ารู้สึกร้อนผิดปกติ"

     

    นางใช้มือพัดหน้าตัวเอง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสื้อของนางโบกสะบัด เผยให้เห็นรูปร่างที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากเดิม ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังปราณเย็น บัดนี้เริ่มมีความอ่อนโยนและเซ็กซี่แฝงอยู่

     

    อาหลางขยับไปหาศิษย์คนต่อไปและคนต่อไป ทิ้งสัมผัสที่ดูเหมือนความบังเอิญแต่กลับหนักแน่นด้วยมนตรามาร เขาแตะไหล่ของ เหมยซู่ เบาๆ ขณะวางจานข้าวผัด ปลายนิ้วของเขาสัมผัสผิวหนังที่อ่อนนุ่มผ่านผ้าบางๆ ทำให้นางสั่นสะเทือนเล็กน้อย

     

    "อาหารหอมมากเลยค่ะ" เหมยซู่พูดด้วยเสียงที่แหบเล็กน้อย นางรู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้ใต้ผิวหนังตรงจุดที่อาหลางสัมผัส ความรู้สึกแปลกๆ นี้แผ่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้นางอยากขยับตัวเพื่อบรรเทาความรู้สึกที่แปลกประหลาด

     

    เขาเดินไปหา ลิงเอ๋อร์ และแกล้งสะดุดเล็กน้อย มือของเขาไปจับที่แขนของนางเพื่อรักษาสมดุล การสัมผัสนี้นานกว่าครั้งอื่นๆ และแน่นกว่า ลิงเอ๋อร์รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าพุ่งทะลวงเข้าไปในร่างกาย ทำให้นางหายใจหอบและใบหน้าแดงก่ำ

     

    "ขอโทษด้วยขอรับ แม่นาง" อาหลางกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ "ข้าเผลอสะดุด"

     

    "ไม่เป็นไรค่ะ" ลิงเอ๋อร์ตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ นางรู้สึกเหมือนจุดที่อาหลางสัมผัสยังคงร้อนผ่าวอยู่ ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนอะไรที่นางเคยสัมผัสมาก่อน มันทำให้นางรู้สึกอ่อนแอและต้องการบางสิ่งที่นางไม่เข้าใจ

     

    ทุกคนที่ถูกเขาสัมผัสจะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง จุดไฟตัณหาให้ลุกโชนขึ้นในอกพร้อมๆ กัน ความเงียบขรึมในโถงโรงเตี๊ยมเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและการขยับกายที่ดูวุ่นวายใจของเหล่าจอมยุทธหญิง

     

    บรรยากาศในโถงเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงสนทนาที่เคยเป็นทางการและสุภาพเริ่มกลายเป็นเสียงกระซิบและเสียงหายใจที่หอบเหนื่อย ศิษย์สาวหลายคนเริ่มถอดเสื้อคลุมออกเพราะรู้สึกร้อน เผยให้เห็นรูปร่างที่เคยซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าหลวมๆ

     

    ฉิวเสวี่ยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของศิษย์สาวและเริ่มรู้สึกกังวล แต่นางเองก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เช่นกัน ร่างกายที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเริ่มมีความอบอุ่นแฝงอยู่ นางพยายามใช้วิชาปราณหิมะเพื่อระงับความรู้สึกนี้ แต่กลับพบว่ามันไม่ได้ผลเหมือนเดิม

     

    สุดท้ายเขาเดินมาหยุดที่ข้างกายของ ฉิวเสวี่ย อาหลางโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบาขณะรินน้ำชาให้นาง ลมหายใจอุ่นของเขาโชยมาถูกใบหูของนาง ทำให้นางสั่นสะเทือนเล็กน้อย

     

    "น้ำชานี้ช่วยให้ผ่อนคลายนะขอรับแม่นาง... รับรองว่าคืนนี้ท่านจะหลับฝันดีกว่าครั้งไหนๆ"

     

    เสียงของอาหลางต่ำและเซ็กซี่ แตกต่างจากเสียงที่เป็นทางการที่เขาใช้กับคนอื่น มันเป็นเสียงที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกหลงใหลและอยากฟังต่อไป ฉิวเสวี่ยรู้สึกเหมือนเสียงนั้นเจาะทะลวงเข้าไปในหัวใจของนาง ทำให้นางรู้สึกอ่อนแอและต้องการพิงพาใครสักคน

     

    ขณะที่อาหลางกระซิบ เขาแอบใช้นิ้วชี้สัมผัสที่ข้อมือของนางเบาๆ การสัมผัสนี้ส่งกระแสพลังมารเข้าไปในร่างของฉิวเสวี่ยโดยตรง ทำให้เกราะป้องกันทางจิตใจของนางที่แข็งแกร่งที่สุดเริ่มมีรอยร้าว

     

    สายตาของพญามารในคราบเสี่ยวเอ้อจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของนางเซียนผู้สูงส่ง เขาเห็นกำแพงน้ำแข็งในใจของนางเริ่มมีรอยปริแตก ดวงตาที่เคยเฉียบคมและเย็นชาเริ่มมีความอ่อนโยนและความปรารถนาแฝงอยู่

     

    ฉิวเสวี่ยพยายามต่อสู้กับความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย นางใช้วิชาปราณหิมะขั้นสูงสุดที่นางเรียนมา พยายามแช่แข็งความรู้สึกเหล่านี้ แต่ยิ่งนางพยายาม ความรู้สึกเหล่านั้นกลับยิ่งแรงขึ้น เหมือนกับไฟที่ถูกเติมน้ำมัน

     

    "ท่าน..." นางพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ข้ารู้สึกแปลกๆ มีอะไรในอาหารหรือเปล่า?"

     

    อาหลางยิ้มอย่างไร้เดียงสา "ไม่มีอะไรผิดปกติขอรับ แม่นาง อาจเป็นเพราะท่านเหนื่อยจากการเดินทาง หรือไม่ก็อากาศที่อบอ้าวในนี้ ข้าจะเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทดีขึ้น"

     

    แต่แทนที่จะเปิดหน้าต่าง เขากลับเดินไปปิดประตูหน้าต่างที่เหลือ ทำให้อากาศในห้องยิ่งอบอ้าวและหนาแน่นไปด้วยกลิ่นกำยานที่มีฤทธิ์กระตุ้นตัณหา

     

    บัดนี้ "ทุ่งแห่งราคะ" ของเขาเริ่มออกผลผลิตแล้ว ศิษย์สาวทั้งสิบสองคนต่างก็แสดงอาการของการถูกกระตุ้นตัณหาอย่างชัดเจน พวกนางขยับตัวไม่หยุด หายใจหอบ และมองหาสิ่งที่จะบรรเทาความรู้สึกที่พวกนางไม่เข้าใจ

     

    เซียวหลิงเริ่มถอดเสื้อชั้นนอกออกจนเหลือแต่เสื้อชั้นในที่บางเฉียบ เหมยซู่ใช้มือลูบไล้แขนและคอของตัวเอง ลิงเอ๋อร์นั่งขยับไปขยับมาไม่หยุด ส่วนศิษย์สาวคนอื่นๆ ก็แสดงอาการคล้ายๆ กัน

     

    ฉิวเสวี่ยพยายามรักษาสติและความเป็นหัวหน้าไว้ แต่ร่างกายของนางก็เริ่มทรยศ นางรู้สึกร้อนผ่าวและอยากถอดเสื้อผ้าออก หัวใจเต้นแรงและมีความปรารถนาที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้น

     

    "พวกเรา... ต้องออกจากที่นี่" นางพยายามสั่งด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่ไม่มีใครฟัง ศิษย์สาวทุกคนจมอยู่กับความรู้สึกใหม่ที่พวกนางไม่เคยสัมผัสมาก่อน

     

    อาหลางยืนมองดูผลงานของตัวเองด้วยความพอใจ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของเหล่านางเซียนจากจอมยุทธหญิงผู้ทรงศีลกลายเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยตัณหาและความปรารถนา

     

    ศิลาเนตรมารในอุ้งมือของเขาส่องแสงสีทองอำพันอย่างรุนแรง ตัวเลขค่าราคะของเหล่านางเซียนพุ่งสูงขึ้นไปจนเกือบถึงระดับสูงสุด เขารู้ว่าอีกไม่นานพวกนางจะไม่สามารถต่อต้านได้อีกต่อไป

     

    อู๋ซวงที่ยืนอยู่ในมุมห้องมองดูการเปลี่ยนแปลงด้วยความพอใจ นางเห็นแผนการของอาหลางเริ่มเข้าสู่จุดสำคัญ เหล่านางเซียนที่เคยดูแข็งแกร่งและไม่อาจเอาชนะได้ บัดนี้กลายเป็นเหยื่อที่ติดอยู่ในใยแมงมุมแล้ว

     

    และคืนนี้... โรงเตี๊ยมสนธยาจะกลายเป็นวิมานที่ไม่มีวันลืมเลือนสำหรับนางเซียนทั้งสิบสองคนนี้ พวกนางจะได้เรียนรู้ความหมายของตัณหาและความปรารถนาที่พวกนางไม่เคยรู้จักมาก่อน และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในวันใหม่ พวกนางจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

    คล้ายกับเรื่องโรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน ที่คุณอ่าน