บทที่ 9 การจ้องมองอย่างลับๆ
ท่าทางที่ไร้เดียงสาของเว่ยฉางอัน ทำให้เว่ยเจี่ยวอิงชะงักมือที่กำลังจะรับถุงหอม ความรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่มีอยู่เดิมบัดนี้กลับยิ่งทวีความเกลียดชัง เว่ยฉางอันมากขึ้นไปอีกหลายส่วน
เว่ยเจี่ยวอิงที่กำลังก้มหน้าอยู่กลับเงยหน้าจ้องมองไปยังเว่ยฉางอันด้วยสายตาที่คมกริบอย่างเครียดแค้น
ทุกการกระทำของเว่ยเจี่ยวอิงต่อให้แสดงออกมาเล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะรอดพ้นจากสายตาของเว่ยฉางอันได้ ดังนั้นสายที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของนางจึงถูกเว่ยฉางอันเห็นมันได้อย่างชัดเจน
ชาติก่อนนางโง่เขลาจึงได้ถูกหลอกลวงด้วยสีหน้าที่ไร้เดียงสาของเว่ยเจียวอิงเช่นนี้สินะ เป็เพราะนางที่เชื่อใจเว่ยเจี่ยวอิงทำให้คนที่นางรักต้องประสบเคราะห์ร้ายอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น
ทันใดนั้นริมฝีปากของเว่ยฉางอันก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นะเื หัวใจราวกับถูกมือของผู้ใดบีบอย่างรุนแรง
“น้องรอง เหตุใดเ้าจึงไม่รับถุงหอมนี้ไปเล่า? หรือว่าเ้ารังเกียจถุงหอมนี้กระนั้นหรือ?”
ในเมื่อชาตินี้นางได้รับรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว นางจะยอมให้เว่ยเจี่ยวอิงมีชีวิตอย่างสงบสุขได้อย่างไร?
เว่ยเจี่ยวอิงไม่คาดคิดเลยว่า เพียงแค่ตนเองเหม่อไปชั่วครู่ เว่ยฉางอันกลับฉวยโอกาสหาเื่นางทันที คำพูดของเว่ยฉางอันมิใช่บอกเป็นัยหรือว่านางเป็เพียงบุตรสาวของอนุที่ไม่รู้จักกฏระเบียบ ซ้ำยังกล้าทำหน้าไม่พอใจใส่บุตรสาวของฮูหยินใหญ่เช่นนางอีก
เว่ยเจี่ยวอิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนกและแน่นอนว่า บรรดาคุณหนูหยินใหญ่จากตระกูลสูงศักดิ์กำลังจ้องมองนางด้วยสายตาที่ดูแคลน
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรเล่า ท่านพี่คิดมากไปแล้วเ้าค่ะ”
เว่ยเจี่ยวอิงรู้ว่าสถานะของบุตรสาวฮูหยินใหญ่ของเว่ยฉางอันกำลังจะกดข่มนางให้ได้ แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเว่ยฉางอันถึงดูเปลี่ยนไปราวกับรู้ว่าตนกำลังจะทำอันใด แต่นางไม่มีเวลาคิด ยิ่งกว่านั้นนางต้องรีบหาข้อแก้ต่างให้กับตนเองก่อน
ภาพลักษณ์ที่ดีที่นางพยายามรักษามาตลอดจะต้องไม่ถูกทำลายโดยเว่ยฉางอัน นางเหลือบมองไปที่เว่ยฉางอันเห็นว่านางยังคงเหมือนเดิม ยังคงดูโง่เขลา เว่ยเจี่ยวอิงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าตนเองคิดมากไปเอง
ผู้ที่โง่เขลาเช่นเว่ยฉางอันที่อยู่ใมกำมือนางมานานถึงเพียงนี้จะสามารถพลิกฟ้าได้อย่างไรกัน*[1] เว่ยเจี่ยวอิงปลอบใจตนเองว่าทั้งหมดนี้เป็แค่เื่บังเอิญ
เว่ยฉางอันมีรอยยิ้มอ่อนหวานบนริมฝีปาก แต่สายตาที่ก้มลงมากลับแสดงความเกลียดชังตรงกันข้ามกับสีหน้าอย่างสิ้นเชิง หากมีผู้ใดเห็นเข้าคงต้องใไม่น้อย
เมื่อเห็นเว่ยเจี่ยวอิงยิ้มแย้มแสร้งทำเป็ดีใจแล้วคล้องถุงหอมไว้ที่เอว รอยยิ้มเย็นะเืบนริมฝีปากของเว่ยฉางอันก็ยิ่งกว้างขึ้น การกระทำของเว่ยเจี่ยวอิงในตอนนี้ไม่ใช่อย่างอื่น นอกจากการหาทางออกให้ตนเอง
หากนางยังคงดื้อรันไม่ยอมปล่อยเว่ยเจี่ยวอิง มันจะกลายเป็ว่านางที่อยู่ฐานะพี่สาวคนโตกลับมีจิตใจที่คับแคบ อย่างไรก็ตามนางก็มิได้รีบร้อนว่าชำระแค้นทั้งหมดในวันนี้อยู่แล้ว…
“เช่นนั้น หากน้องรองมิได้รังเกียจย่อมดีแล้ว”
ด้วยเหตุนี้นางจึงทำตามคำพูดของเว่ยเจี่ยวอิง ให้ทางออกแก่นางไม่คิดจะติดตามเอาเื่กับนางอีกต่อไป
ขณะเดียวกันฮองเฮาที่ประทับอยู่้าได้จับตาดูการกระทำของทั้งสองด้วยความสนใจ หรือจะกล่าวให้ถูกต้องคือ นางคอยสังเกตการณ์การกระทำของเว่ยฉางอันอย่างละเอียดทุกประการ ท่าทีต่าง ๆ ของเว่ยฉางอันนั้นทำให้นางพยักหน้าด้วยความพอใจ
กดดันอย่างพอประมาณ ยอมลดละอย่างมีเหตุผล การกระทำของเว่ยฉางอันทำให้ฮองเฮาพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง ช่างสมกับที่เป็บุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพ เป็ต้นกล้าที่ดีสำหรับการหนุนบุตรชายของนาง
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
ขณะที่ฮองเฮายังคงครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ เสียงแหลมของขันทีก็ดังมา
เมื่อทุกคนเงยหน้ามองไปตามทิศของเสียงที่ดังขึ้น พบว่าเป็ฮ่องเต้ในชุดดำปักัสีเหลืองทองกำลังก้าวเดินนำเข้ามาในงานอย่างสง่างาม ด้านหลังยังมีองค์ไท่จื่อหรงฉีและเหล่าขุนนางอีกหลายคนเดินหลังตามมา
และเมื่อมองไปด้านหลังของเหล่าขุนนาง ยังมีหรงหลีเซิงที่กำลังค่อย ๆ หมุนล้อรถเข็นของตนอย่างช้า ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พร้อมกับฮ่องเต้ นับั้แ่ได้รับาเ็เขาก็ไม่เข้าร่วมว่าราชการใด ๆ ในราชสำนักอีกเลย
ส่วนฮ่องเต้และเหล่าขุนนาง ก็ได้ปลีกตัวออกจากงานไปอย่างกะทันหัน เพราะมีเื่ด่วนเกี่ยวกับราชกิจที่ต้องปรึกษาหารือกัน
“ถวายบังคมฝ่าา”
ทุกคนต่างก้มคำนับทำความเคารพ แต่เว่ยฉางอันเผลอสบเข้ากับดวงตาสีดำคู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหลบสายตาอย่างรวดเร็ว ไม่รู้เหตุใด เมื่อสบตากับหรงหลีเซิง นางกลับรู้สึกคลางแคลงใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หรือเป็เพราะนางกับเข้าได้ทำข้อตกลงกันเมื่อครู่ จึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ เพราะแท้จริงแล้วมันยังคงเป็เื่แย่งชิงอำนาจ
แต่หรงหลีเซิงกลับดูสงบนิ่งราวกับไม่เคยสบตากับนางเลย เมื่อเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้น ความรู้สึกคลางแคลงใจของเว่ยฉางอันก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
‘หากเขายังไม่หวาดกลัว เหตุใดนางต้องหวาดกลัว!’
เว่ยฉางแอบเบ้ปาก พร้อมกับบ่นพึมพัมในใจ
“เห็นฝ่าาทรงมีพระพักตร์ที่ผ่องใสเช่นนี้ เื่ราวคงได้รับการแก้ไขหมดแล้วสินะเพคะ”
เมื่อฮ่องเต้มาถึง ฮองเฮาก็คอยปรนนิบัติฮ่องเต้ด้วยความเอาใจ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สบาย ๆ ราวกับเป็ประโยคคำถามทั่วไป แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจว่ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว
การแสดงออกของฮองเฮาเช่นนี้ ทำให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง พระองค์เอื้อมไปคว้ามืออันบอบบางของฮองเฮาไว้ในที่ฝ่ามือ รอยยิ้มหน้าเปี่ยมสุขก็ปรากฏบนใบหน้า
“ฮ่า ๆ นั่นก็เป็เพราะฮองเฮาให้กำเนิดโอรสที่ดีแก่ข้า เื่ครั้งนี้ต้องขอบใจไท่จื่อที่สามารถแก้ไขเื่นี้ได้อย่างรวดเร็ว สมควรได้รางวัล”
หลังจากที่ได้อยู่เคียงข้างฮ่องเต้มาหลายปี พระมเหสีก็ทรงเข้าพระทัยอุปนิสัยใจคอของพระองค์เป็อย่างดีแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้ นางไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก แต่ก็ยังคงปลาบปลื้มยินดีที่บุตรของนางได้รับคำชมเช่นกัน
แม้สีหน้าของนางจะมิได้แสดงออกซึ่งความรู้สึกนั้น แต่ยังคงประดับเป็รอยยิ้มอันสง่างาม พลางกล่าวกับฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน “ในฐานะที่หรงฉีเป็ถึงองค์ไท่จื่อ จึงสมควรแล้วที่จะแบ่งเบาภาระของฝ่าาเพค่ะ”
ฮองเฮากล่าวไปพลางส่งสายตาให้หรงฉี
“เสด็จพ่อ เป็ดังที่เสด็จแม่ทรงตรัสพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็หน้าที่ที่ลูกควรพึงกระทำ ลูกมิกล้าที่รับพระราชทานรางวัลใด ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
หรงฉีทรงเข้าใจความหมายของมารดาทันที จึงสำรวมกิริยาวาจาอย่างสุภาพอ่อนน้อม ทำให้ฮ่องเต้มองหรงฉีด้วยแววตาชื่นชม
ขณะที่เว่ยฉางอันเห็นท่าทางหน้าซื่อใจคดของเขา ในในก็พลันอยากจะฉีกหน้าเขาออกเป็ชิ้น ๆ ซะตรงนั้น
แต่สติบอกให้นางต้องอดทน ทุกอย่างจะต้องรอจนกว่าหรงหลีเซิงจะยินยอมร่วมมือกับนาง แล้วค่อยหาทางแก้แค้น
ในชั่วขณะที่เว่ยฉางอันกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง บรรยากาศงานเลี้ยงก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทุกคนต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า
“องค์ไท่จื่อ หม่อมฉันยังมิทันได้กล่าวขอบพระทัยที่ทรงช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้เมื่อครู่”
เสียงอ่อนหวานดังมาทำให้เว่ยฉางอันขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อเงยหน้า ก็พบว่าคือเว่ยเจี่ยวอิงกับหรงฉี คู่ชายหญิงที่น่ารังเกียจนั่นเอง
“มิต้องใส่ใจ แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น”
หรงฉีกำลังจะก้าวไปหาเว่ยฉางอันเพื่อกล่าวสองสามประโยคกับนาง แม้สีหน้าของนางจะเรียบเฉยและไม่ได้แสดงกิริยาเลื่อมใสต่อองค์ไท่จื่อเช่นเขา แต่ก็ยังคงทำตามใจตนเอง
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อเขากำลังจะก้าวขาเข้าไป กลับถูกสกัดโดยคุณหนูรองของจวนแม่ทัพ ผู้ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าที่พันแผลอย่างน่าสะพรึงกลัว แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวใด ๆ ซ้ำยังคงเดินเข้ามาใกล้ชิดหรงฉี
ทำให้หรงฉีแทบจะหลบหนีไม่ทัน เมื่อนึกถึงสตรีน่าเกลียดผู้นั้นเคยอยู่ในอ้อมอกของตน เขาก็อยากจะรีบกลับไปชำระร่างกายไล่สิ่งสิ่งสกปรกที่อยู่ติดตัวเองโดยพลัน
[1] พลิกฟ้า: เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในทางที่ไม่เอื้ออำนวยหรือเป็ภัยต่อตนเองได้