ตอนที่55 ในดินแดนต่างมิติ
เหมือนคำกล่าวที่ว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนแข็งแกร่งสามรถกำหนดได้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง เมื่อลมเริ่มจะเปลี่ยนทิศเช่นนี้ หัวหน้าตึกอสูรฟ้าและหัวหน้าตึกจอมราชันย์ ได้แต่ฝากความหวังไว้กับการประลองในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว
สำหรับไป๋เทียนหยูแล้วยามนี้ย่อมพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้โอกาสหน้าที่จะได้เพิ่มศิษย์ในการประลองเลื่อนระดับย่อมมีมากกว่าเดิมเพราะลมได้เริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว แทบทุกหนแห่งต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงตึกของเขาอยู่ตลอดเวลา
หลังจากนั้นเล้งปวยได้รีบกลับมายังตึกพักของเขาที่หุบเขามังกรหมอบทันที เขานำเอยเอยและเอยหุ้นออกมาจากในแหวนมิติแล้วให้พวกเขาแม่ลูกเข้าไปอยู่ในถ้ำที่อยู่ข้างๆน้ำตกนั้น ซึ่งดูพวกเขาจะชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ได้จำกัดความเคลื่อนไหวของพวกนางใดๆเลย ส่วนเรื่องอาหารของแม่ลูกนั้นเขาได้เตรียมซากอสูรจำนวนมหาศาลในแหวนมิติไว้ให้แล้ว และพวกเขาสามารถเข้าไปล่าในหุบเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา
เจ้าตัวน้อยเอยหุ้นนั้นชอบออกมาวิ่งเล่นในลานหญ้าเป็นประจำและมักจะแวะเวียนมาเล่นกับเขาบ่อยๆจนมันสามารถฟังเข้าใจภาษามนุษย์แล้วเพียงแต่ยังพูดไม่ได้เท่านั้น
เล้งปวยได้ไปหาท่านอาจารย์ของเขาเพื่อวางแผนที่จะไปยังแดนต่างมิตินั้นซึ่งท่านได้จัดเตรียมแผนที่สถานที่ต่างๆไว้ให้เขาและจัดทำรายนามศัตรูของอาจารย์ร่วมร้อยกว่าคนเรียงตามลำดับความแข็งแกร่งไว้ให้เขาจัดการตามลำดับ
ในค่ำคืนก่อนที่เขาจะไปยังดินแดนต่างมิตินั้นหลังจากเขาได้บอกให้เอยเอยและเอยหุ้นทราบและดูแลที่นี่แทนเขาแล้วก็ได้เข้าสู่ภวังค์ไป และในช่วงดึกสะหงัดคืนนั้นเองผู้มาเยือนยามวิกาลก็พลันปรากฏตัวมาอีกครั้งหนึ่งและก็อีกเช่นเคยที่มันล่อให้เขาวิ่งตามแล้วก็จากไป
ทว่าในครั้งนี้หาได้เป็นเช่นทุกครั้งไม่ เพราะครั้งนี้กว่าเจ้านกกระเรียนสีเทามันจะสลัดหลุดจากเล้งปวยได้ก็แทบเกือบจะถูกเขาจับตัวเอาไว้ได้เลยทีเดียว เหตุการณ์นี้ทำให้หญิงสาวผู้เป็นเจ้านายมันพลันยิ้มออกมาก่อนจะรีบจากไปอีกครั้ง
“เราสังเกตเห็นสายตาของนางคล้ายแตกตื่นขึ้นมาไม่น้อยเมื่อเห็นว่าเจ้าเกือบจะจับตัวเจ้านกกระเรียนนั่นได้” เสียงหลินซีต้ังข้อสังเกตให้เขาฟัง แต่เด็กหนุ่มคล้ายไม่อยากคิดอะไรมากในตอนนี้เพราะอย่างไรตนก็ยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดีแม้คิดไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้
แล้วการเดินทางผ่านมิติของเขาก็เกิดขึ้น ในทันทีที่เขาเดินเข้าไปในขอบเขตแห่งมิติที่ปรากฏคลื่นแห่งมวลอากาศที่บิดเบี้ยวผิดปกตินั้นพลันรู้สึกได้ว่าถูกแรงอันมหาศาลดูดกระชากเขาอย่างแรงจนกระทั่งมารู้สึกตัวอีกครั้งตัวเองก็ได้มาอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว มองไปในความมืดสลัวคล้ายมีประตู อันหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา
“น่าจะเป็นประตูสุสานโบราณตามที่ท่านอาจารย์เคยบอกนะหลินซี” เขากล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ในห้วงจิตวิญญาณ
“น่าจะใช่นะ แต่ไฉนถึงรู้สึกว่าอากาศเย็นกว่าที่เราจากมาจังเลย” พอเล้งปวยเปิดประตูเก่าๆออกไป นางก็ได้พบคำตอบทันที
เมื่อมองออกไปด้านนอกพลันพบเห็นลานหิมะอันขาวโพลนเต็มไปหมดทั่วทั้งเนินเขา หลินซีเห็นเช่นนั้นพลันดีใจตื่นเต้นเป็นที่สุด
“หากรู้ว่ามีสถานที่เยี่ยงข้าต้องให้เจ้าพาเข้ามาต้ังนานแล้ว” นางว่าแล้วก็ทำเสียงจุ้จิ้งุงิอะไรของนางไปเรื่อยเปื่อย
เด็กหนุ่มทอดสายตามองลงไปตามเนินลาดชัน พลันสงสัยว่า “สุสานโบราณนี้มาตั้งอยู่บริเวณเนินลาดของยอดเขาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” จากนั้นเขาพลันลอยตัวขึ้นดุจค้างคาวตัวใหญ่ เหินลงไปยังเบื้องล่างทันที
หลังจากลงมาถึงตีนเขาแล้วเขาพบว่าหิมะพลันค่อยๆจางหายไป เขาฝ่าลัดเลาะตามแนวป่าออกไปจนอีกหลายร้อยลี้ จึงปรากฏทางแคบๆที่เบื้องหน้าขึ้นสายหนึ่ง
ขณะลังเลจะไปทางไหนดีนั้นพลันพบว่าที่ปลายสุดของทางแคบๆนั้นมีจุดฝุ่นกระจายเล็กๆเกิดขึ้นในระยะสุดสายตา และจุดที่ว่านั้นได้ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นมากลายเป็นรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านมา เขาจึงได้รออยู่
เมื่อรถม้ามาถึงเขาจึงโบกให้จอดลง พบว่าสารถีเป็นชายวัยกลางคนมีหนวดเครารุงรังหน้าตาเหี้ยมหาญผู้หนึ่ง
“ท่านผู้อาวุโสข้าพอจะขออาศัยติดรถของท่านไปในเมืองได้หรือไม่”
“ได้สิพ่อหนุ่มน้อย ฟังดูแล้วเหมือนเจ้าจะมาจากต่างถิ่นนะ เจ้าจะไปยังที่ใดหรือ” สำเนียงพูดที่ฟังที่เล้งปวยเข้าใจยากไม่น้อย
“ผู้เยาว์นามเล้งปวยมาจากเมืองไผ่เขียวจะไปยังจะไปยังเมืองน้ำครามเพื่อไปเยี่ยมญาติขอรับ
“เช่นนั้นก็บังเอิญอย่างยิ่งข้ากำลังจะไปทิศทางนั้นพอดี มาๆขึ้นมาข้าจะได้มีเพื่อนคุย” เล้งปวยเล้งรีบก้าวเข้าไปนั่งลงข้างๆตัวเขา แล้วรถม้าก็รีบตะบึงออกเดินทางต่อไปทันที
“แล้วท่านผู้อาวุโสจะไปไหนหละดูท่าทางท่านคล้ายร้อนใจไม่น้อยเลย” เขาถามขึ้นมาเมื่อรถวิ่งมาได้สักพัก
“โอ เห็นที่เจ้าเป็นคนช่างสังเกต บอกกับเจ้าก็มิเป็นไรหนุ่มน้อยเราจะไปช่วยพี่น้องเราที่ถูกคุกคามเอาชีวิตจากสำนักหมื่นนาคา“
พอคำว่าสำนักหมื่นนาคาเข้าถึงหูของเล้าปวย มันถึงกับนัยตาลุกวาวขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วก็หายไปทันที
“นี่พ่อหนุ่มน้อยดูแล้วเจ้าไม่เลวเลย นี่หากมิใช่อยู่ในภาวะเช่นนี้เรายังคิดอยากจะรับเจ้าเป็นศิษย์ของเราเลย เจ้าจะได้เพิ่มวรยุทธไว้ป้องกันตัวในยามออกท่องเที่ยว เพราะแค่เพียงขั้นก่อเกิดระดับสองของเจ้านั้นย่อมนับว่าต่ำต้อยอย่างยิ่งอยู่”
ที่มันพูดเช่นนั้นเพราะเล้งปวยนั้นทำการปิดกั้นพลังให้คนอื่นเห็นเพียงแค่นั้นจะได้สดวกในการเดินทาง ดังนั้นแม้มันจะมีพลังยุทธถึงขั้นนภาจุติระดับ10 เท่ากับเล้งปวยก็ตามแต่ก็ย่อมดูไม่ออก
“ผู้เยาว์ได้แต่ต้องขอขอบคุณในเจตนาดีของผู้อาวุโสที่ต้องการส่งเสริมจริงๆ……เอ่อ!ท่านผู้อาวุโสพอจะบอกได้ไหมว่าโดยปกติสำนักหมื่นนาคามีพฤติกรรมแบบใด เผื่อผู้เยาว์จะได้พยายามหลีกเลี่ยงจากพวกมันยามพบเห็น”
“มันเป็นสำนักขนาดกลางที่ชอบใช้อำนาจบาทใหญ่พักหลังๆมานี่ยิ่งกำเริบเสิบสานกำลังจะขยายอิทธิพลออกไปกลืนกินผู้ที่มีฐานะด้อยกว่า พี่น้องเราก็กำลังจะถูกมันรุกรานนี่เอง จะว่าไปแล้ว ฟังว่าเจ้าเฒ่าอี่น่ำเทียนนั้นมีพลังยุทธที่ไม่ด้อยกว่าข้าเลยด้วยซ้ำ แต่เจ้าไม่ต้องสนใจดอก”
“ท่านผู้อาวุโสขอให้ข้าติดตามท่านไปดูได้หรือไม่” มันพูดอย่างจริงจัง
“เด็กน้อยนี่ข้าไม่ได้ไปท่องเที่ยวนะมันเสี่ยงอันตรายมากเกินไปเจ้ารู้หรือเปล่า” มันพูดตามความจริงที่ไม่อยากให้เด็กน้อยมีอันตราย ทั้งๆที่มันก็ถูกชะตาเจ้าเด็กนี่ไม่น้อยเลย
“เพียงให้ข้าซ่อนตัวไว้มิดชิดใยมิใช่พอจะปลอดภัยได้แล้ว”
“อืม เอาไว้ค่อยว่ากันอีกที แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกหิวแล้วเราจะพักกินอะไรสักหน่อยที่โรงเตี้ยมที่อยู่ด้านหน้ากันก่อน”
“ขอรับท่านผู้อาวุโส” เล้งปวยพลันมีนัยตาวูบวาบขึ้นมาทันทีหลังจากวางแผนเสร็จสิ้นแล้ว
……
/ไม่ทราบนะว่ามันวางแผนอันใดของมัน