การนำเสนอ6-Sigma วันที่หนึ่ง
“ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮัก”
“ครับ หัวหน้า”
“ั้แ่วันนี้ไปให้พาพนักงานคิมชอลซูไปทำงานด้วยนะ”
ผู้จัดการพโยอิลซูที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ทำตาโต
“เอาเลยเหรอครับ”
“แล้วจะสั่งให้ทำงานจิปาถะไปจนถึงเมื่อไหร่เ้านั่นก็ควรต้องทำงานจริงจังให้สมกับเงินเดือนเหมือนกันสิ”
ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักพยักหน้าตอบ
“ครับ หัวหน้า!”
หลังจากเริ่มทำงานผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักก็ยื่นแฟ้มเอกสารกับรายการเบอร์โทร.ติดต่อให้คิมชอลซูทันที
“นี่เป็งานที่ถูกส่งมาจากทีมขายหนึ่ง เพราะว่าทางนั้นมีคนไม่พอ บริษัทนี้เป็บริษัทเล็กๆ ที่ผลิตเครื่องจักรขนาดกลาง แม้จะแข่งกับบริษัทใหญ่อื่น ๆ ในประเทศไม่ได้แต่มีราคาถูกกว่า ถ้าส่งออกไปแอฟริกาจะสามารถทำกำไรได้นายไปที่บริษัทนี้แล้วตรวจสอบด้วยตาตัวเองว่าอุปกรณ์อะไหล่ที่ใช้ตรงกับสเป็กของสินค้าตามแค็ตตาล็อกไหมทำความรู้จักกับเขาเอาไว้ แล้วก็ประเมินมาว่ากำลังการผลิตจริงทำได้เท่าไหร่มีของในสต๊อกเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันจะโทร.ไปแจ้งไว้ให้”
“ครับ รับทราบครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
นี่เป็วิธีการทำงานในกรณีเป็ผู้ประสานงานธุรกิจระหว่างบริษัทนำเข้าจากต่างประเทศกับบริษัทส่งออกในประเทศเซลส์ต้องออกไปดูที่หน้างานจริง
ถึงปกติจะไม่ทำแบบนี้แต่เพราะผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักเป็คนละเอียดถี่ถ้วนถึงขั้นนั้นและด้วยความขยันนี้ เขาจึงมีชื่อเสียงว่าแทบจะไม่เคยทำงานพลาด
“ขับรถเป็ใช่ไหม”
“เป็ครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
“ไปที่ฝ่ายสนับสนุนงานบริหารแล้วเอารถของบริษัทไปใช้ซะ”
คิมชอลซูซึ่งรับกุญแจรถจากฝ่ายสนับสนุนงานบริหารมาแล้วก็เข้าไปในรถ
รถคันนี้คือSephia[1] ที่เขาไม่ได้ััมานานแล้ว
“ลองดูสักหน่อยดีไหม”
คิมชอลซูกวาดสายตาอ่านเอกสารที่ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักส่งมาให้
คาด็อกเครื่องกล
ธุรกิจขนาดย่อมที่ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็บริษัทที่ผลิตรถแทรกเตอร์และรถดำนา
บอกว่าสามารถผลิตรถแทรกเตอร์ได้หนึ่งร้อยห้าสิบคันและรถดำนาได้แปดสิบคันต่อปีแต่เมื่อดูรายงานยอดขายก็เห็นได้ว่าตกตํ่าอย่างชัดเจน ปีที่แล้วเป็ปีแรกที่มีการรายงานว่าขาดทุน
เท่าที่กวาดสายตาดูเอกสารแล้วลองวิเคราะห์ดูคิมชอลซูจึงคิดว่าสัญญาครั้งนี้น่าจะไม่สำเร็จ
คิมชอลซูลงจากรถที่จอดอยู่ในโรงงานคาด็อกเครื่องกลซึ่งตั้งอยู่ในเมืองชีฮึง จากนั้นชายวัยกลางคนที่มีผมสีขาวแซมท่าทางเป็มิตรก็วิ่งออกมาต้อนรับอย่างยินดี
“จากบริษัทฮันยองใช่ไหมครับ”
“ครับ ผมพนักงานคิมชอลซูครับ”
“โอ๊ย มาตั้งไกลลำบากมากเลยนะครับ เชิญข้างในเลยครับ”
คิมชอลซูตามชายวัยกลางคนไปพร้อมคอยสังเกตรอบๆ ไปด้วย
มีคนงานบางคนออกมานั่งอยู่ข้างนอกโรงงานและเสียงจากการประกอบเครื่องจักรหรือการตัดเหล็กก็แทบไม่ได้ยิน
นั่นแปลว่าตอนนี้ไม่มีออร์เดอร์
“ซนจงโฮ เ้าของคาด็อกเครื่องกลครับ”
“ครับ ยินดีที่ได้พบครับ”
ทั้งคู่แลกนามบัตรกันแล้วเริ่มพูดคุยพร้อมดื่มกาแฟที่พนักงานหญิงชงมาให้
“ตอนนี้มีของในสต๊อกเท่าไหร่ครับ”
“มีรถแทรกเตอร์ยี่สิบเอ็ดคัน และรถดำนาสิบแปดคันครับ”
“ในปีหนึ่งสามารถผลิตได้จริงเท่าไหร่ครับ”
“ก็ตามที่บอกในแค็ตตาล็อกเลยครับ”
ซนจงโฮตัดบทคิมชอลซูอย่างหนักแน่น
“เท่าที่ดู เหมือนจะมีการไล่พนักงานออกด้วยใช่ไหมครับถ้าไม่ได้ปริมาณตามที่เรา้ารู้ใช่ไหมครับว่าทางเราจะทำเื่เคลมและเรียกเงินชดเชยค่าเสียหายต่อให้จ้างพนักงานใหม่มาเพื่อผลิตให้ได้ตามปริมาณที่เรา้าแต่ถ้าขาดความชำนาญก็อาจทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพการประกอบเครื่องได้แบบนั้นจะลำบากกับทางเรามากนะครับ ถ้าทำแบบขอไปทีแบบนี้ อาจจะถูกยกเลิกสัญญาก็ได้นะครับ”
ซนจงโฮมองคิมชอลซูด้วยสีหน้าตะลึงพรึงเพริด
เพราะเห็นว่าเป็พนักงานใหม่เขาเลยกะจะเสแสร้งแกล้งทำสักหน่อย แต่ทั้งสายตาและนํ้าเสียงบ่งบอกเลยว่ามีฝีมือไม่ได้เพิ่งทำงานนี้แค่ครั้งสองครั้ง
เนื่องจากไม่มีออร์เดอร์จากในประเทศและถ้าไม่หาช่องทางการส่งออกไปขายต่างประเทศบริษัทนี้ก็จะอยู่ไม่รอดตอนนี้ทางฮันยองได้กลายเป็ผู้กุมชะตาของคาด็อกเครื่องกลแล้ว
“เอ่อ...”
“แล้วติดต่อกับใครเหรอครับ เพราะดูแล้วน่าจะไม่ใช่สัญญาที่มาจากทางทีมขายของเรานะครับ”
“...เอ่อ คือว่า...”
ซนจงโฮพูดติดๆ ขัด ๆ ทำตัวไม่ถูก คิมชอลซูมองหน้าซนจงโฮแล้วพูดอีกครั้ง
“คุยกับใครไว้ก็ไม่ใช่เื่สำคัญหรอกครับแต่การมาประเมินหน้างานนี้เป็หน้าที่สำคัญสำหรับผมเพราะอย่างนั้นช่วยบอกมาให้ชัดเจน อย่าเล่นแง่ได้ไหมครับ”
ตอนนั้นเองซนจงโฮจึงรู้ตัวว่าโดนหนุ่มน้อยเล่นงานเสียแล้วเขาะเิหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
เห็นได้ชัดว่าคิมชอลซูไม่มีความคิดที่จะบอกเลิกสัญญานี้ั้แ่แรก
“ได้ครับ”
คิมชอลซูตามซนจงโฮไปราวๆ หนึ่งชั่วโมงพร้อมเขียนลงในแบบฟอร์มการตรวจสอบอย่างละเอียด
“พูดจริงใช่ไหมครับ อย่าพูดแบบขอไปทีนะครับ”
“คะ...ครับ...”
ไอ้หนุ่มนี่ไม่ธรรมดาเลยโว้ยถ้าไม่ระวังให้ดีได้เป็เื่ใหญ่แน่
ทันทีที่ซนจงโฮกลับเข้ามาหลังจากอธิบายหน้างานเรียบร้อยแล้วเขาก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเดินไปกดนํ้าที่เครื่องกดนํ้า แล้วยื่นให้คิมชอลซู ชายหนุ่มจึงรับไปพลางยิ้มให้อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณครับ จะดื่มให้หมดเลยครับ”
ซนจงโฮคิดในใจพลางจดจำภาพลักษณ์ของคิมชอลซูไว้
ถึงจะจู้จี้จุกจิกแต่ก็ไม่ใช่คนไม่ดี
คิมชอลซูดื่มนํ้าดับกระหายเรียบร้อยแล้วชี้ไปที่เครื่องจักรที่ถูกนำมาไว้สาธิตด้านหนึ่ง
“เครื่องนี้คืออะไรครับ”
“เครื่องทำข้าวพองครับ”
“อ๋อ เครื่องนี้เองเหรอครับ ผลิตเครื่องอะไรแบบนี้ด้วยเหรอครับ”
“ครับ ผลิตมาเรื่อย ๆ จนถึงก่อนหน้านี้ไม่นานครับแต่เพราะไม่ค่อยทำเงินเท่าไหร่ ตอนนี้ก็เลยไม่ได้ผลิตแล้วครับแต่ถือเป็ตัวที่จุดประกายคาด็อกเครื่องกล ต้องขอบคุณมันเลยนะครับ”
“เป็เครื่องที่มีความทรงจำมากมายสินะครับ”
ซนจงโฮพยักหน้า
“ถ้าผลิตหนึ่งเครื่อง ราคาต้นทุนต่อหน่วยประมาณเท่าไหร่เหรอครับ”
“ก็...ประมาณ สามแสนวอนครับ”
“อย่างนั้นเหรอครับ แล้วก่อนหน้านี้ขายไปประมาณเท่าไหร่ครับ”
เมื่อเห็นว่าคิมชอลซูถามด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้เต็มที่ซนจงโฮจึงตั้งใจตอบ
แม้ที่เกาหลีจะไม่มีคนอยากได้เครื่องทำข้าวพองแบบนั้นเลยไม่มีเหตุผลให้ต้องผลิตก็ตาม
“ขายประมาณห้าแสนวอนครับ”
“หากโรงงานใช้แรงงานเต็มกำลังแล้วผลิตเครื่องนี้จะผลิตได้ประมาณกี่เครื่องครับ”
“อืม ก็ประมาณปีละสามพันเครื่องครับ”
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณที่อธิบายให้ฟังนะครับ”
เมื่อคิมชอลซูเก็บกระเป๋าเอกสารซนจงโฮก็โค้งตัวขอจับมือ
“ฝากด้วยนะครับ”
“เดี๋ยวผมติดต่อมานะครับ”
ซนจงโฮกล่าวลาคิมชอลซูจากนั้นจึงไปส่งอีกฝ่ายถึงรถ และเมื่อรถลับตาไป เขาก็หมุนตัวกลับ
นึกว่าจะมาขออะไรเพิ่มเติมแต่กลับเรียบง่ายกว่าที่คิด ว่าแต่ถามเื่เครื่องทำข้าวพองไปทำไมกัน
“ไปอบรมก่อนนะครับ”
ทันทีที่คิมชอลซูไปอบรมเื่6-Sigma ในตอนบ่ายผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักก็เปิดเอกสารการตรวจสอบที่คิมชอลซูนำมาแล้วกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว
ผู้จัดการพโยอิลซูไถเก้าอี้ติดล้อมาอยู่ข้างๆ ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮัก
“เป็ไง”
“เท่าที่ดูก็ไม่เหมือนเขียนมาแบบขอไปทีนะครับ”
“งั้นเหรอ”
“อืม ค่อนข้างละเอียดมากเลยตั้งใจจดบันทึกเื่ที่คิดว่าสำคัญจากสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดไว้อย่างละเอียดแต่ปริมาณที่ผลิตได้ในแค็ตตาล็อกกับที่ชอลซูจดไว้แตกต่างกันมากเลยนะครับแบบนี้ถ้าดำเนินการไปก็เหมือนจะทำเงินไม่ได้นะครับ”
อีจุนฮักพูดอย่างนั้นแล้วก็โทร.ไปที่คาด็อกเครื่องกลอีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าที่คิมชอลซูจดมานั้นจริงหรือไม่
ระหว่างนั้นผู้จัดการพโยอิลซูก็ดูใบตรวจสอบอีกครั้งแล้วพึมพำ
“ใครมันเอาของพรรค์นี้มา น่าหงุดหงิดจริง”
อีจุนฮักที่วางโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นมา
“ก่อนอื่นเลย ยกเลิกอันนี้น่าจะดีกว่าครับ”
“อื้ม บอกหัวหน้าแล้วก็ส่งต่อให้ทีมขายหนึ่งเลย”
“ครับ ผู้จัดการ”
“สูบบุหรี่หลังกินข้าวหน่อยไหม”
ผู้จัดการพโยอิลซูใช้นิ้วโป้งชี้ไปข้างนอกอีจุนฮักเห็นดังนั้นก็ยิ้มแล้วพยักหน้า
ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองรับเอกสารฉบับล่าสุดที่เหล่าพนักงานใหม่ส่งมาแล้วนำมาเขียนรายชื่อ
“อย่างที่รู้กันว่าพรุ่งนี้จะมีการนำเสนอกับหัวหน้าและกรรมการบริหารในบริษัทนะครับคะแนนการนำเสนอพรุ่งนี้จะถูกนำมาใช้กับการประเมินด้วยนะครับ เพราะงั้นช่วยเตรียมตัวและทำให้เต็มที่จนถึงที่สุดด้วยนะครับ”
“ครับ/ค่ะ!”
เหล่าพนักงานใหม่ตอบรับกันอย่างแข็งขัน
“เอาละ เดี๋ยวจะประกาศหัวข้อที่จะนำเสนอพรุ่งนี้นะครับหลังจากนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนได้แล้วนะครับ ใครจะเปลี่ยนให้บอกตอนนี้เลยนะครับ”
เมื่อไม่มีใครพูดอะไรผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองก็เริ่มประกาศรายชื่อทันที
“...พนักงานฮวังแดฮุน ฝ่ายบุคคลจะนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพการทำงานตามการหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าที่งานครับ...”
หลังจากที่ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองประกาศหัวข้อของฮวังแดฮุนก็เกิดเสียงเจี๊ยวจ๊าวครู่หนึ่งท่ามกลางพนักงานใหม่
“...พนักงานคิมชอลซู ทีมขายห้าจะนำเสนอเกี่ยวกับกลยุทธ์ของทีมขายตามการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตครับ”
“อันนั้นไม่ใช่เื่ที่คุณคิมชอลซูทำไว้เหรอ”
“นั่นน่ะสิ ทำไมเป็งั้น”
“จะยังไงก็ช่าง ก็ไม่ควรแย่งคนอื่นสิ”
เหล่าพนักงานใหม่พากันซุบซิบพลางมองฮวังแดฮุนด้วยสายตาแปลกๆ
แม้แต่คิมชอลซูยังไม่คิดเลยว่าฮวังแดฮุนจะดึงดันทำหัวข้อนั้นต่อ
แบบนี้ก็จะมีแต่ภาพลักษณ์ของไอ้ฮวังแดฮุนคนเดียวที่พังเดี๋ยวนะ สถานการณ์แบบนี้ต้องทำยังไงดี ต้องทำเหมือนว่าเราโดนแย่งไปใช่ไหม
คิมชอลซูเบนสายตาไปมองฮวังแดฮุนที่ตอนนี้หน้าแดงจัดจนต้องหันหน้าไปมองกำแพง
จางยูมีตีแขนคิมชอลซูดังเพียะด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเขาหันไป เธอก็พูดขึ้นมา
“คุณชอลซู ทำไมหัวข้อถึง...ไม่สิทำไมคุณฮวังแดฮุนถึงได้ใช้หัวข้อของคุณชอลซูล่ะคะ”
คิมชอลซูแสร้งทำหน้าตาน่าสงสารเล็กน้อยแล้วพูด
“ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายเป็แบบนั้นไปนะครับ”
“โอ้โฮ ให้ตายสิ แบบนี้ไม่ได้นะคะ ขโมยงานของคนอื่นแบบนี้อีตานั่นนิสัยแย่จริง ๆ เลยนะคะ”
จางยูมีขึ้นเสียงสูงอย่างคนกำลังโกรธ
เมื่อพวกพนักงานใหม่เริ่มส่งเสียงดังเอะอะเจี๊ยวจ๊าวขึ้นเรื่อยๆ ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองที่งงเพราะไม่รู้เหตุผลก็ใช้ฝ่ามือฟาดโต๊ะแล้วพูดขึ้น
“เอาละ การอบรมจบแล้วนะครับ วันนี้กลับกันได้แล้วพรุ่งนี้เจอกันเวลาเดิมที่หอประชุมใหญ่ครับ”
ทันทีที่ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองพูดจบฮวังแดฮุนก็รีบหนีออกจากห้องประชุมไป
แม้จะเป็บริษัทที่มีแต่เล่ห์เหลี่ยมมารยา และกลอุบาย แต่ก็ไม่มีใครทำเื่อย่างนั้นอย่างเปิดเผยเพราะถ้าทำอย่างนั้นเมื่อไร ก็จะกลายเป็ศัตรูของทุกคนไปโดยปริยาย
บางทีคนที่จะต้องออกจากบริษัทก่อนใครเพื่อนอาจเป็ฮวังแดฮุนก็ได้
คิมชอลซูลุกขึ้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ
แบบนี้ก็เดาผู้ชนะในการนำเสนอพรุ่งนี้ไม่ได้แล้วน่ะสิ
คิมชอลซูออกมาที่สวนลอยฟ้าแล้วจุดบุหรี่ให้ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักกับผู้จัดการพโยอิลซู
“นี่ ได้ยินมาแล้วนะ ไอ้พวกฝ่ายบุคคลแย่งหัวข้อของนายไปเหรอ แล้วจะปล่อยไว้เฉยๆ หรือไง ต้องสั่งสอนพวกนั้นสักหน่อยสิ!”
ผู้จัดการพโยอิลซูขากเสมหะแล้วถ่มนํ้าลายลงพื้นก่อนจะอัดควันบุหรี่เข้าปอด
“คิดว่าไอ้คนที่ชื่อฮวังแดฮุนจะเป็คนหัวไวเสียอีกไม่คิดเลยนะว่าจะทำอย่างนั้นน่ะครับ ผู้จัดการพโย”
“เห็นวางท่าว่าอยู่สูงเพราะอยู่ฝ่ายบุคคล โอ้โฮ หมดคำจะพูดเลย แล้วยังไงนายทำไฟล์นำเสนอใหม่เหรอ”
คิมชอลซูพยักหน้าหงอยๆ ให้กับคำถามของผู้จัดการพโย
“ครับ ผู้จัดการพโย”
“เดี๋ยวฉันลงไปจัดการให้เลย”
ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักที่รู้ดีว่าผู้จัดการพโยไม่ใช่คนที่จะไปอาละวาดที่ฝ่ายบุคคลก็ทำท่าทางโอเวอร์แล้วคว้าเอวของผู้จัดการพโยไว้
“โอ๊ย! ผู้จัดการช่วยอดทนหน่อยสิครับ”
“ปล่อยนะ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
“โอ๊ย ทำไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอกครับ สงบอารมณ์หน่อยครับ”
คิมชอลซูลอบหัวเราะในใจเมื่อเห็นทั้งสองคนทำท่าทางโอเวอร์แบบนั้น
เมื่อทำงานเป็เซลส์ไปเรื่อยๆ ทุกคนก็จะกลายเป็นักแสดงไปเอง
คิมชอลซูเองก็รีบปั้นหน้าร้อนใจแล้วช่วยรั้งขาผู้จัดการพโยเอาไว้
“ไม่เป็ไรครับ ผู้จัดการพโย! ขอบคุณมาก ๆ ที่อุตส่าห์ใส่ใจขนาดนี้นะครับ”
“โอ๊ย จริง ๆ เลย! ชอลซู ฉันทนเพราะนายหรอกนะ!”
แม้ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่อย่างน้อยก็ต้องแสดงออกถึงความอยากปลอบประโลม
สำหรับคิมชอลซูที่ทำงานในฐานะพนักงานใหม่มาได้เพียงสองเดือนถือว่าติดกระดุมเม็ดแรกได้เรียบร้อยดี
[1] รถยนต์รุ่นหนึ่งที่ผลิตโดย Kia Motor เปิดตัวในปี 1990และได้รับความนิยมเป็อย่างมาก